จุลวรรค ภาค ๑
ฉบับ มจร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๖ · ๓๖๙ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๔๙ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
-
หน้า ๑–๒๐
กัมมขันธกะ: ตัชชนียกรรม (พระปัณฑุกะ-โลหิตกะ)
ภิกษุนิสิตของพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะยุยงให้เกิดความบาดหมาง ทะเลาะ วิวาทกันในสงฆ์ พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้ลงตัชชนียกรรม (กรรมประณาม) เป็นกรรมแรกในกัมมขันธกะ พร้อมแสดงโครงสร้างกรรมที่ชอบ/ไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด เงื่อนไขที่สงฆ์พึงมุ่งหวังลงกรรม วัตร ๑๘ ข้อที่ต้องประพฤติ และวิธีระงับกรรมเมื่อภิกษุกลับตัวได้
-
หน้า ๒๑–๓๘
กัมมขันธกะ: นิยสกรรม (พระเสยยสกะ)
พระเสยยสกะเป็นภิกษุโง่เขลา มีอาบัติมาก คลุกคลีกับคฤหัสถ์ไม่เหมาะสมแม้สงฆ์จะคอยแก้ไขให้ จึงถูกลงนิยสกรรมสั่งให้กลับไปถือนิสัยใหม่ พร้อมโครงสร้างกรรมชอบ/ไม่ชอบธรรมและวัตร ๑๘ ข้อเช่นเดียวกับตัชชนียกรรม ก่อนท่านกลับใจศึกษาจนเป็นพหูสูตและขอระงับกรรมสำเร็จ
-
หน้า ๓๙–๕๙
กัมมขันธกะ: ปัพพาชนียกรรม (พระอัสสชิ-ปุนัพพสุกะ)
ภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะซึ่งอยู่ประจำกีฏาคิรีชนบทประพฤติอนาจารมากมาย เช่น ปลูก-ร้อยดอกไม้ให้สตรี เล่นกีฬา ฟ้อนรำขับร้อง จนชาวบ้านเสื่อมศรัทธา อุบาสกจึงฝากภิกษุรูปหนึ่งไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ผู้ทรงรับสั่งให้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปลงปัพพาชนียกรรมขับไล่ พร้อมแสดงเงื่อนไข ๑๔ หมวดที่สงฆ์พึงพิจารณาลงกรรมและวัตร ๑๘ ข้อที่ภิกษุผู้ถูกลงกรรมพึงประพฤติ
-
หน้า ๖๐–๖๔
ปัพพาชนียกรรม: ความไม่สำนึกผิดของพระอัสสชิ-ปุนัพพสุกะ และการระงับกรรม
พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะนำสงฆ์ไปขับไล่ภิกษุอัสสชิ-ปุนัพพสุกะออกจากกีฏาคีรีชนบท แต่ทั้งสองยังด่าบริภาษสงฆ์ไม่ยอมสำนึกผิด พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและวางองค์ ๑๘ ประการสำหรับพิจารณาการระงับกรรม พร้อมกรรมวาจา
-
หน้า ๖๕–๖๘
ปฏิสารณียกรรม: เรื่องพระสุธรรม
พระสุธรรมน้อยใจที่จิตตคหบดีนิมนต์พระเถระโดยไม่บอกก่อน จึงตำหนิเรื่องขนมแดกงาที่ขาดหาย จิตตคหบดีเสียดสีกลับด้วยนิทาน "ลูกไก่ผสมกา" จนพระสุธรรมโกรธจะจากไป ท้ายที่สุดพระพุทธเจ้าทรงตำหนิพระสุธรรมและสั่งลงปฏิสารณียกรรมให้ไปขอขมาจิตตคหบดี
-
หน้า ๖๙–๗๙
ปฏิสารณียกรรม: เงื่อนไขและวัตร ๑๘ ข้อ
