The Compendium

摩诃蒙固佛教大学泰文版 · Vinaya Piṭaka — The Basket of Monastic Discipline · 卷 10 · 1022 页

由 AI 根据整卷内容摘要(共 88 个主题)——点击即可跳到该主题开始的位置。

  1. 页 1–9 ปาราชิกกัณฑ์: แม่แบบคำถามและเนื้อหาปาราชิก ๔ สิกขาบท เปิดคัมภีร์ปริวาร (เล่มสรุปพระวินัย) ด้วยแม่แบบคำถามที่ใช้ซักถามทุกสิกขาบทในเล่มนี้ เช่น บัญญัติที่ไหน เพราะเหตุใด โทษหนักเบาเพียงใด ระงับอย่างไร จากนั้นนำมาถาม-ตอบกับอาบัติปาราชิกทั้ง ๔ ข้อ (เสพเมถุน ลักทรัพย์ ฆ่ามนุษย์ อวดคุณวิเศษที่ไม่มีจริง) พร้อมแทรกรายชื่อพระเถระผู้สืบทอดพระวินัยจากอินเดียสู่ลังกา เป็นหลักฐานสายถ่ายทอดพระไตรปิฎก
  2. 页 10–21 สังฆาทิเสสกัณฑ์: คำถามคำตอบอาบัติสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ใช้แม่แบบคำถามเดียวกับปาราชิกมาซักถามอาบัติสังฆาทิเสส (โทษรองจากปาราชิก ต้องอยู่กรรมจึงพ้นอาบัติ) ทั้ง ๑๓ ข้อ เช่น ปล่อยอสุจิ เคล้าคลึงกายสตรี พูดจาแทะโลม ชักสื่อ สร้างกุฏิ-วิหารเกินขนาด ใส่ร้ายเพื่อนภิกษุด้วยเรื่องไม่จริง และทำลายสงฆ์ให้แตกกัน แต่ละข้อระบุสถานที่บัญญัติ บุคคลต้นเหตุ และมูลเหตุของเรื่องนั้น ปิดท้ายด้วยรายชื่อพระเถระผู้ทรงจำพระวินัยซ้ำอีกครั้ง
  3. 页 22–28 อนิยตกัณฑ์: สิกขาบทที่ยังไม่แน่นอน ๒ ข้อ ว่าด้วยการนั่งในที่ลับกับสตรี ซักถามสิกขาบท ๒ ข้อในหมวดอนิยต (แปลว่า 'ไม่แน่นอน' เพราะโทษที่จะปรับอาบัติขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและคำรับของภิกษุ ไม่ตายตัว) ทั้งสองข้อเกิดจากกรณีพระอุทายีนั่งในที่ลับกับมาตุคามผู้เดียว ต่างกันที่ระดับความลับของสถานที่ ชี้ให้เห็นหลักการตัดสินอาบัติที่ยืดหยุ่นตามพฤติการณ์จริงมากกว่าข้อที่มีบทลงโทษตายตัว
  4. 页 29–44 นิสสัคคิยกัณฑ์: อาบัติที่ต้องสละของ ๓๐ สิกขาบท ว่าด้วยจีวร บาตร เงินทอง ถาม-ตอบอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ (ต้องสละสิ่งของที่ได้มาโดยผิดวินัยก่อนจึงปลงอาบัติได้) ๓๐ ข้อ แบ่งเป็น ๓ วรรค คือ กฐินวรรค (เก็บจีวรเกินกำหนด ขอจีวรเกินควร) โกสิยวรรค (ทำเครื่องปูนั่งด้วยไหมหรือขนสัตว์ผิดระเบียบ รับ-แลกเงินทอง) และปัตตวรรค (เก็บบาตรส่วนเกิน ขอบาตรทั้งที่ยังใช้ได้ รับยาเกินกำหนด) สะท้อนหลักความสันโดษไม่สะสมของสงฆ์
  5. 页 45–63 ปาจิตติยกัณฑ์: เริ่มอาบัติปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท ตั้งแต่มุสาวาทวรรคถึงโภชนวรรค เริ่มหมวดอาบัติปาจิตตีย์ (โทษเบากว่านิสสัคคิยะ ปลงอาบัติได้โดยไม่ต้องสละของ) ถาม-ตอบตามแม่แบบเดิม ครอบคลุมมุสาวาทวรรค (พูดเท็จ ด่า ส่อเสียด ขุดดิน) ภูตคามวรรค (ทำลายต้นไม้ นอนแซงภิกษุอื่น ฉุดคร่า) โอวาทวรรค (สอนภิกษุณีโดยไม่ได้รับมอบหมาย คลุกคลีกับภิกษุณี) และเริ่มโภชนวรรค (ฉันอาหารเป็นหมู่ รับนิมนต์แล้วไม่ไปฉัน) เนื้อหายังไม่จบ ต่อในส่วนถัดไป
  6. 页 64–66 คำถามตอบ: มารยาทการฉันอาหาร (โภชนวรรค) ทบทวนสิกขาบทเรื่องการฉัน เช่น ห้ามฉันในโรงทานซ้ำซาก ห้ามฉันเป็นหมู่คณะ ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันที่อื่น ห้ามรับขนมหรือบิณฑบาตเกินประมาณ ห้ามฉันหลังบอกห้ามภัตรแล้ว ห้ามล่อภิกษุที่อิ่มแล้วให้ฉันอีก ห้ามฉันของค้างคืนหรือในเวลาวิกาล ห้ามขอโภชนะประณีตเพื่อตนเอง และห้ามกลืนอาหารที่ยังไม่มีผู้ประเคนให้ กฎเหล่านี้ป้องกันความละโมบและรักษาวินัยเรื่องปัจจัยสี่ของสงฆ์
  7. 页 67–77 คำถามตอบ: การให้ของแก่นักบวชนอกศาสนาและวินัยเรื่องสุรา (อเจลกวรรค-สุราเมรยวรรค) ครอบคลุมสิกขาบทห้ามให้อาหารด้วยมือตนเองแก่นักบวชนอกศาสนา ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตแล้วกันไม่ให้ได้รับ ห้ามนั่งแทรกในบ้านที่มีของกิน ห้ามนั่งในที่ลับกับสตรี ห้ามเที่ยวในสกุลก่อนหรือหลังฉันโดยไม่บอกลา ห้ามขอเภสัชเกินกำหนด ห้ามดูกองทัพหรืออยู่ในกองทัพเกิน ๓ คืน จากนั้นเป็นวินัยห้ามดื่มสุรา จี้ให้หัวเราะ เล่นน้ำ ไม่เอื้อเฟื้อ หลอกภิกษุ ก่อไฟผิง อาบน้ำถี่เกิน ใช้จีวรใหม่โดยไม่พินทุ วิกัปจีวรแล้วใช้เอง และซ่อนของใช้ภิกษุอื่น
  8. 页 78–89 คำถามตอบ: ชีวิตสัตว์และความสามัคคีในสงฆ์ (สัปปาณกวรรค-สหธรรมิกวรรค) กล่าวถึงสิกขาบทห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามใช้น้ำมีตัวสัตว์ ห้ามรื้อฟื้นคดีที่ตัดสินแล้ว ห้ามปิดอาบัติหนักของผู้อื่น ห้ามบวชผู้อายุไม่ถึง ๒๐ ปี ห้ามเดินทางกับโจรหรือสตรีทั้งที่รู้ภัย และเรื่องพระอริฏฐะผู้ไม่ยอมสละทิฏฐิผิดแม้เตือนครบ ๓ ครั้ง ต่อด้วยสิกขาบทรักษาความสามัคคีสงฆ์ เช่น ห้ามขัดขืนคำตักเตือนโดยชอบ ห้ามติเตียนพระวินัย ห้ามแสร้งทำหลง ห้ามทำร้ายหรือขู่ภิกษุ ห้ามใส่ความด้วยอาบัติหนักลอยๆ ห้ามแอบฟังการวิวาท และห้ามเบี่ยงเบนลาภที่จะถวายสงฆ์ไปให้บุคคล
  9. 页 90–97 คำถามตอบ: มารยาทต่อราชสำนักและปิดท้ายปาจิตตีย์-ปาฏิเทสนียะ (ราชวรรค) จบหมวดปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท ด้วยสิกขาบทเรื่องความสัมพันธ์กับราชสำนักและของใช้ เช่น ห้ามเข้าเขตพระราชฐานโดยไม่ได้รับบอกก่อน ห้ามเก็บของมีค่า ห้ามเข้าบ้านยามวิกาลโดยไม่บอกลา และห้ามทำกล่องเข็ม เตียง ตั่ง ผ้าปูนั่ง ผ้าปิดฝี ผ้าอาบน้ำฝน หรือจีวรเกินขนาดที่กำหนด จากนั้นเข้าสู่ปาฏิเทสนียะ ๔ ข้อ ว่าด้วยการรับอาหารจากภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ การไม่ห้ามภิกษุณีที่คอยสั่งให้เขาถวาย การรับในสกุลที่สงฆ์กำหนดพิเศษ และการรับอาหารในป่าที่มีภัยโดยไม่บอกล่วงหน้า
  10. 页 98–107 คำถามตอบ: เสขิยวัตรว่าด้วยการนุ่งห่มและกิริยาในหมู่บ้าน (ปริมัณฑลวรรค-อุชชัคฆิกวรรค) เริ่มหมวดเสขิยกัณฑ์ ซึ่งเป็นข้อฝึกมารยาทละเอียด (อาบัติทุกกฏ เบากว่าปาจิตตีย์) ว่าด้วยการนุ่งห่มจีวรให้เรียบร้อยไม่เลื้อยหน้าหลัง ไม่เปิดเผยกาย ไม่คะนองมือเท้าเมื่อเดินหรือนั่งในละแวกบ้าน ไม่จ้องมองไปมา ไม่เดินหรือนั่งเวิกผ้า ไม่หัวเราะเสียงดัง ไม่พูดเสียงดังลั่น ไม่โคลงกายหรือศีรษะ เพื่อรักษาความสำรวมให้น่าเลื่อมใสเมื่อออกไปในที่ชุมชน
