พึงทราบวินิจฉัย ในคาถาทั้งหลายต่อไป. บทว่า โลกํ อภิญฺาย ความว่า ทรงรู้ขันธ์เป็นที่อยู่อาศัยในโลกธาตุทั้ง ๓. บทว่า สพฺพโลเก ยถาตถํ ความว่า ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรรู้ ในขันธ์เป็นที่อยู่อาศัยในโลก ธาตุทั้ง ๓ นั้น ตามที่เป็นจริงคือไม่ผิด. บทว่า สพฺพโลกวิสํยุตฺโต ความว่า ทรงพรากไปคือ ทรงพ้นไปแล้วจากโลกแม้ทั้งหมด ด้วยการทรงละ โยคะ ๔ อย่างโดยไม่มีเหลือ. บทว่า อนูสโย ความว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ชื่อว่า ไม่ทรงมีอุสยกิเลส (กิเลสที่หนาแน่น) โดยอุสยกิเลส คือ ตัณหา และทิฏฐิ คือทรงละเว้นจากอุสยกิเลสเหล่านั้น ในโลกแม้ทั้งหมด. บทว่า สพฺพาภิภู ความว่า ผู้ทรงครอบงำอารมณ์ทั้งหมด มีรูปเป็นต้น คือ สังขารทั้งหมด ได้แก่ มารแม้ทั้งหมดแล้วดำรงอยู่. บทว่า ธีโร ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เครื่องทรงจำ. บทว่า สพฺพคณฺปฺปโมจโน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปลื้องกิเลสมีกายคันถะ คือ อภิชฌาเป็นต้น ทั้งหมดเสด็จดำรงอยู่แล้ว ชื่อว่า ทรงเปลื้องกิเลส คือ คันถะทั้งหมดออกไปได้ เพราะทรงเปลื้องกิเลสเหล่านั้นออกจากสันดานของเวไนยสัตว์ ด้วยพระธรรม
เทศนาที่ไพเราะของพระองค์. บทว่า ผุฏฺสฺส ตัดบทเป็น ผุฏฺา อสฺส
(แปลว่า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ทรงสัมผัสแล้ว). คำว่า อสฺส นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในความหมายของตติยาวิภัตติ. ความหมายว่า อันพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ทรงสัมผัสแล้ว. บทว่า ปรมา สนฺติ (ความ- สงบอันยอดยิ่ง) ได้แก่ พระนิพพาน. เพราะว่า พระนิพพานนั้น อันพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสัมผัสแล้ว ด้วยการสัมผัสด้วยญาณนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า พระนิพพาน จะมีภัยมาจากไหน.
อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า ปรมา สนฺติ ได้แก่ความสงบอย่างยอดเยี่ยม.
ถามว่า ความสงบอย่างยอดเยี่ยมนั้น คืออะไร ? ตอบว่า คือพระนิพพาน.