สุขุมรูป บทเหล่านั้นพระองค์ทรงถือเอาในที่นี้ . บัณฑิตพึงทราบอุทานแห่ง บทเหล่านั้น ดังนี้.
"สพฺเพ ขนฺธา ตถายตน- ธาตุโย สจฺจโต ตโย
อินฺทฺริยานิปิ สพฺพานิ เตวีสติ ปฏิจฺจโต.
ปรโต โสฬส ปทา เตจตฺตาฬีสกตฺติเก
โคจฺฉเก สตฺตติ เทฺว จ สตฺต จูฬนฺตเร ปทา.
มหนฺตเร ปทา วุตฺตา อฏฺารส ตโต ปรํ
อฏฺารเสว าตพฺพา เสสา อิธ น ภาสิตา".
แปลว่า ขันธ์ทั้งหมด อายตนะทั้งหมด ธาตุทั้งหมด สัจจะ ๓ (คือ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะ มัคคสัจจะ) อินทรีย์ทั้งหมด ปฏิจจสมุปบาท ๒๓ (เว้นอุปปัตติภวะ กามภวะ รูปภวะ สัญญีภวะ ปัญจโวการภวะ) ต่อจาก ปฏิจจสมุปบาทอีก ๑๖ บท (คือ สติปัฏฐานเป็นต้น จนถึงมนสิการเป็นที่สุด) ในติกะ ๔๓ บท ในโคจฉกะ ๗๒ บท ในจูฬันตรทุกะ ๗ บท ในมหันตรทุกะ ๑๘ บท ข้างหน้านี้อีก ๑๘ บท (คือ ปิฏฐิทุกะ) รวมทั้งหมด ๒๕๗ บท บทที่เหลือ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงแสดงไว้ในนิทเทสนี้.
ก็ในนิทเทสนี้ ปัญหาแม้ทั้งหมดมี ๓๔ พร้อมกับบทที่ทรงรวบรวมไว้
ด้วยสามารถแห่งคำวิสัชนาทำนองเดียวกัน. ในนิทเทสแห่งบทเหล่านั้น บทใด
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเพื่อปุจฉา บทนั้นนั่นแหละสงเคราะห์ไม่ ได้ด้วยธรรมเหล่าใดมีขันธ์เป็นต้น ทรงหมายเอาธรรมเหล่านั้น จึงตรัสว่า "เอเกน ขนฺเธน" เป็นอาทิ. ในข้อนี้ พึงทราบนัยดังนี้ว่า ขันธ์ ๔ นิพพาน ๑ นับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยรูปขันธ์ โดยขันธ์สงเคราะห์ ยกเว้น วิญญาณแล้ว ธรรมที่เหลือนับสงเคราะห์ได้โดยการสงเคราะห์เป็นอายตนะและ