  11. 页 108–120 คำถามตอบ: เสขิยวัตรว่าด้วยการรับและฉันบิณฑบาตอย่างสำรวม (ขัมภกตวรรค-ปิณฑปาตวรรค-กพฬวรรค) ต่อเนื่องหมวดเสขิยกัณฑ์ ว่าด้วยการไม่เดินหรือนั่งเท้าสะเอวหรือคลุมศีรษะในบ้าน ไม่กระโหย่งเท้า ไม่รับหรือฉันบิณฑบาตโดยไม่เคารพ ไม่จ้องบาตรผู้อื่น ไม่รับแต่แกงมากหรือพูนบาตร ไม่ฉันให้แหว่งเป็นส่วนๆ ไม่กลบกับข้าวด้วยข้าวสุก ไม่ขอกับข้าวมาเพื่อตน ไม่ทำคำข้าวใหญ่หรือยาวเกินไป และเริ่มข้อฝึกการฉัน เช่น ไม่อ้าปากรอคำข้าว ไม่ยัดมือทั้งมือเข้าปาก ไม่พูดขณะมีข้าวในปาก เพื่อฝึกให้ภิกษุฉันอย่างสำรวมสมเป็นสมณะ (เนื้อหาต่อเนื่องถึงหน้าถัดไป)
  12. 页 121–122 เสขิยวัตร: มารยาทรับและฉันบิณฑบาต (ขัมภกตวรรค-ปิณฑปาตวรรค-กพฬวรรค) ไล่เรียงสิกขาบทเสขิยวัตรทีละข้อด้วยรูปแบบถาม-ตอบเดิม (ทรงบัญญัติที่ไหน ปรารภใคร เพราะเรื่องอะไร) ว่าด้วยมารยาทตอนรับและฉันบิณฑบาต เช่น ห้ามรับแกงมากเกินไป ห้ามรับจนพูนบาตร ห้ามฉันโดยไม่เอื้อเฟื้อ แลดูบาตรผู้อื่นด้วยหมายยกโทษ ทำคำข้าวใหญ่หรือยาวเกินไป อ้าปากรอคำข้าว สอดมือทั้งหมดเข้าปาก ทุกข้อมีต้นเหตุจากพฤติกรรมพระฉัพพัคคีย์ที่ชาวบ้านตำหนิ จึงทรงบัญญัติเป็นข้อฝึกมารยาทเพื่อรักษาศรัทธาของฆราวาส
  13. 页 123–136 เสขิยวัตรต่อ: มารยาทขณะฉัน (สุรุสุรุวรรค-ปาทุกาวรรค) และแสดงธรรม พร้อมสรุปจบ ๗๕ สิกขาบท ไล่เรียงสิกขาบทเสขิยวัตรที่เหลือ ครอบคลุมมารยาทขณะฉัน เช่น ห้ามฉันดังซู้ด เลียมือ เลียริมฝีปาก ขอดบาตร และมารยาทแสดงธรรม คือห้ามแสดงธรรมแก่ผู้ไม่เคารพ เช่น ถือร่ม ถือของมีคม สวมรองเท้า นั่งบนที่สูงกว่า ยืนฟัง หรือเดินนำหน้าผู้แสดง เว้นแต่อาพาธ จบด้วยคาถาสรุปหัวข้อครบ ๗๕ สิกขาบทและรายชื่อวรรคทั้ง ๗ ปิดฉากกัตถปัญญัติวาร (ตอนว่าด้วยที่ตั้งบัญญัติ) ของพระวิภังค์ทั้งหมด
  14. 页 137–145 กตาปัตติวารที่ ๒: นับอาบัติในปาราชิก สังฆาทิเสส และนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เปลี่ยนรูปแบบคำถามจาก "บัญญัติที่ไหน" เป็น "ต้องอาบัติเท่าไร" โดยแจกแจงว่าความผิดหลักแต่ละอย่างมีขั้นตอนย่อยกี่ระดับ เช่น เสพเมถุนธรรมสำเร็จเป็นปาราชิก ทำได้เพียงบางส่วนเป็นถุลลัจจัย ขั้นเตรียมการเป็นทุกกฏ เช่นเดียวกับสังฆาทิเสส ๑๓ และนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ (เรื่องจีวร บาตร ไหม เงินทอง) ที่แยกอาบัติระหว่างขั้น "กำลังทำ" (ทุกกฏ) กับ "ทำสำเร็จ" (นิสสัคคิยปาจิตตีย์) ช่วยให้เห็นลำดับความหนักเบาของแต่ละการล่วงละเมิด
  15. 页 146–157 กตาปัตติวารต่อ: นับอาบัติปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท ครบทั้ง ๙ วรรค แจกแจงอาบัติปาจิตตีย์ ๙๒ ข้อทีละวรรค (มุสาวาท ภูตคาม โอวาท โภชนะ อเจลก สุราเมรัย สัปปาณกะ สหธรรมิก ราชวรรค) ด้วยสูตรซ้ำคือ "กำลังทำ" ต้องทุกกฏ "ทำสำเร็จ" ต้องปาจิตตีย์ บางข้อนับเป็นปาจิตตีย์ทุกคำกลืน ทุกฝีเข็ม หรือทุกครั้งที่ขุดดิน แสดงหลักวินัยว่าความผิดสำเร็จเมื่อใด และผิดซ้ำนับอาบัติใหม่ทุกครั้งอย่างไร
  16. 页 158–167 ปาฏิเทสนียะ ๔ และเสขิยวัตร ๗๕ ในกรอบ "ต้องอาบัติเท่าไร" ปิดกตาปัตติวาร ไล่นับอาบัติของปาฏิเทสนียะ ๔ ข้อ (รับอาหารจากมือภิกษุณี ฉันในสกุลเสกขะ ฯลฯ) ซึ่งแยกเป็นทุกกฏตอนรับกับปาฏิเทสนียะทุกคำกลืน จากนั้นนำเสขิยวัตรทั้ง ๗๕ ข้อกลับมาถามซ้ำในกรอบใหม่ว่า "ต้องอาบัติเท่าไร" ซึ่งทุกข้อตอบเหมือนกันคือ "อาบัติเดียว คือทุกกฏ" ต่างจากตอนก่อนที่ถามว่าบัญญัติที่ไหน จบบริบูรณ์กตาปัตติวารที่ ๒ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๘ วารวิเคราะห์อาบัติทั้งหมด
  17. 页 168–177 หกวารวิเคราะห์อาบัติ (วิบัติ-สังคหิต-สมุฏฐาน-อธิกรณ์-สมถะ-สมุจจัย) และรอบใหม่ของปาราชิก-สังฆาทิเสส สาธิตเครื่องมือวิเคราะห์อาบัติ ๖ มุมมองโดยยกตัวอย่าง ๒ สิกขาบท (เมถุนธรรม กับถ่ายอุจจาระในน้ำ) ว่าจัดเป็นวิบัติใดใน ๔ อยู่กองอาบัติใดใน ๗ เกิดจากสมุฏฐานใดใน ๖ เป็นอธิกรณ์ใดใน ๔ ระงับด้วยสมถะใดใน ๗ แล้วสรุปรวมในสมุจจัยวาร จากนั้นเริ่มรอบใหม่ของกัตถปัญญัติวาร ไล่ปาราชิกและสังฆาทิเสสทีละสิกขาบทละเอียดกว่าเดิม ทั้งจำนวนบัญญัติ ขอบเขตบังคับใช้ และรายชื่อพระเถระผู้สืบพระวินัยมาสู่ลังกา เนื้อหาต่อเนื่องเกินหน้า ๑๗๗
  18. 页 178–186 ปัจจยวารจบ และกัตถปัญญัติวาร: ที่มาสิกขาบทปาราชิก-สังฆาทิเสสฝ่ายภิกษุ ส่วนท้ายอธิบายว่าแบบแผนถาม-ตอบ ๘ หมวด (สมุฏฐาน อธิกรณ์ สมถะ ฯลฯ) ที่ใช้วิเคราะห์อาบัติ ๒ ตัวอย่างเป็นเพียงบทสวดท่องจำ จากนั้นเข้าสู่หมวดใหม่ "กัตถปัญญัติวาร" ไล่ถามทีละสิกขาบทว่าปาราชิก ๔ และสังฆาทิเสส ๑๓ ของภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติที่ไหน ปรารภใคร เพราะเรื่องอะไร มีการแก้ไขเพิ่มเติมภายหลังหรือไม่ พร้อมท้ายบทมีรายชื่อพระเถระผู้สืบทอดพระวินัยจากพระอุบาลีจนถึงพระมหินท์ที่นำไปลังกา
  19. 页 187–196 กตาปัตติวารถึงสมุจจยวาร: สรุปอาบัติปาราชิก-สังฆาทิเสสฝ่ายภิกษุ จบมหาวิภังค์ อธิบายต่อว่าแต่ละสิกขาบท (ปาราชิก สังฆาทิเสส) ทำให้ภิกษุและภิกษุณีต้องอาบัติกี่ตัว จัดเป็นวิบัติชนิดไหน สงเคราะห์เข้ากองอาบัติใด เกิดจากเหตุอะไร (กาย วาจา ใจ) เป็นข้อขัดแย้งแบบใด และระงับด้วยวิธีใดใน ๗ วิธี เป็นการสรุปปิดท้ายเนื้อหามหาวิภังค์ (ศีลของภิกษุ) ครบ ๑๖ หมวดใหญ่
  20. 页 197–211 ภิกขุนีวิภังค์เริ่มต้น: ที่มาปาราชิก ๔ ข้อเพิ่มและสังฆาทิเสส ๑๐ ข้อของภิกษุณี เข้าสู่การวิเคราะห์ศีลเฉพาะภิกษุณี เริ่มด้วยปาราชิกอีก ๔ ข้อที่ภิกษุณีต้องรักษาเพิ่ม (ยินดีสัมผัสกาย ปกปิดความผิดผู้อื่น ตามภิกษุที่ถูกลงโทษ ทำวัตถุข้อแปด) พร้อมเรื่องราวเบื้องหลัง เช่น ภิกษุณีสุนทรีนันทาและถุลลนันทา และอธิบาย "อรรถวส ๑๐ ประการ" เหตุผลที่ทรงบัญญัติศีล จากนั้นไล่ที่มาสังฆาทิเสส ๑๐ ข้อของภิกษุณี เช่น กล่าวให้ร้าย รับหญิงโจรบวช ไปบ้านคนเดียว คลุกคลีกัน
  21. 页 212–218 นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๒ สิกขาบทของภิกษุณี: กฎเรื่องบาตร จีวร และของใช้ ที่มาของสิกขาบทนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๑๒ ข้อเฉพาะภิกษุณี ว่าด้วยการสะสมบาตรเกินจำเป็น อ้างจีวรนอกฤดูว่าเป็นจีวรในฤดูเพื่อแบ่งกัน แลกจีวรแล้วชิงคืน ขอของซ้ำซ้อน เบียดเบียนของที่เขาถวายเจาะจงอื่นมาใช้ผิดประเภท และเรียกร้องผ้าห่มราคาแพงเกินควร ล้วนสะท้อนวินัยเรื่องความพอดีและไม่เอาเปรียบผู้ถวายในการครองใช้ปัจจัย ๔
