อุทาน. ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรง
สดับแล้วแลด้วยทิพยโสตธาตุ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพาย โสตธาตุยา ความว่า ชื่อว่า ทิพย์ เพราะเหมือนกับของทิพย์. จริงอยู่ ทิพยปสาทโสตธาตุ อันเกิด ด้วยสุจริตกรรมของพวกเทวดา ไม่พัวพันด้วยสิ่งไม่สะอาด มีดี เสมหะ และเลือดเป็นต้น สามารถรับอารมณ์ แม้ในที่ไกลได้ เพราะปลอดจาก
อุปกิเลส. ก็แม้โสตธาตุสำเร็จด้วยญาณ อันเกิดจากกำลังความเพียรภาวนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เหตุนั้น ชื่อว่า ทิพย์
เพราะเป็นเช่นกับของทิพย์. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทิพย์ เพราะได้ด้วย
อำนาจทิพยวิหารธรรม และแม้เพราะตนเองอาศัยทิพยวิหาร ชื่อว่า โสตธาตุ เพราะอรรถว่าฟังและอรรถว่าทรงอยู่ตามสภาวะ. ชื่อว่า โสตธาตุ เพราะเป็นเหมือนโสตุธาตุ โดยทำหน้าที่แม้ของโสตธาตุ. ด้วยโสตธาตุ
อันเป็นทิพย์นั้น. บทว่า วิสุทฺธาย ได้แก่ บริสุทธิ์ คือปลอดจากอุป-
กิเลส. บทว่า อติกฺกนฺตมานุสิกาย ความว่า ล่วงอุปจารมนุษย์ ก้าว
ล่วงมังสโสตธาตุของมนุษย์ด้วยการฟังเสียงตั้งอยู่.
บทว่า เอตมตฺถํ วทิตฺวา ความว่า ทรงทราบความนี้ว่า เทพก็ดี มนุษย์ก็ดี เกิดความเอื้อเฟื้อประพฤติรักใคร่อย่างยิ่ง ซึ่งบุรุษผู้ดีเยี่ยมดำรง อยู่ในคุณวิเศษด้วยสัมมาปฏิบัติ แล้วจึงเปล่งอุทานนี้อันแสดงความนั้น.
ในอรรถนั้น ผู้ชื่อว่า ปิณฑปาติกะ เพราะสมาทานธุดงค์ กล่าว คือองค์ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร แล้วจึงบำเพ็ญธุดงค์นั้น. ถามว่า พระคาถานี้ ตรัสกระทำท่านพระมหากัสสปให้เป็นเหตุ และพระเถระ เป็นผู้เลิศกว่าธุตวาทภิกษุทั้งหมด เป็นผู้ทรงธุดงค์ ๑๓ มิใช่หรือ เพราะ