ปริญญาว่า นี้ทุกข์ เพราะ (มีหลักฐาน) มาแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไป. อนึ่ง พึงทราบว่า ในอาสวะทั้งหลาย ทิฏฐาสวะสิ้นไป เพราะปฐมมรรค (โสดาปัตติมรรค) กามาสวะสิ้นไป เพราะตติยมรรค (อนาคามิมรรค) ภวาสวะ และอวิชชาสวะ สิ้นไปเพราะจตุตถมรรค.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้ บทว่า วิมุตฺติาณํ ได้แก่ ปัจจเวกขณญาณในวิมุตติ นิพพาน และผล. บทว่า อุตฺตมํ ได้แก่ ชื่อว่า สูงสุด เพราะมีธรรมขั้นสูงสุดเป็นอารมณ์. บทว่า ขเย าณํ ได้แก่ ญาณ (ความรู้) ในความสิ้นไปแห่งอาสวะและสังโยชน์ คือ ในอริยมรรค
อันทำอาสวะและสังโยชน์ให้สิ้นไป. ควรนำมาเชื่อมไว้ แม้ในที่นี้ว่า ญาณ
ว่า สังโยชน์ทั้งหลายสิ้นแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการพิจารณา กิเลสที่ละได้แล้ว ด้วยบทว่า ขีณา สํโยซนา อิติ าณํ นั้น.
ปัจจเวกขณญาณทั้ง ๔ เป็นอันกล่าวไว้แล้วในที่นี้ดังพรรณนามาฉะนี้. แท้จริง ในสูตรนี้ ไม่มีการพิจารณาถึงกิเลสที่ยังเหลืออยู่ เพราะพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงมุ่งถึงการบรรลุอรหัตผล. อนึ่ง ในบทว่า ชานโต ปสฺสโต
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกิจของสัมมาทิฏฐิว่า สำคัญยิ่งในการบรรลุ นิพพาน ฉันใด เมื่อจะทรงแสดงว่า แม้กิจของสัมมัปปธาน ก็จำต้องปรารถนา ให้ยิ่งฉันนั้นเหมือนกัน จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า น เตฺววิทํ กุสีเตน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เตฺววิทํ ตัดบทเป็น น ตุ เอว อิทํ. ตุ ศัพท์ เป็นเพียงนิบาต. ม อักษรในบทว่า พาเลนมวิชานตา ทำการ
เชื่อมบท. ก็ในบทนี้ มีความย่อดังนี้ว่า นิพพานนี้เป็นเครื่องเปลื้องคัณฐะ
(กิเลสเครื่องร้อยรัด) ทั้งหมดมีอภิชฌากายคัณฐะเป็นต้น คือ เป็นนิมิต (เครื่องหมาย) แห่งการเปลื้องการพ้น ซึ่งจะพึงบรรลุได้ด้วยเสกขมรรค และ