  22. 页 219–234 ปาจิตติยกัณฑ์ภิกษุณีเริ่มต้น: วรรคกระเทียม-ความมืด-การอาบน้ำ ว่าด้วยมารยาทและความปลอดภัย เริ่มหมวดปาจิตตีย์ของภิกษุณี ๓ วรรคแรก คือ ลสุณวรรค (ฉันกระเทียม ถอนขนที่แคบ ใช้ของลับกระทบกัน ดูมหรสพ) รัตตันธการวรรค (ห้ามยืนกับชายลำพังในที่มืด ที่กำบัง ที่แจ้ง หรือถนน ป้องกันครหา) และนหานวรรค (อาบน้ำเปลือยกาย ผ้าอาบน้ำฝน การผลัดเปลี่ยนจีวร) สะท้อนกฎเข้มงวดด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ของภิกษุณีในสังคม ท้ายบทเริ่มวรรคที่ ๔ เรื่องการนอนร่วมเตียงกัน ซึ่งยังไม่จบในช่วงหน้านี้
  23. 页 235–238 ปิดวรรค ๒-๔: เข้าบ้าน สาปแช่ง อาบน้ำ จีวร กฐิน นอนร่วมเตียง จบคำถามคำตอบวรรคที่ ๒ ว่าด้วยภิกษุณีเข้าบ้านไม่บอกลาเจ้าของ สาปแช่งตนเองหรือผู้อื่น ทำร้ายตนเองจนร้องไห้ ต่อด้วยวรรคที่ ๓ เรื่องอาบน้ำเปลือยกาย ตัดเย็บผ้าอาบน้ำฝนและจีวรให้ถูกขนาดถูกเวลา การเดาะกฐิน และวรรคที่ ๔ ว่าด้วยภิกษุณีสองรูปนอนเตียงหรือผ้าห่มผืนเดียวกัน แกล้งก่อความทุกข์ใจ ไม่ดูแลกันยามป่วย และต้องออกจาริกหลังจำพรรษา แต่ละข้อยังคงถามว่าบัญญัติที่ไหน ปรารภใคร เพราะเหตุใด
  24. 页 239–253 มหรสพ งานฆราวาส วิชาต้องห้าม และเข้าอารามภิกษุ วรรคที่ ๕ ห้ามภิกษุณีไปเที่ยวชมมหรสพหรือสวนสาธารณะ ใช้เก้าอี้นวมหรูหรา กรอด้าย รับทำธุระให้ฆราวาส และเรียนหรือสอนวิชาที่ไม่เหมาะกับสมณะ (ติรัจฉานวิชา) วรรคที่ ๖ ห้ามเข้าเขตอารามที่มีภิกษุโดยไม่บอกกล่าวก่อน ด่าว่าภิกษุหรือคณะสงฆ์ และเริ่มวรรคที่ ๗ ว่าด้วยข้อห้ามบวชสตรีมีครรภ์หรือมีบุตรอ่อน เพื่อป้องกันความเสื่อมเสียแก่พระศาสนา
  25. 页 254–274 เกณฑ์บวชสตรี เครื่องใช้ส่วนตัว และปาฏิเทสนียะ ปิดภาค ๑ วรรคที่ ๘ กำหนดเงื่อนไขบวชสตรี ต้องอายุครบ ๒๐ ปี ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ประการ ๒ ปี และสงฆ์รับรองก่อน วรรคที่ ๙ ห้ามใช้ร่ม รองเท้า ยานพาหนะ เครื่องประดับ และเครื่องหอมฟุ่มเฟือย ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปหัวข้อและชื่อวรรคทั้งหมด แล้วต่อด้วยปาฏิเทสนียะ ๘ ข้อ ห้ามขอเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้มมาฉันเอง ปิดภาคกัตถปัญญัติวาร (ว่าด้วยที่มาของสิกขาบท) ของภิกขุนีวิภังค์
  26. 页 275–291 เริ่มภาค ๒: ไล่ลำดับโทษหนักเบาของแต่ละสิกขาบทภิกษุณี เปิดภาคใหม่กตาปัตติวาร เลิกถามที่มา แต่ไล่บอกลำดับขั้นความผิดของแต่ละการกระทำ เริ่มจากปาราชิก ๔ ข้อ เช่น ยินยอมให้บุรุษจับต้องกาย แบ่งโทษตามตำแหน่งร่างกายเป็นปาราชิก ถุลลัจจัย หรือทุกกฏ สังฆาทิเสส เช่น รับของฉันจากชายที่มีใจกำหนัดต้องอาบัติทุกคำกลืน นิสสัคคิยปาจิตตีย์ และเริ่มไล่ทวนปาจิตตีย์ทีละวรรคอีกครั้ง โดยระบุว่าขณะลงมือทำต้องทุกกฏ เมื่อทำสำเร็จจึงต้องปาจิตตีย์
  27. 页 292 คำถามคำตอบสิกขาบทเล็กน้อยภิกษุณี วรรคที่ ๓-๙ (นหาน-ฉัตตุปาหนวรรค) หมวดคำถามคำตอบสิกขาบทเล็กน้อยของภิกษุณี ต่อจากวรรคก่อน ครอบคลุมวรรคที่ ๓-๙ (นหาน ตุวัฏฏ จิตตาคาร อาราม คัพภินี กุมารีภูต ฉัตตุปาหน) แต่ละข้อถามว่าภิกษุณีทำผิดเรื่องใดต้องอาบัติเท่าไร แล้วตอบเป็นสูตรตายตัวคือ พยายามทำ=ทุกกฏ ทำสำเร็จ=ปาจิตตีย์ เนื้อหาครอบคลุมเรื่องอาบน้ำเปลือยกาย การนอนร่วมเตียง หวงตระกูล การรับสตรีมีครรภ์ มีลูกอ่อน เด็กหญิงอายุไม่ครบบวช เครื่องประดับ นวดตัว และการเข้าบ้านโดยไม่มีผ้ารัดถัน เป็นแบบฝึกท่องจำวินัยของภิกษุณีในชีวิตประจำวัน
  28. 页 293–298 ปาฏิเทสนียกัณฑ์ภิกษุณี และกรอบจำแนกอาบัติ ๖ แบบ ปาฏิเทสนียกัณฑ์ ๘ ข้อ ว่าด้วยภิกษุณีขอเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม มาฉัน ต่อด้วยหมวดจำแนกอาบัติ ๖ กรอบ คือ จัดเป็นวิบัติแบบไหน สงเคราะห์เข้ากองอาบัติใด เกิดจากสมุฏฐานใดในกาย-วาจา-ใจ จัดเป็นอธิกรณ์ประเภทใด ระงับด้วยวิธีใด และสรุปรวม โดยใช้สองกรณีตัวอย่างเทียบกัน คือกรณีร้ายแรงสุด(เคล้าคลึงกาย)กับกรณีเบา(ขอนมส้ม)เพื่อสอนวิธีวิเคราะห์อาบัติอย่างเป็นระบบ
  29. 页 299–318 ที่มาสิกขาบทสำคัญของภิกษุณี (กัตถปัญญัติวาร-กติอาปัตติวาร-ปัจจัยวาร) จบภิกขุนีวิภังค์ ทบทวนที่มาของสิกขาบทสำคัญของภิกษุณี(ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาฏิเทสนียะ)ทีละข้อ ถามว่าทรงบัญญัติที่ไหน ปรารภใคร เพราะเรื่องอะไร เป็นบัญญัติสากลหรือเฉพาะที่ เฉพาะฝ่ายหรือร่วมกับภิกษุ โดยอ้างอิงเรื่องอื้อฉาวของนางสุนทรีนันทา ถุลลนันทา และภิกษุณีฉัพพัคคีย์ ตามด้วยนับจำนวนอาบัติที่เกิดจากแต่ละเหตุ(ไล่ระดับจากทุกกฏ ถุลลัจจัยจนถึงอาบัติหนัก) แล้ววนกรอบจำแนก ๖ แบบซ้ำอีกครั้งโดยยึดที่ต้นเหตุ ปิดท้ายภิกขุนีวิภังค์ทั้ง ๑๖ มหาวาร
  30. 页 319–324 เริ่มอรรถกถาปริวารวัณณนา ไขศัพท์บัญญัติปฐมปาราชิก จุดเปลี่ยนสำคัญ: จากตัวบทถามตอบเข้าสู่อรรถกถา(สมันตปาสาทิกา)อธิบายปริวาร เริ่มไขความหมายศัพท์เทคนิคที่ใช้ถามตอบทุกสิกขาบทตลอดทั้งเล่ม เช่น บัญญัติ อนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ สัพพัตถบัญญัติ-ปเทสบัญญัติ สาธารณ-อสาธารณบัญญัติ เอกโตบัญญัติ-อุภโตบัญญัติ โดยยกปฐมปาราชิกภิกษุณี(เรื่องพระสุทินน์)เป็นตัวอย่างอธิบายทีละคำ พร้อมพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าผู้ทรงบัญญัติสิกขาบทด้วยพระญาณต่างๆ
  31. 页 325–348 ย่อหัวข้อสมุฏฐาน ๑๓ ประเภท จัดสิกขาบททั้งหมดตามที่มาของอาบัติ บทสรุปสมุฏฐาน ๑๓ ประเภท เป็นคาถาร้อยกรองเปิดด้วยการพรรณนาพระพุทธเจ้าดุจพระจันทร์พระอาทิตย์ แล้วจัดสิกขาบททั้งหมดของภิกษุและภิกษุณีเข้าหมวดตามที่มาของอาบัติ(เกิดจากกาย วาจา ใจ ผสมกันแบบใด) เช่น ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน(๗๖ข้อ) ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน(๗๐ข้อ) สัญจริตตสมุฏฐาน(๕๐ข้อ)ไปจนถึงสมุฏฐานเฉพาะอย่างเช่นโจรีวุฏฐาปนและอนนุญาตสมุฏฐาน ปิดท้ายด้วยอรรถกถาไขศัพท์ เป็นดัชนีให้ค้นได้เร็วว่าสิกขาบทใดเกิดจากเหตุใด
  32. 页 349–351 สรุปสมุฏฐาน ๑๓ หมวดสุดท้าย และเริ่มไขความคาถาสมุฏฐาน อธิบายต่อจากตอนก่อนหน้า แจกแจงสิกขาบทที่จัดกลุ่มตาม "ต้นเหตุการเกิดอาบัติ" (สมุฏฐาน) จนครบ ๘ หมวดสุดท้ายจากทั้งหมด ๑๓ หมวด เพื่อช่วยพระภิกษุจำได้ว่าอาบัติแต่ละข้อเกิดจากการกระทำทางกาย วาจา หรือใจ อย่างไร จากนั้นเริ่มอรรถกถาไขความคาถาบาลีย่อความ ที่ใช้เป็นเครื่องมือช่วยจำโยงคำในคาถากับชื่อสิกขาบทจริง รวมถึงมีรายชื่อสิกขาบทเสขิยวัตร (มารยาทภิกษุ) โดยละเอียด
