ผูกพันรถที่แล่นไปอยู่ มิใช่ไม่มีเครื่องผูกพันนั้นฉะนั้น เพราะโลกมีกรรมเป็น เครื่องผูกพันอย่างนี้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความเป็นผู้ ประเสริฐเพราะกรรมอันประเสริฐ จึงตรัสคาถาที่สองว่า ตเปน คือ ตปะ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตเปน ได้แก่ การสำรวมอินทรีย์. บทว่า พฺรหฺมจริเยน ได้แก่ ความประพฤติอันประเสริฐที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว
อาศัยการศึกษา. บทว่า สํยเมน คือ ด้วยศีล. บทว่า ทเมน คือ ด้วยปัญญา.
บุคคลย่อมเป็นพราหมณ์เพราะกรรมอันประเสริฐ คือเป็นพรหมนั้น เพราะ เหตุไร เพราะกรรมนี้นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้ ท่านอธิบายว่า
ความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดคือกรรมนี้. ปาฐะว่า พฺรหฺมานํ ดังนี้บ้าง. บทนั้น
มีความดังนี้ ชื่อว่า พฺรหฺมานํ เพราะนำมาซึ่งความเป็นพรหม. ท่านอธิบายว่า นำความเป็นพราหมณ์มาให้.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สองดังนี้. บทว่า สนฺโต คือมีกิเลสสงบ
แล้ว. บทว่า พฺรหฺมา สกฺโก เป็นพรหมผู้องอาจ คือเป็นทั้งพรหมเป็น
ทั้งผู้องอาจ. ท่านอธิบายว่า ผู้ที่เป็นอย่างนั้นมิใช่เป็นพราหมณ์อย่างเดียว
ที่แท้เขาเป็นทั้งพรหมเป็นทั้งผู้องอาจของบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้แจ้ง ดูก่อนวาเสฏฐะ
ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาวาเสฏฐสูตรที่ ๙ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย