คือ เป็นเหตุแห่งตัณหา. บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในอารมณ์เหล่าใดที่เป็น
นิมิต. บทว่า อุปฺปชฺชมานา ได้แก่ มีปกติเกิดขึ้น. ในบทว่า จีวรเหตุ
นี้ มีอธิบายว่า ตัณหาย่อมเกิดขึ้น เพราะเหตุแห่งจีวรว่า เราจักได้จีวร
ที่น่าชอบใจ. แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัย นี้แล. อนึ่งศัพท์ว่า อิติ ในบทว่า
อิติ ภวาภวเหตุ นี้ เป็นนิบาตใช้ใน ความหมายว่า นิทัสสนะ เหมือน อย่างที่มีความหมายว่า แม้เพราะเหตุแห่งจีวรเป็นต้น. อนึ่ง ในบทว่า ภวาภว นี้ ท่านประสงค์เอาเนยใสและเนยข้นเป็นต้นทีประณีต ๆ เพราะหมาย ความว่า เป็นเหตุให้มีความไม่มีโรค. บรรดาสมบัติและภพทั้งหลาย สมบัติ และภพที่ประณีตและประณีตกว่า ท่านเรียกว่า ภวาภวะดังนี้บ้าง. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภโว ได้แก่ สมบัติ. บทว่า อภโว ได้แก่ วิบัติ. บทว่า ภโว ได้แก่ วุฑฒิ (ความเจริญ). บทว่า อภโว ได้แก่ หานิ (ความเสื่อม). และตัณหา ก็มีภวาภวะนั้นเป็นนิมิตจึงเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ภวาภวเหตุ วา ดังนี้.
คาถาทั้งหลาย มีความหมายดังกล่าวแล้วในตอนต้นนั่นแล. อนึ่ง บทว่า ตณฺหาทุติโย ได้แก่ มีตัณหาเป็นสหาย. อธิบายว่า สัตว์นี้ เมื่อ ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ซึ่งมีที่สุดเบื้องต้นอันใคร ๆ ตามรู้ไม่ได้ ก็มิได้ ท่องเที่ยวไปคนเดียว แต่ว่าได้ตัณหาเป็นที่สอง คือ เป็นเพื่อนท่องเที่ยวไป. จริงอย่างนั้น ตัณหานั้น ไม่ให้สัตว์ได้คิดถึงการตกไปในเหวนั้น ให้เห็นแต่ เฉพาะอานิสงส์ในภพทั้งหลาย แม้อากูลด้วยโทษเป็นอเนก เหมือนพรานตีผึ้ง ฉะนั้น จึงให้สัตว์หมุนอยู่ในข่ายที่ไร้ประโยชน์. บทว่า เอตมาทีนวํ ตฺวา ความว่า รู้โทษนั้น คือ ที่หมายรู้ว่าเป็นอย่างนี้ และเป็นอย่างอื่นในขันธ์ ทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน. บทว่า ตณฺหา ทุกฺขสฺส