  33. 页 352–367 อรรถกถาไขคำในคาถาสมุฏฐาน เชื่อมโยงกับชื่อสิกขาบทจริง อรรถกถาอธิบายต่อเนื่อง ไขความคาถาบาลีย่อความทีละคำ ว่าคำแต่ละคำในคาถาหมายถึงสิกขาบทข้อใดในหมวดสมุฏฐานต่างๆ เช่น หมวดปาราชิกข้อ ๒ (อทินนาทาน) หมวดสัญจริตต์ (เป็นสื่อ) หมวดกฐิน หมวดเอฬกโลม เป็นต้น เป็นงานไขรหัสคำย่อในคาถาให้ตรงกับชื่ออาบัติจริง เพื่อให้ผู้ท่องจำคาถาเข้าใจเนื้อหาที่แท้จริง จบหมวดอรรถกถาสมุฏฐานทั้งหมดในตอนท้าย
  34. 页 368–382 กติปุจฉาวาร: หัวข้อนับจำนวนหมวดหมู่สำคัญของพระวินัย เป็นบทถาม-ตอบแบบเป็นหัวข้อ ไล่นับจำนวนหมวดหมู่หลักของพระวินัยทั้งระบบ เช่น อาบัติมี ๕/๗ กอง ความไม่เคารพ-เคารพ ๖ อย่าง วิบัติ (ความเสียหาย) ๔ อย่าง ต้นเหตุการวิวาทและการโจทกัน ๖ อย่าง ธรรมที่ทำให้สงฆ์กลมเกลียวกัน ๖ อย่าง เหตุทำสงฆ์แตกแยก ๑๘ อย่าง และวิธีระงับอธิกรณ์ ๗ วิธี เป็นเสมือนสารบัญคำศัพท์หลักที่จะอธิบายรายละเอียดต่อไป
  35. 页 383–392 ไขความหมายจริงของหัวข้อกติปุจฉาวาร: ความเคารพ มูลวิวาท สาราณียธรรม อรรถกถาอธิบายความหมายที่แท้จริงของหัวข้อในบทก่อนหน้า เช่น การไม่เคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมายถึงพฤติกรรมอะไรบ้าง (เช่น ไม่ไหว้เจดีย์ ไม่ฟังธรรม) มูลเหตุการทะเลาะวิวาทมาจากความโกรธ ริษยา ตระหนี่ ถือดี ธรรมที่ทำให้สงฆ์รักใคร่กลมเกลียว (สาราณียธรรม) คือเมตตาทางกาย วาจา ใจ และการแบ่งปันของกัน พร้อมอุปมาศีลที่ไม่ด่างพร้อยเหมือนผ้าไม่ขาดไม่ทะลุ
  36. 页 393–405 ตัวอย่างวิเคราะห์อาบัติจากสมุฏฐานเดียวกัน และเริ่มหมวดวิบัติ ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมว่าการกระทำเดียวกัน เช่น การสร้างกุฏิโดยไม่ขอสงฆ์แสดงพื้นที่ อาจนำไปสู่อาบัติต่างระดับกัน ตั้งแต่ทุกกฏจนถึงสังฆาทิเสส ขึ้นกับเจตนาและสถานการณ์ แสดงกลไกว่าสมุฏฐานเดียวกันให้ผลอาบัติต่างกันได้อย่างไร จากนั้นเป็นคาถาถาม-ตอบทบทวนจำนวนอาบัติตามสมุฏฐาน และเริ่มหมวดใหม่ว่าด้วยอาบัติที่เกิดจากวิบัติแต่ละประเภท ยังไม่จบหมวด
  37. 页 406–412 กตาปัตติวาร (ต่อ): สมุฏฐานอาบัติผสม, วิปัตติปัจจัยวาร, อธิกรณปัจจัยวาร เนื้อหาต่อเนื่องจากส่วนก่อนหน้า อธิบายอาบัติที่เกิดจากสมุฏฐาน (ต้นตอ) แบบผสมกาย-ใจ วาจา-ใจ และกาย-วาจา-ใจ พร้อมยกตัวอย่างอาบัติจริงแต่ละแบบ แล้วสรุปเป็นคาถาท่องจำ จากนั้นเปลี่ยนมุมมองมาจัดกลุ่มอาบัติใหม่ตามวิบัติ 4 ด้าน คือศีล อาจาระ ทิฏฐิ อาชีวะ ว่าวิบัติแต่ละด้านทำให้ต้องอาบัติกี่ข้อ และตามอธิกรณ์ 4 ประเภท (คดีความในสงฆ์) ว่านำไปสู่อาบัติกี่ข้อ ระงับด้วยวิธีใด เป็นแบบฝึกจำแนกอาบัติสลับมุมมองซ้ำหลายรอบ
  38. 页 413–433 ปริยายวารและวาราเปรียบเทียบ: นิยามอธิกรณ์ 4 กับสมถะ 7 ในทุกมุม อธิบายอธิกรณ์ (คดีความในสงฆ์) ทั้ง 4 ชนิดทีละอย่างคือ วิวาทาธิกรณ์ (ถกเถียงว่าอะไรคือธรรมวินัย) อนุวาทาธิกรณ์ (กล่าวโทษกัน) อาปัตตาธิกรณ์ (การต้องอาบัติ) และกิจจาธิกรณ์ (กิจของสงฆ์) ว่าแต่ละอย่างมีต้นเหตุ รากเหง้า และวิธีระงับ (สมถะ) ใดบ้าง จากนั้นไล่เปรียบเทียบวิธีระงับทั้ง 7 อย่างละเอียดว่าวิธีใดใช้ร่วมกับอธิกรณ์ใดได้ วิธีใดเป็นกุศล-อกุศล และแต่ละวิธีทับซ้อนหรือแยกจากกันอย่างไร เป็นแบบฝึกจำแนกเชิงตรรกะซ้ำหลายรูปแบบเพื่อให้จำแม่นเวลานำไปตัดสินคดีจริง
  39. 页 434–441 สมถาธิกรณวาร-สมุฏฐาเปติวาร-สมถเภท: อธิกรณ์กับสมถะผูกพันกัน, อุปมาการก่อคดี สรุปว่าอธิกรณ์และสมถะเป็นของคู่กันแยกจากกันไม่ได้ตามพุทธพจน์ จากนั้นถามตอบว่าอธิกรณ์แต่ละคู่หรือหลายอย่างรวมกันระงับด้วยสมถะเท่าไร พร้อมอุปมาที่น่าจดจำ อธิบายว่าการวิวาทเรื่องธรรมวินัยอาจลุกลามกลายเป็นการกล่าวโทษ นำไปสู่การต้องอาบัติ และจบด้วยสงฆ์ทำกรรมลงโทษ แสดงว่าอธิกรณ์ทั้ง 4 อย่างเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่กันได้ ปิดท้ายด้วยตารางสรุปว่าอธิกรณ์แต่ละอย่างระงับด้วยสมถะข้อใดบ้าง เป็นบทสรุปปิดหมวดคำถามคำตอบ 20 วาราว่าด้วยอธิกรณ์และสมถะทั้งหมด
  40. 页 442–449 ขันธกปุจฉา: ถามตอบอาบัติสูงสุดในแต่ละขันธกะ 22 หมวดของพระวินัย เปลี่ยนรูปแบบมาไล่ถามทีละขันธกะ (หมวดใหญ่) ทั้ง 22 ขันธกะของพระวินัยปิฎก เช่น อุปสัมปทา อุโบสถ จีวร เภสัชชะ กฐิน สังฆเภท ว่าในแต่ละขันธกะมีอาบัติหนักที่สุดกี่ระดับ แล้วมีอรรถกถาขยายความว่าอาบัติสูงสุดของแต่ละขันธกะคือเรื่องอะไรโดยเฉพาะ เช่น การตัดองคชาตตนเองต้องถุลลัจจัย บางขันธกะอย่างกฐินและการสังคายนาครั้งที่ 1-2 ไม่มีการปรับอาบัติเลยเพราะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์หรือข้อบัญญัติล้วน ๆ เป็นเหมือนดัชนีสรุปพระวินัยทั้งเล่มแบบย่อ
  41. 页 450–462 เอกุตตริกะ หมวด 1-3 (เริ่ม): จัดหมวดพระวินัยตามจำนวนนับ เริ่มหมวดใหม่ชื่อเอกุตตริกะ ซึ่งจัดระเบียบความรู้พระวินัยทั้งหมดใหม่ตามจำนวนนับ เริ่มจากหมวด 1 ที่เป็นรายการยาวของสิ่งที่ภิกษุพึงรู้ทีละเรื่อง เช่น อาบัติเบา-หนัก อาบัติมีส่วนเหลือ-ไม่มีส่วนเหลือ บัญญัติ-อนุบัญญัติ ต่อด้วยหมวด 2 ที่จับคู่เรื่องราวเป็นคู่ ๆ เช่น อุโบสถ 2 วัน สังฆกรรม 2 แบบ บาตร 2 ชนิด ลักษณะคนพาล-บัณฑิต และเหตุที่อาสวะเจริญหรือไม่เจริญ ก่อนเริ่มหมวด 3 ว่าด้วยอาบัติที่ต่างกันตามช่วงเวลาพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์หรือปรินิพพานแล้ว ซึ่งยังไม่จบในช่วงหน้านี้ (ต่อในไฟล์ถัดไป)
  42. 页 463–474 หมวด ๓ (ติกะ) - กฎเกณฑ์แบ่งเป็นสาม หมวด ๓ จัดกลุ่มเนื้อหาเป็นชุดละสาม เช่น อาบัติที่ขึ้นกับว่าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์หรือไม่ พรรษาของภิกษุ เวลากลางวัน-กลางคืน จิตขณะทำผิด มูลเหตุการโจท วิธีจับสลาก หลักมักน้อย-สันโดษที่เป็นฐานบัญญัติ การปิดบังความผิด รากเหง้าฝ่ายกุศลและอกุศล และเรื่องพระเทวทัตผู้มีจิตชั่วสามอย่างจนตกนรก ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปหมวด ๓
