ภพทั้งปวงย่อมมีได้ด้วยภพนั้น ๆ ฉะนั้น จึงตรัสว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย กล่าวการหลุดพ้นจากภพด้วยภพ ดังนี้. ก็แม้ผู้มีลัทธิว่า คนพาลและ บัณฑิต ท่องเที่ยวไปตลอดกาลเท่านี้ ตั้งอยู่ในภพสุดท้าย จะหลุดพ้น จากสงสาร ชื่อว่า กล่าวการหลุดพ้นภพด้วยภพ. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ทั้งคนพาลและบัณฑิตท่องเที่ยวไป ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป จักกระทำที่สุด ทุกข์ได้ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภเวน ได้แก่ภวทิฏฐิ. สัสสตทิฏฐิ ท่านเรียกว่าภวทิฏฐิ เพราะเป็นไปโดยอรรถว่า เกิดมี คือตั้งอยู่ติดต่อกัน. ในที่นี้ ภวทิฏฐินั่นแหละท่านเรียกว่าภพ เหมือนในประโยคว่า ภวตัณหา
โดยลบบทเบื้องปลาย. ก็เมื่อว่าด้วยอำนาจทิฏฐิ สมณพราหมณ์บางพวก
ย่อมสำคัญภพพิเศษเท่านั้นอันมีสภาวะเที่ยงเป็นต้นว่าเป็นการหลุดพ้นจาก ภพ เพราะมีความเป็นไปสงบกิเลส และเพราะอายุเป็นอยู่ได้นาน เหมือน พกาพรหมกล่าวไว้ว่า สิ่งนี้เที่ยง สิ่งนี้ยั่งยืน สิ่งนี้มีความเป็นไปติดต่อกัน
สิ่งนี้มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา. สมณพราหมณ์เหล่านั้นนั่นแลผู้
ถือผิดตรงกันข้ามมีความเห็นในสิ่งที่มิใช่เครื่องสลัดออกว่าเป็นเครื่องสลัด ออก (จากทุกข์) ความหลุดพ้นจากภพจะมีแต่ไหน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้า จึงตรัสว่า เรากล่าวว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดไม่ หลุดพ้นจากภพ.
บทว่า วิภเวน แปลว่า ด้วยการขาดสูญ (อุจเฉททิฏฐิ). บทว่า ภวสฺส นิสฺสรณมหํสุ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวการปราศจาก ไป การออกไปจากภพทั้งปวงว่าสังสารสุทธิ (ความบริสุทธิ์จากสงสาร). เพราะสมณพราหมณ์นั้นเมื่อไม่รู้วาทะของผู้ที่กล่าวว่า ความหลุดพ้นพิเศษ จากภพด้วยภพ ย่อมปฏิญญาการสลัดออกจากทุกข์ด้วยการตัดขาดจากภพ.