อนึ่ง อาจารย์แม้เหล่าใด ถือเอาโดยไม่แยบคายซึ่งอรรถสุตตบทเหล่านี้ว่า อันตราปรินิพพายี และว่าสัมภเวสี แล้วกล่าวว่า ภพอื่นยังมีอยู่เหมือนกัน อาจารย์แม้เหล่านั้น เพราะถูกคัดค้านว่า อรรถสุตตบทต้นว่า ชื่อว่า อันตราปรินิพพายี เพราะไม่ผ่านท่ามกลางอายุในภูมินั้นมีอวิหาพรหม เป็นต้น แล้วปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพานสิ้นเชิง เพราะบรรลุอรหัต- มรรคในระหว่าง หาได้มีในภพอื่นไม่ และถูกคัดค้านอรรถสุตตบทหลัง ว่า สัตว์เหล่าใดจักไม่เป็นอย่างนั้น สัตว์เหล่านั้น จักเป็นผู้สิ้นอาสวะมี ในภพก่อน อธิบายว่า ชื่อว่า สัมภเวสี เพราะแสวงหาภพใหม่ผิดตรงข้าม กับอันตราปรินิพพายีบุคคลนั้น และชื่อว่า เสขปุถุชน เพราะยังละภวสัง- โยชน์ไม่ได้ อนึ่ง บรรดากำเนิด ๔ อัณฑชสัตว์และชลาพุชสัตว์ ยังไม่ทำ ลายกระเปาะไข่หรือกระเปาะหัวไส้อยู่ตราบใด ก็ชื่อว่า สัมภเวสีอยู่ตราบนั้น สัตว์ที่ออกไปจากกระเปาะไข่และกระเปาะหัวไส้ ก็ชื่อว่า สัมภเวสีอยู่ตราบนั้น และอุปปาติกสัตว์ ชื่อว่าสัมภเวสี ในขณะจิตดวงแรก ตั้งแต่ขณะจิตดวงที่ ๒ ไป ชื่อว่า ภูต อนึ่ง สัตว์ทั้งหลายเกิดด้วยอิริยาบถใด ยังไม่ถึงอิริยาบถ อื่นจากนั้นตราบใด ก็ยังชื่อว่า สัมภเวสี อยู่ตราบนั้น ต่อจากนั้น จัดเป็น ภูต เพราะเหตุนั้น จึงถูกคัดค้านว่าไม่มีดังนี้. ก็เมื่อมีอรรถที่คล้อยตาม บาลีตรง ๆ จะเป็นประโยชน์อะไรด้วยอรรถที่กำหนดด้วยภพอื่นซึ่งไม่
สามารถจะขยายได้แล. ก็อาจารย์เหล่าใดกล่าวข้อยุติว่า จะเห็นธรรมที่
เป็นไปด้วยความสืบต่อปรากฏในส่วนอื่นไม่ขาดสาย ข้อนั้นพึงปรากฏแม้ ในความสืบต่อแห่งอวิญญาณกทรัพย์มีข้าวเปลือกเป็นต้น ฉันใด แม้ใน ความสืบต่อแห่งสวิญญาณกสังขาร ก็พึงปรากฏในส่วนอื่นโดยไม่ขาดสาย ฉันนั้น อนึ่ง นัยนี้ย่อมเหมาะในเมื่อมีภพอื่น หาใช่โดยประการอื่นไม่.