  43. 页 475–486 หมวด ๔ (จตุกกะ) - กฎเกณฑ์แบ่งเป็นสี่ หมวด ๔ แจกแจงเรื่องเป็นชุดละสี่ เช่น การต้องและออกจากอาบัติด้วยวาจาตนเองหรือผู้อื่น คำพูดที่ซื่อตรงกับที่ไม่ซื่อตรง (พูดตามที่เห็น-ได้ยิน-ทราบ-รู้จริงหรือไม่) ปาราชิกเฉพาะของภิกษุณี ประเภทบริขารที่ควรใช้ การลงโทษภิกษุผู้ก่อความวุ่นวายด้วยกรรมต่างๆ วิบัติ ๔ ด้าน (ศีล อาจาระ ทิฏฐิ อาชีวะ) และอธิกรณ์ ๔ ประเภทที่สงฆ์ต้องระงับ จบด้วยคาถาสรุปหมวด ๔
  44. 页 487–500 หมวด ๕ (ปัญจกะ) - กฎเกณฑ์แบ่งเป็นห้า หมวด ๕ ครอบคลุมเรื่องมากที่สุดในช่วงนี้ เช่น วิธีลักทรัพย์ ๕ แบบที่กำหนดความหนักเบาของอาบัติ ของกินที่ควรและไม่ควรฉัน คุณสมบัติ ๕ ข้อที่แยกพระวินัยธรผู้ฉลาดจากผู้เขลา (รู้จักอาบัติ มูล เหตุเกิด และทางระงับ) เหตุจริงกับเหตุแอบอ้างที่ทำให้ภิกษุถือธุดงค์ต่างๆ เช่น อยู่ป่า โทษของการคลุกคลีในตระกูล และอานิสงส์การกวาดวัด จบด้วยคาถาสรุปหมวด ๕
  45. 页 501–509 หมวด ๖-๗ (ฉักกะ-สัตตกะ) - คุณสมบัติพระวินัยธร รวมหมวด ๖ และ ๗ หมวด ๖ ว่าด้วยคุณสมบัติ ๖ ประการที่ทำให้ภิกษุควรเป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรได้ (มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติของพระอเสขะ และมีพรรษาสิบ) หมวด ๗ ขยายความเป็นพระวินัยธรที่สมบูรณ์ ตั้งแต่รู้อาบัติ จำปาติโมกข์ได้คล่อง จนถึงได้ฌาน ระลึกชาติก่อน มีตาทิพย์ และสิ้นอาสวะบรรลุอรหัตต์ ปิดท้ายด้วยธรรมฝ่ายเสื่อม (อสัทธรรม) กับฝ่ายเจริญ (สัทธรรม) ๗ ข้อ
  46. 页 510–517 หมวด ๘-๑๑ - จบวิธีเอกุตตริกะ (นับเป็นหมวดตัวเลข) รวมหมวด ๘ ถึง ๑๑ ซึ่งเป็นหมวดสุดท้ายของวิธีนับเลข (เอกุตตริกะ) เนื้อหาสั้นลงเรื่อยๆ ครอบคลุมความชั่ว ๘ ของพระเทวทัต ครุธรรม ๘ ของภิกษุณี มูลเหตุความอาฆาตและวิธีระงับ ๙ อย่าง มิจฉาทิฏฐิ-สัมมาทิฏฐิ ๑๐ ประการ กรรมบถ ๑๐ และปิดท้ายด้วยอานิสงส์ ๑๑ ประการของการเจริญเมตตา เช่น หลับเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา จบวิธีเอกุตตริกะทั้งหมดด้วยคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้า
  47. 页 518–519 เริ่มอรรถกถาเอกุตตริกวัณณนา (คำอธิบายหมวดตัวเลข) เริ่มส่วนอรรถกถา (วัณณนา) อธิบายหมวดตัวเลขที่เพิ่งจบไป โดยไขความศัพท์เทคนิคทีละคำ เช่น อาปัตติกรธรรม (มูล ๖ อย่างที่ทำให้ต้องอาบัติ) สมถะ ๗ (วิธีระงับอธิกรณ์) ความหมายของอาบัติเบา-หนัก อาบัติมีส่วนเหลือ-ไม่มีส่วนเหลือ ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำอธิบาย เนื้อหาต่อเนื่องไปยังช่วงถัดไป
  48. 页 520–529 อรรถกถาอธิบายหมวด ๑-๒: ประเภทอาบัติหนักเบา และการต้อง-การพ้นอาบัติ เริ่มส่วนอรรถกถา (วัณณนา) ที่ไขความหมายศัพท์เฉพาะในหมวดหนึ่งและหมวดสอง เช่น ความต่างของอาบัติเบา-หนัก อาบัติที่มีส่วนเหลือ-ไม่มีส่วนเหลือ อาบัติที่ต้องก่อน-ต้องภายหลัง (ปุพพาบัติ-อปราบัติ) ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องที่เป็นธรรม-ไม่เป็นธรรม ตลอดจนอาบัติที่ต้องด้วยเจตนา (สจิตตกะ) กับที่ไม่ต้องด้วยเจตนา (อจิตตกะ) และการปิดบังความผิดที่ต่างจากการปิดบังวัตถุแห่งความผิด
  49. 页 530–540 อรรถกถาหมวด ๓: กฎเกณฑ์ผันแปรตามเวลา พรรษา และเจตนา ไขความหมวดสาม อธิบายกฎเกณฑ์ที่ต้องหรือไม่ต้องอาบัติแล้วแต่สถานการณ์ เช่น สมัยพุทธกาลกับหลังปรินิพพาน กลางวันกับกลางคืน พรรษาครบหรือไม่ครบ ๑๐ หรือ ๕ ปีในการรับผู้อุปัฏฐากหรือถือนิสัย ฤดูกาลของผ้าอาบน้ำฝน และจิตที่เป็นกุศล อกุศล หรือกลาง ๆ ที่ทำให้ต้องอาบัติต่างชนิดกัน ปิดท้ายด้วยข้อห้าม ๓ และข้ออนุญาต ๓ ของพระพุทธเจ้าเรื่องความมักน้อยสันโดษ
  50. 页 541–552 อรรถกถาหมวด ๔: อาบัติ ๔ แง่มุม เพศเปลี่ยน แขก-เจ้าถิ่น และภิกษุอาพาธ ไขความหมวดสี่หลายชุด เช่น การต้องอาบัติด้วยคำพูดของตนหรือผู้อื่นและการพ้นอาบัติ การต้องอาบัติทางกายหรือวาจา ผลเมื่อเพศของภิกษุหรือภิกษุณีกลับเป็นเพศตรงข้ามทำให้สิกขาบทบางข้อระงับไป หน้าที่ของแขกจรกับเจ้าถิ่น ภิกษุเตรียมเดินทาง เขตชนบทกลางกับชายแดน กิจก่อนอุโบสถ ๔ อย่าง และข้อยกเว้นสำหรับภิกษุอาพาธที่ขอเภสัชได้มากกว่าปกติ
  51. 页 553–563 อรรถกถาหมวด ๕: บุคคลติดขัดถาวร มหาโจร และนิทานการกวาดลานเจดีย์ ไขความหมวดห้า เช่น บุคคล ๕ จำพวกที่ตกนรกแน่นอน โจร ๕ ประเภท และอาบัติที่เกิดจากมุสาวาท แทรกนิทานหลายเรื่องเกี่ยวกับอานิสงส์การกวาดลานเจดีย์ด้วยจิตเลื่อมใส เช่น พระปุสสเทวเถระเอาชนะมาร พระทัตตะได้ฌาน และพระสารีบุตรถูกพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับรอยพระบาทเตือนสติเรื่องไม่กวาดก่อนนั่งสมาธิ ปิดท้ายด้วยคุณสมบัติพระวินัยธรและรากเหง้าของอธิกรณ์ทั้ง ๔
  52. 页 564–576 อรรถกถาหมวด ๖-๑๑: พิธีกรรมสงฆ์ กำหนดเวลาสูงสุด และศีลอุโบสถ ไขความหมวดหกถึงสิบเอ็ดต่อเนื่องกัน ครอบคลุมสามีจิกรรมที่ต้องทำคืนดี กำหนดเวลาสูงสุดในการเก็บจีวรหรือบาตรส่วนเกิน เหตุแห่งความแตกแยกที่เมืองโกสัมพี องค์ ๘ ของศีลอุโบสถ เช่น เว้นฆ่าสัตว์ เว้นเสพเมถุน เว้นบริโภคยามวิกาล มูลเหตุแห่งการผูกอาฆาต ๙ ประการ ความเห็นผิด ๑๐ ฐาน และเริ่มหมวดสิบเอ็ดว่าด้วยบุคคลที่ห้ามอุปสมบทและจีวรที่ควรอธิษฐาน ซึ่งเนื้อหายังไม่จบในช่วงหน้านี้
  53. 页 577 พรรณนาหมวดธรรม ๘-๑๑ (เอกุตตริกนัย) ส่วนนี้เป็นอรรถกถาไขความศัพท์เทคนิคที่ปรากฏในหมวดข้อธรรมเลข ๘-๑๑ ของพระวินัย เช่น เหตุประทุษร้ายตระกูล ๘ อย่าง โลกธรรม ๘ องค์อุโบสถของอุบาสก ๙ มูลเหตุแห่งความอาฆาตและวิธีถอนอาฆาต ฐานแห่งมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประเภทของทาน แก้ว จีวร รองเท้า บาตร ที่นับเป็นชุดตัวเลข อธิบายว่าแต่ละรายการหมายถึงอะไรและเคยตรัสไว้ที่ไหนในพระวินัย เป็นการปิดท้ายหมวดพรรณนาเอกุตตริกนัย
  54. 页 578–592 คำถามคำตอบกรรมสงฆ์ และอานิสงส์แห่งพระบัญญัติ ๑๐ ประการ คำถามคำตอบแบบสูตรสำเร็จว่ากรรมของสงฆ์แต่ละอย่าง เช่น อุโบสถ ปวารณา ตัชชนียกรรม การให้ปริวาส การให้มานัต อัพภาน อุปสมบท ฯลฯ มีอะไรเป็นจุดเริ่ม ท่ามกลาง และจุดจบ (เช่น กรรมทั่วไปเริ่มที่วัตถุ+บุคคล ท่ามกลางคือญัตติ จบที่กรรมวาจา) จากนั้นอธิบายเหตุผล ๑๐ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท เช่น เพื่อความผาสุกของสงฆ์ ข่มคนไม่ละอาย คุ้มครองภิกษุดี และรักษาพระศาสนา ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถาสมันตปาสาทิกาทั้งเรื่อง
