ภคุเถระในที่นั้น ตลอดปัจฉาภัตร และตลอดราตรี ๓ ยาม ในวันรุ่งขึ้น มีท่านภคุเถระเป็นปัจฉาสมณะเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต ให้ท่านภคุเถระ กลับ ณ ที่ตรงนั้นนั่นแล แล้วทรงพระดำริว่า จักเยี่ยมกุลบุตรทั้ง ๓ คน ผู้อยู่โดยความพร้อมเพรียงกัน จึงเสด็จไปยังปาจีนวังสมิคทายวันแล้วทรง แสดงอานิสงส์ ในการที่กุลบุตรแม้เหล่านั้น ผู้อยู่โดยความพร้อมเพรียง กัน ตลอดคืนยังรุ่ง ทรงให้กุลบุตรแม้เหล่านั้นกลับ ณ ที่ตรงนั้นนั่นแล
เสด็จถึงปาลิไลยคามแต่พระองค์เดียว. ชาวปาลิไลยคาม พากันต้อนรับ
ถวายทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วสร้างบรรณศาลาถวายแด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า ในรักขิตวันไพรสณฑ์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลปาลิไลยคาม แล้วทูล อาราธนาให้ประทับอยู่ด้วยคำว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงประทับอยู่ใน
ที่นี้เถิด. ก็ในรักขิตวันนั้น มีต้นสาละต้นหนึ่ง น่าพึงใจ อันได้นามว่า
ภัททสาละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยบ้านนั้น ประทับอยู่ ณ โคนไม้
นั้นใกล้บรรณศาลา ในไพรสณฑ์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปาลิ- เลยฺยเก วิหรติ รกฺขิตวนสณฺเฑ ภทฺทสาลมูเล ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า หตฺถินาโค ได้แก่ พญาช้าง คือจ่าโขลง. บทว่า หตฺถิ- กุลเภหิ แปลว่า ลูกช้าง. บทว่า หตฺถิจฺฉาเปหิ ได้แก่ ลูกช้างรุ่น ซึ่ง
ยังดื่มกินน้ำนม. ที่เขาเรียกว่า ภิงฺกา ดังนี้ก็มี. บทว่า ฉินฺนคฺคานิ
ความว่า เคี้ยวกินหญ้าที่มีปลายขาด คือ คล้ายตอ ที่เหลือจากช้างเป็นต้น
เหล่านั้นล่วงหน้าไปกินเสียแล้ว. บทว่า โอภคฺโคภคฺคํ ได้แก่ รุกขาวัยวะ
คือกิ่งไม้ที่พญาช้างนั้นหักตกลงจากที่สูง. บทว่า อสฺส สาขาภงฺคํ
ความว่า ช้างเหล่านั้นเคี้ยวกินรุกขาวัยวะที่หักคือกิ่งไม้ อันเป็นของพญา
ช้างนั้น. บทว่า อาวิลานิ ความว่า ย่อมดื่มน้ำที่ขุ่น คือที่เจือด้วย