  55. 页 593–610 คาถาสังคณิกะ: บทสนทนาพระอุบาลี ทบทวนพระวินัยด้วยตัวเลข คาถาสังคณิกะ เป็นบทสนทนาในรูปโคลงระหว่างพระอุบาลีกับพระพุทธเจ้า ทบทวนพระวินัยทั้งหมดด้วยตัวเลข เช่น สิกขาบทที่สวดทุกวันอุโบสถมี ๓๕๐ ข้อ บัญญัติไว้ใน ๗ เมือง (ระบุว่าเมืองไหนมีสิกขาบทอะไรบ้าง) จำนวนสิกขาบทของภิกษุ ๒๒๐ ภิกษุณี ๓๐๔ ข้อที่ทั่วไปและไม่ทั่วไประหว่างสองฝ่าย อาบัติหนักเบา อาบัติที่ระงับได้และระงับไม่ได้ เป็นเสมือนสารบัญสรุปวินัยทั้งคัมภีร์ในรูปกลอน
  56. 页 611–625 อรรถกถาไขความคาถาสังคณิกะ: วิบัติ ๔ และนิรุตติกองอาบัติ อรรถกถาไขความคาถาข้างต้นทีละคำ อธิบายความหมายศัพท์วิบัติ ๔ อย่าง (ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ อาชีววิบัติ) ว่าอาบัติประเภทไหนจัดเข้าวิบัติไหน และไขความว่าทำไมจึงเรียกอาบัติแต่ละกองด้วยชื่อนั้น เช่น ปาราชิกเพราะพ่ายแพ้ขาดจากศาสนา สังฆาทิเสสเพราะต้องอาศัยสงฆ์ทุกขั้นตอน จบด้วยอุปมาไพเราะว่าอาบัติที่ปิดไว้เหมือนเรือนรั่ว อาบัติที่เปิดเผยเหมือนเรือนไม่รั่ว และนิพพานเป็นที่ไปของพระอรหันต์เหมือนป่าเป็นที่พึ่งของสัตว์ป่า
  57. 页 626–633 อธิกรณเภท: วิเคราะห์อธิกรณ์ ๔ อย่าง อธิกรณเภทวิเคราะห์อธิกรณ์ ๔ อย่าง คือ วิวาทาธิกรณ์ (ข้อขัดแย้งเรื่องธรรมวินัย) อนุวาทาธิกรณ์ (การกล่าวหากัน) อาปัตตาธิกรณ์ (ความผิดที่ต้องแล้ว) และกิจจาธิกรณ์ (กิจของสงฆ์) อธิบายว่าแต่ละอย่างฟื้นคืนขึ้นใหม่ได้กี่ทาง มีมูลเหตุและที่มากี่อย่าง และเมื่อเกิดข้อขัดแย้งหรือกล่าวหากันจะทำให้ภิกษุต้องอาบัติอะไรบ้าง พร้อมวิธีระงับด้วยสมถะต่าง ๆ เป็นการซักถามไล่เรียงทีละกรณีอย่างละเอียด (เนื้อหาต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป)
  58. 页 634–638 ท้ายอรรถกถาคาถาก่อนหน้า และอธิกรณเภท: นิยามอธิกรณ์ ๔ กับการรื้อฟื้นคดี หน้า ๖๒๕ เป็นบทสรุปท้ายอรรถกถาคาถาก่อนหน้า กล่าวถึงนิพพานเป็นที่พึ่งถาวรของพระอรหันต์ จากนั้นเข้าสู่ 'อธิกรณเภท' อธิบายอธิกรณ์ (คดีความในสงฆ์) ๔ ประเภท คือ วิวาท อนุวาท อาปัตติ และกิจ พร้อมวิธีรื้อฟื้นคดีที่ตัดสินแล้ว ๑๒ วิธี ๑๐ อาการ ระบุว่าใครรื้อฟื้นต้องอาบัติ และที่มา รากเหง้า มูลเหตุของแต่ละอธิกรณ์ ตลอดจนความสัมพันธ์ที่อธิกรณ์แต่ละอย่างส่งผลให้เกิดอธิกรณ์อื่นตามมาเป็นลูกโซ่
  59. 页 639–651 วิธีระงับคดี (สมถะ ๗) และความต่างระหว่างวิวาททั่วไปกับอธิกรณ์ อธิบายวิธีระงับคดี (สมถะ) ๗ อย่าง เช่น สัมมุขาวินัย เยภุยยสิกา ติณวัตถารกะ ว่าใช้ร่วมกับวิธีใดได้บ้าง แยกจากกันไม่ได้อย่างไร พร้อมที่มาและรากเหง้าของแต่ละวิธี จากนั้นเปรียบเทียบให้เห็นชัดว่า 'การทะเลาะกันทั่วไป' ต่างจาก 'อธิกรณ์ที่แท้จริง' อย่างไร เช่น แม่ลูกทะเลาะกันไม่ถือเป็นอธิกรณ์ในทางวินัย ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปหัวข้อทั้งหมดของอธิกรณเภท
  60. 页 652–663 อรรถกถาอธิกรณเภท: เรื่องเล่าประกอบและองค์ ๔ ของการรื้อคดีลำเอียง อรรถกถาอธิบายอธิกรณเภทด้วยเรื่องราวประกอบ เช่น พระทะเลาะกันเรื่องบาตรจีวรแล้วไกล่เกลี่ยกันได้ระหว่างเดินทาง แต่ถ้ามีผู้มารื้อฟื้นคดีที่ระงับแล้วต้องอาบัติปาจิตตีย์ อธิบายองค์ ๔ ที่ทำให้พระวินัยธรลำเอียงจนรื้อคดีเก่าคือ ลำเอียงเพราะรัก โกรธ หลง หรือกลัว และเล่ากรณีสามเณรที่บวชใหม่อาสาตัดสินคดีซ้ำแต่กลับถูกชี้ว่าตนเองต้องอาบัติ
  61. 页 664–673 คาถาสังคณิกะอีกนัยหนึ่ง: จุดประสงค์การโจท และลักษณะลัชชี-อลัชชี พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าถึงจุดประสงค์ของการกล่าวโทษ การไต่สวน การประชุมสงฆ์ และการลงมติ พระพุทธเจ้าทรงสอนพระวินัยธรไม่ให้ด่วนตัดสิน ไม่พูดยั่วโทสะ ทรงให้นิยาม 'ลัชชี' ผู้มีความละอายบาป กับ 'อลัชชี' ผู้แกล้งทำผิดแล้วปิดบัง และแยกลักษณะโจทก์ที่เป็นธรรมกับไม่เป็นธรรมด้วยหลัก ๕ ข้อ เช่น พูดถูกกาลเทศะ พูดความจริง มีเมตตาจิต
  62. 页 674–682 โจทนากัณฑ์: แบบสอบสวนโจทก์และหน้าที่คู่ความในการพิจารณาคดี โจทนากัณฑ์เป็นแบบสอบสวนละเอียดสำหรับพระวินัยธร ต้องซักถามโจทก์ว่ากล่าวหาด้วยวิบัติชนิดใด รู้ได้จากการเห็นเอง ได้ยินมา หรือสงสัยเอง พร้อมวิธีเทียบเคียงคำให้การของทั้งสองฝ่าย กำหนดหน้าที่ของโจทก์ จำเลย สงฆ์ และผู้วินิจฉัยไว้ชัดเจน ปิดท้ายด้วยคาถาเตือนซ้ำๆ ว่าโจทก์ที่มีอคติ ลำเอียง หรือไม่รู้จริงย่อม 'เผาตนเอง'
  63. 页 683–690 อรรถกถาโจทนากัณฑ์ และจูฬสงคราม: มารยาทพระผู้ตัดสินคดี อรรถกถาปิดท้ายโจทนากัณฑ์ ตามด้วย 'จูฬสงคราม' คู่มือมารยาทของพระที่เข้าประชุมตัดสินคดี ห้ามถามชาติตระกูลหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวของคู่กรณีเพื่อกันความลำเอียง มีรายการคุณสมบัติผู้วินิจฉัยอย่างละเอียด เช่น ไม่กระซิบ ไม่ขยิบตา ไม่เอนเอียงเพราะรักโกรธหลงกลัว และปิดท้ายด้วยสายธรรมที่วินัยนำไปสู่ความหลุดพ้น จากศีลสู่ความไม่เดือดร้อน ปีติ สมาธิ จนถึงวิมุตติและนิพพาน
  64. 页 691–702 จูฬสงคราม และอรรถกถา - มารยาทผู้พิพากษาสงฆ์ บทว่าด้วยมารยาทของภิกษุผู้เข้าร่วมประชุมสงฆ์วินิจฉัยคดี (จูฬสงคราม) ต้องนอบน้อม ไม่ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง หรือกลัว ไม่ถามอุปัชฌาย์หรือชาติตระกูลของจำเลยเพื่อกันอคติ ตัดสินด้วยคำจริง สุภาพ มีเมตตา อธิบายว่าสูตร อุปมา วินัย ล้วนมีเป้าหมายสุดท้ายคือความหลุดพ้น ปิดท้ายด้วยคาถาแยกภิกษุที่ควรและไม่ควรได้รับเลือกเป็นผู้วินิจฉัย
  65. 页 703–725 มหาสงคราม และอรรถกถา - ความรู้และการซักถามของผู้วินิจฉัยคดี ขยายจากจูฬสงครามสู่รายละเอียดที่ผู้วินิจฉัยคดีใหญ่ต้องรู้ครบ ทั้งวัตถุแห่งอาบัติ วิบัติ นิทาน กรรม อธิกรณ์ สมถะ และวิธีไม่ลำเอียงเพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ อธิบายขั้นตอนซักถามโจทก์อย่างละเอียดว่างดปวารณาเพราะเห็น ได้ยิน หรือสงสัยเรื่องใด เพื่อพิสูจน์ว่าฟ้องมีมูลหรือไม่ ก่อนตัดสินโทษตามคำรับสารภาพ
  66. 页 726–747 กฐินเภท - เงื่อนไขความสมบูรณ์และความเสื่อมแห่งการกรานกฐิน (ยังไม่จบ) เริ่มเรื่องกฐินเภท ว่าด้วยเงื่อนไขที่ทำให้การกรานกฐินใช้ไม่ได้ผล 24 ประการ เช่น ผ้ายืมมา ผ้าที่ทำนิมิตขอ ผ้าเก็บค้างคืน และที่ใช้ได้ผล 17 ประการ พร้อมวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยระหว่างขั้นตอนกรานแบบอภิธรรม จากนั้นอธิบายวิธีกรานกฐินจริงและเงื่อนไขที่ทำให้สิทธิกฐินสิ้นสุด (เดาะกฐิน) ยังไม่จบในหน้านี้
  67. 页 748–753 กฐินเภท (บทวิเคราะห์เรื่องกฐิน) และอรรถกถาปิดท้ายปัญญัตติวัคค ส่วนท้ายของเรื่องกฐิน อธิบายพิธีกรานกฐินอย่างละเอียด ตั้งแต่ตัดเย็บย้อมผ้า คำเปล่งวาจากราน การอนุโมทนา ไปจนถึงปัญหาว่าใครกรานกฐินจริง (บุคคลกรานแต่นับเป็นของสงฆ์เพราะความสามัคคี) และบทสนทนาเป็นคำฉันท์ระหว่างพระมหากัสสปะกับพระอุบาลีว่าด้วย ๘ เหตุที่สิทธิพิเศษจากกฐินสิ้นสุด (เดาะกฐิน) ปิดท้ายด้วยอรรถกถาไขศัพท์และจบภาคปัญญัตติวัคควัณณนา
  68. 页 754–763 อุปาลิปัญจกะ อนิสสิตวรรคที่ ๑ - ใครต้องพึ่งอาจารย์ตลอดชีวิต พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นชุดๆ ละ ๕ ข้อ ว่าภิกษุแบบใดต้องพึ่งพิงอาจารย์ (ถือนิสัย) ตลอดชีวิต แบบใดไม่ต้อง โดยดูจากความรู้เรื่องอุโบสถ ปวารณา ปาติโมกข์ และจำนวนพรรษา ต่อด้วยคุณสมบัติของภิกษุที่ควร/ไม่ควรบวชให้ผู้อื่นหรือรับศิษย์ เพราะดูแลศิษย์ยามป่วยหรือสอนธรรมได้หรือไม่ และคุณสมบัติภิกษุที่สงฆ์ควรลงโทษ เช่น ไร้ยางอาย โง่เขลา เห็นผิด
  69. 页 764–770 นัปปฏิปัสสัมภนวรรคที่ ๒ - เมื่อใดไม่ควรยกโทษ และอานิสงส์เรียนวินัย เงื่อนไขที่สงฆ์ไม่ควรระงับ(ยกเลิก)โทษภิกษุที่ยังฝ่าฝืน เช่น ยังบวชให้ผู้อื่นทั้งที่ถูกลงโทษ ติเตียนสงฆ์ หรือกล่าวจ้วงจาบพระรัตนตรัย ต่อด้วยมารยาทที่ภิกษุพึงมีเมื่อเข้าประชุมสงฆ์ (เปรียบเหมือนเข้าสงคราม) ต้องมีความเคารพ รู้จักที่นั่ง ไม่พูดพล่อยๆ และปิดท้ายด้วยอานิสงส์ ๕ ประการของการเรียนพระวินัย เช่น เป็นที่พึ่งเมื่อสงสัย กล้าพูดในที่ประชุม
  70. 页 771–780 โวหารวรรคที่ ๓ - คุณสมบัติผู้ควรพูดนำในสงฆ์ รายการคุณสมบัติของภิกษุที่ควรหรือไม่ควรพูดนำในที่ประชุมสงฆ์ เรียงเป็นชุดละ ๕ ข้อซ้ำหลายรอบ เช่น ต้องรู้จักอาบัติและวิธีแก้ไข รู้จักอธิกรณ์ ไม่มีอคติทั้ง ๔ (ลำเอียงเพราะรัก โกรธ หลง กลัว) รู้จักการตั้งญัตติ และรู้พระสูตรพระวินัย ใช้เป็นเกณฑ์วัดว่าใครเหมาะเป็นผู้พูดแทนสงฆ์ในกิจกรรมทางวินัย
  71. 页 781–791 ทิฏฐาวิกรรมวรรคที่ ๔ - กฎปลีกย่อยเรื่องการคัดค้าน การรับของถวาย และอาหาร รวมกฎเกณฑ์ปลีกย่อยเกี่ยวกับพฤติกรรมสงฆ์ การคัดค้านมติสงฆ์อย่างถูก/ผิดวิธี การรับของถวาย(ประเคน)ที่ใช้ได้/ใช้ไม่ได้ เงื่อนไขที่ทำให้อาหารเป็น"เดน" สัญญาณห้ามภัตร การรับสารภาพผิดข้อหาโดยสุจริต/ไม่สุจริต แรงจูงใจในการถามปัญหาหรืออวดอ้างมรรคผลทั้งดีและไม่ดี ระดับความสมบูรณ์ในการสวดปาติโมกข์ ๕ ระดับ และโภชนะ ๕ อย่างที่นับเป็นอาหารหลัก
  72. 页 792–804 อัตตาทานวรรคที่ ๕ - หน้าที่โจทก์และการรับพิจารณาคดีสงฆ์ หน้าที่และคุณสมบัติของ"โจทก์"ผู้จะกล่าวหาภิกษุอื่น ต้องตรวจสอบตนก่อนว่าประพฤติบริสุทธิ์และรู้ธรรมวินัยพอหรือไม่ พูดด้วยเมตตาไม่มุ่งร้าย ต่อด้วยหลักพิจารณาก่อนรับอธิกรณ์(คดี) เช่น เป็นเรื่องจริงหรือไม่ จะก่อความแตกแยกในสงฆ์หรือไม่ และปิดท้ายด้วยคุณสมบัติของผู้เหมาะจะซักถามในกระบวนการวินิจฉัยคดีสงฆ์
  73. 页 805–813 ธุดงควรรคที่ 6 และ มุสาวาทวรรคที่ 7: เจตนาการถือธุดงค์ กับ การพูดเท็จและอาบัติ จำแนกภิกษุผู้ถือธุดงค์ (อยู่ป่า บิณฑบาต ผ้าบังสุกุล ฯลฯ) เป็น 5 จำพวกตามแรงจูงใจ ตั้งแต่ทำเพราะเขลาหรือวิกลจริต ไปจนถึงทำด้วยความมักน้อยสันโดษแท้จริง ชี้ว่าแม้ข้อปฏิบัติดีก็ทำด้วยเจตนาผิดได้ จากนั้นว่าด้วยมุสาวาท 5 ระดับตามความหนักของอาบัติ เหตุที่ทำให้งดอุโบสถ/ปวารณาโดยไม่ชอบธรรม อาการที่ทำให้ต้องอาบัติ (เช่น ไม่ละอาย ไม่รู้ สงสัยแล้วขืนทำ) และคู่ตรงข้ามเวร-ศีล กับความเสื่อม-ความถึงพร้อมในชีวิต
  74. 页 814–821 ภิกขุนีโอวาทวรรคที่ 8: ความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุกับภิกษุณี กำหนดกรณีที่ภิกษุณีสงฆ์ไม่ต้องไหว้ภิกษุ (และกลับกัน) เมื่อฝ่ายนั้นประพฤติไม่เหมาะสม เช่น เปิดกายอวด ยุยงให้แตกกัน หรือชักจูงให้เสพสังวาส แล้ววางเกณฑ์ว่าภิกษุแบบใดควร/ไม่ควรให้โอวาทแก่ภิกษุณี โดยต้องบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และมีปัญญาตอบคำถามได้ สุดท้ายกำหนดว่าภิกษุควรสนทนาด้วยกับภิกษุที่มีคุณธรรมสูง (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ) มากกว่าเพียงมีอาวุโส
  75. 页 822–833 อุพพาหิกวรรคที่ 9: คุณสมบัติกรรมการระงับคดีสงฆ์ และภิกษุโง่แท้-ฉลาดแท้ วางคุณสมบัติของภิกษุที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการพิเศษ (อุพพาหิกา) เพื่อช่วยระงับคดีแทนสงฆ์ทั้งหมด ต้องฉลาดในเนื้อความ ภาษา และถ้อยคำ ไม่มักโกรธ ไม่ริษยา ไม่ถือความเห็นตนดื้อรั้น ไม่ลำเอียงเพราะรัก โกรธ หลง หรือกลัว และซื่อตรงไม่ล่อลวง จากนั้นสรุปเป็นคู่ตรงข้าม "ภิกษุโง่แท้-ฉลาดแท้" โดยวัดจากความรู้พระสูตร วินัย ที่มาของเรื่อง และอาบัติ ซ้ำหลายรอบเพื่อย้ำหลักเกณฑ์
  76. 页 834–843 อธิกรณวูปสมวรรคที่ 10: ผู้ควรระงับคดี และเส้นแบ่งความร้าวรานกับสงฆ์แตก ย้ำเกณฑ์ว่าภิกษุแบบใดควร/ไม่ควรเป็นผู้ระงับคดีสงฆ์ โดยต้องรู้อาบัติ รู้อธิกรณ์ ไม่ลำเอียง เคารพธรรมยิ่งกว่าตัวบุคคล และเห็นแก่ธรรมยิ่งกว่าลาภสักการะ จากนั้นอธิบายว่าสงฆ์แตกกันได้ด้วย 5 วิธี (กรรม อุเทศ ชี้แจง สวดประกาศ จับสลาก) และไขข้อสงสัยสำคัญคือความร้าวรานแห่งสงฆ์ (การไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมเล็กน้อย) ต่างจากความแตกแห่งสงฆ์จริง (การแยกทำสังฆกรรมกันเป็นคณะ) อย่างไร
  77. 页 844–850 สังฆเภทวรรคที่ 11-12: โทษหนัก-เบาของผู้ทำสงฆ์แตกแยก อธิบายว่าภิกษุผู้ทำลายสงฆ์จะตกนรกชั่วกัปเยียวยาไม่ได้ก็ต่อเมื่อจงใจแสดงสิ่งผิดเป็นถูก และปิดบังความเห็นที่แท้จริงของตนขณะทำกรรม (ผ่านการลงมติ สวดประกาศ จับสลาก ฯลฯ) แต่ในวรรคถัดมากลับกัน หากภิกษุแสดงความเห็นต่างอย่างเปิดเผยไม่ปิดบัง แม้ทำให้สงฆ์แตกก็ไม่ต้องรับกรรมหนักเช่นนั้น ชี้ให้เห็นว่าพระวินัยแยกแยะระหว่างความไม่ซื่อสัตย์ทางเจตนากับการแสดงความเห็นต่างโดยสุจริตใจ
  78. 页 851–861 อาวาสิกวรรคที่ 13 และ กฐินัตถารวรรคที่ 14: เจ้าอาวาส เจ้าหน้าที่วัด และมารยาทสงฆ์ (จบอุปาลิปัญจกะ) ว่าด้วยภิกษุเจ้าอาวาสและเจ้าหน้าที่ต่างๆของวัด (ผู้แจกภัตร ผู้รักษาคลัง ผู้แจกจีวร ผู้ใช้สามเณร ฯลฯ) ว่าจะเก็บรักษาของสงฆ์อย่างเป็นธรรมหรือลำเอียงและใช้ของส่วนรวมเหมือนของตน จากนั้นกล่าวถึงอานิสงส์การกรานกฐิน 5 ประการ โทษของการนอนหลับลืมสติเทียบกับอานิสงส์การนอนมีสติ และปิดท้ายด้วยรายการบุคคลที่ภิกษุควร/ไม่ควรไหว้ พร้อมมารยาทของภิกษุอ่อนพรรษาเมื่อไหว้ภิกษุผู้แก่กว่า เป็นการจบหมวดอุปาลิปัญจกะทั้ง 14 วรรคโดยสมบูรณ์
  79. 页 862–881 อรรถกถาอุบาลิปัญจกะ: ไขความศัพท์และเหตุสงฆ์แตกแยก อรรถกถาขยายความหมวดอุบาลิปัญจกะทั้งชุด โดยไขความศัพท์บาลีในแต่ละวรรค เช่น ความไม่รู้จักอุโบสถ ปาฏิโมกข์ และอธิกรณ์ อธิบายลักษณะภิกษุที่ไม่ควรพูดในสงฆ์ องค์ประกอบของมุสาวาท ๕ ระดับความหนักเบา กฎเกณฑ์เรื่องภิกษุณี คุณสมบัติผู้เป็นตัวแทนไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และอธิบายเหตุ ๕ ประการที่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน ตั้งแต่ขั้นร้าวราน (สังฆราชี) จนถึงขั้นแตกจริง (สังฆเภท)
  80. 页 882–890 สมุฏฐาน: ต้นเหตุแห่งอาบัติทางกาย วาจา ใจ หมวดสมุฏฐาน จำแนกอาบัติทุกประเภทตั้งแต่ปาราชิกถึงเสขิยวัตรว่าเกิดขึ้นทางกาย วาจา หรือใจ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือร่วมกัน เป็นระบบจัดหมวดหมู่เพื่อให้เข้าใจต้นตอของความผิดแต่ละข้อ พร้อมอรรถกถาอธิบายกรณีต้องอาบัติโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ และจิตที่เป็นกุศลหรืออกุศลขณะต้องและขณะแสดงอาบัติ
  81. 页 891–915 ทุติยคาถาสังคณิกะ: แบบทดสอบตัวเลขพระวินัยเป็นกลอน ทุติยคาถาสังคณิกะ คือแบบทดสอบความรู้พระวินัยในรูปคำถามคำตอบเป็นกลอน ไล่เรียงตัวเลขสำคัญของพระวินัยเกือบทุกแง่มุม เช่น อาบัติทางกายกี่อย่าง ทางวาจากี่อย่าง อาบัติเมื่ออรุณขึ้น เหตุสงฆ์แตกกัน จำนวนบุคคลที่ห้ามบวช จนถึงยอดรวมสิกขาบททั้งหมดของภิกษุและภิกษุณี ใช้เป็นเครื่องมือท่องจำและทดสอบความแม่นยำของผู้ศึกษาพระวินัย
  82. 页 916–918 อรรถกถาคาถาสังคณิกะที่สอง (เริ่มต้น) อรรถกถาเริ่มไขความคาถาสังคณิกะที่สอง อธิบายว่าเหตุใดอาบัติทางกายจึงมี ๖ ทางวาจามี ๖ อาบัติเมื่อปกปิดมี ๓ ระดับ และอาบัติเกี่ยวกับการเคล้าคลึงกายมี ๕ ลักษณะ พร้อมยกตัวอย่างกรณีเป็นรูปธรรม เนื้อหาอรรถกถานี้ยังดำเนินต่อเนื่องเกินขอบเขตหน้าที่แสดงในช่วงนี้
  83. 页 919–937 คาถาสังคณิกะที่ ๒ ว่าด้วยจำนวนสิกขาบทและอรรถกถา ต่อเนื่องจากคาถาถามตอบเป็นหมวดตัวเลข (กรรม ๑๖ ปาราชิก ๘ สังฆาทิเสส ๒๓ นิสสัคคิยะ ๔๒ ปาจิตตีย์ ๑๘๘ ฯลฯ) เป็นการท่องจำนวนสิกขาบททั้งหมดของภิกษุภิกษุณี จบคาถาสังคณิกะที่ ๒ ที่หน้า ๙๑๕ จากนั้นเป็นอรรถกถาอธิบายละเอียดว่าแต่ละหมวดตัวเลขหมายถึงกรณีใดบ้าง เช่น อาบัติ ๖ กองเกิดจากการพูดกลางคืน อาบัติ ๕ กองเกิดจากการรับของฉัน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงประกอบให้เข้าใจง่าย
  84. 页 938–956 เสทโมจนคาถา: ปัญหาที่ทำให้ถึงกับเหงื่อตก หมวด "คาถาที่ทำให้เหงื่อตก" เป็นปัญหาปริศนาพระวินัยที่ตั้งใจให้ยากเป็นพิเศษ เช่น ภิกษุต้องอาบัติหนักโดยไม่ได้ทำอะไรทางกายวาจาเลย หรือฆ่ามารดาบิดาโดยไม่ผิดอนันตริยกรรม เพื่อทดสอบความแตกฉานของพระวินัยธร จากนั้นอรรถกถาไขปริศนาแต่ละข้อว่าหมายถึงเหตุการณ์ใดในพระไตรปิฎก เช่น การอุปสมบทพระนางมหาปชาบดีที่ไม่มีสรณคมน์ หรือกรณีบิดามารดาที่เป็นสัตว์ดิรัจฉาน แสดงความละเอียดลึกซึ้งของการวินิจฉัยพระวินัย
  85. 页 957–982 ปัญจวรรค: เหตุแห่งกรรมวิบัติและการปิดท้ายพระวินัยปิฎก ห้าวรรคสุดท้ายของคัมภีร์ปริวาร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้สังฆกรรมเสียใช้ไม่ได้ (บกพร่องด้านตัวเรื่อง ญัตติ การประกาศ เขตสีมา หรือองค์ประชุม) เหตุผล ๑๐ ประการที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบททุกข้อ (เพื่อความผาสุกของสงฆ์ ข่มคนไร้ยางอาย ป้องกันความเสื่อมทั้งปัจจุบันอนาคต) และการจัดหมวดสิกขาบททั้งหมดเป็น ๙ ประเภท ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญคัมภีร์ปริวาร ท้ายสุดมีคำประกาศ "พระวินัยปิฎก จบบริบูรณ์" ปิดท้ายพระวินัยปิฎกทั้งหมดอย่างเป็นทางการ
  86. 页 983–1005 อรรถกถากรรมวรรค: เงื่อนไขความสมบูรณ์ของสังฆกรรมและกรณีศึกษาสวนผลไม้วัด อรรถกถาขยายความวรรคว่าด้วยกรรมของสงฆ์ อธิบายว่าสังฆกรรมสมบูรณ์หรือเสียด้วยเหตุใด เช่น สีมาต้องจุภิกษุได้อย่างน้อย ๒๑ รูป การออกเสียงสวดกรรมวาจาผิด (สั้น-ยาว หนัก-เบา) ก็ทำให้กรรมเสียได้ จากนั้นลงรายละเอียดกรณีศึกษาจริงในการบริหารวัด เช่น การแบ่งผลไม้ในสวนวัดระหว่างพระ สามเณร ชาวบ้าน การลงโทษสามเณรผู้มีความเห็นผิด และการใช้ทรัพย์สินวัดเลี้ยงพระไข้ แสดงว่าหลักพระวินัยถูกปรับใช้ในชีวิตจริงของวัดอย่างไร
  87. 页 1006–1018 กรณีศึกษาสวนวัดต่อ และอรรถกถาปิดท้ายวรรคที่เหลือ ต่อเนื่องกรณีศึกษาสวนผลไม้ของวัด (การให้ผลไม้แก่คนไข้ พ่อค้า หรือผู้ขัดสน และกติกาแบ่งที่อาจยกเลิกหรือฟื้นใหม่ได้) จากนั้นอรรถกถาอธิบายวรรคที่เหลือ คือเหตุผล ๑๐ ประการที่ทรงบัญญัติสิกขาบททุกข้อ ความต่างระหว่างบัญญัติเดิมกับอนุบัญญัติที่เพิ่มภายหลัง และการจัดหมวดสิกขาบททั้งหมดเป็น ๙ ประเภทตามวัตถุ วิบัติ อาบัติ นิทาน บุคคล ฯลฯ ปิดท้ายด้วยการประกาศจบอรรถกถาสมันตปาสาทิกาทั้งเล่มอย่างเป็นทางการ
  88. 页 1019–1022 คาถาส่งท้ายอรรถกถาพระวินัย: ประวัติการรจนาโดยพระพุทธโฆสาจารย์ คาถาส่งท้ายอรรถกถาสมันตปาสาทิกาทั้งเล่ม พระพุทธโฆสาจารย์เล่าว่ารจนาที่วัดใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในมหาวิหาร เมืองอนุราธปุระ ลังกาทวีป โดยอาศัยอรรถกถาโบราณ ๓ คัมภีร์ (มหาอรรถกถา มหาปัจจรี กุรุนที) ซึ่งอุบาสกชื่อพุทธมิตต์อุปถัมภ์ ใช้เวลารจนาประมาณ ๑ ปีในรัชสมัยพระเจ้าสิริบาล อุทิศบุญให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ยั่งยืน ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญพระพุทธโฆสาจารย์ที่ผู้อื่นแต่งเพิ่ม จบด้วยคำว่า "อรรถกถาวินัย จบแล้ว" ปิดฉบับพระวินัยปิฎกฉบับนี้ทั้งหมด