ทรงแสดงกรรมวาจาลงปฏิสารณียกรรม พร้อมหมวดเงื่อนไข ๑๒ หมวดที่ทำให้กรรมไม่ชอบธรรมและชอบธรรม เงื่อนไข ๔ หมวดที่สงฆ์มุ่งหวังจะลงกรรมแก่ภิกษุผู้ประพฤติไม่สมควรต่อคฤหัสถ์ และวัตร ๑๘ ข้อที่ภิกษุผู้ถูกลงกรรมพึงประพฤติ
-
หน้า ๘๐–๘๔
ปฏิสารณียกรรม: พระอนุทูตช่วยพระสุธรรมขอขมา
พระสุธรรมไปขอขมาจิตตคหบดีเองไม่สำเร็จเพราะเก้อเขิน สงฆ์จึงแต่งตั้งภิกษุอนุทูตไปช่วยเจรจาจนจิตตคหบดียกโทษให้ พระสุธรรมกลับตัวได้และสงฆ์ระงับปฏิสารณียกรรมแก่ท่าน พร้อมองค์ ๑๘ ที่ใช้พิจารณาการระงับกรรมและกรรมวาจา
-
หน้า ๘๕–๙๐
อุกเขปนียกรรม (พระฉันนะ) เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ
พระฉันนะต้องอาบัติแล้วไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและสั่งให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมห้ามสมโภคกับสงฆ์ พร้อมแสดงกรรมวาจาและหมวดเงื่อนไข ๑๒ หมวดที่ทำให้กรรมนี้ไม่ชอบด้วยธรรม
-
หน้า ๙๑–๙๗
อุกเขปนียกรรม: เงื่อนไขที่ชอบธรรมและวัตร ๔๓ ข้อ
แสดงหมวดเงื่อนไข ๑๒ หมวดที่ทำให้อุกเขปนียกรรมชอบด้วยธรรม เงื่อนไข ๖ หมวดที่สงฆ์มุ่งหวังจะลงกรรม และเริ่มวัตร ๔๓ ข้อที่ภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมพึงประพฤติ เช่น ห้ามรับการกราบไหว้หรือการบำรุงต่างๆ จากปกตัตตภิกษุ
-
หน้า ๙๘–๑๐๗
อุกเขปนียกรรม: พระฉันนะถูกภิกษุอาวาสต่างๆ ปฏิเสธการต้อนรับ และการระงับกรรม
พระฉันนะถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้วเดินทางไปอาวาสต่างๆ แต่ถูกภิกษุทุกแห่งปฏิเสธการต้อนรับซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนต้องกลับมาโกสัมพีและสำนึกผิด พระพุทธเจ้าทรงให้ระงับกรรมแก่ท่าน พร้อมองค์ ๔๓ ประการที่สงฆ์ไม่พึง/พึงระงับกรรมแก่ภิกษุ และกรรมวาจาระงับกรรมด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา
-
หน้า ๑๐๘–๑๑๓
เรื่องที่ ๖ อุกเขปนียกรรมเพราะไม่ทำคืนอาบัติ (พระฉันนะ)
พระฉันนะต้องอาบัติแล้วไม่ปรารถนาจะทำคืนอาบัติ พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและรับสั่งให้สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมห้ามสมโภคกับสงฆ์ พร้อมแสดงหมวดกรรมที่ไม่ชอบด้วยธรรม ๑๒ หมวด
-
หน้า ๑๑๔–๑๒๑
หมวดกรรมชอบธรรม เงื่อนไขลงกรรม และวัตร ๔๓ ข้อ (ไม่ทำคืนอาบัติ)
แสดงหมวดกรรมที่ชอบด้วยธรรม ๑๒ หมวด เงื่อนไข ๖ หมวดที่สงฆ์มุ่งหวังจะลงกรรมแก่ภิกษุผู้มีลักษณะบกพร่อง และวัตร ๔๓ ข้อที่ภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรมต้องประพฤติ
-
หน้า ๑๒๒–๑๒๖
พระฉันนะเร่ร่อนถูกปฏิเสธและองค์ ๔๓ ที่ไม่พึงระงับกรรม
พระฉันนะถูกลงกรรมแล้วเดินทางจากอาวาสหนึ่งไปอีกอาวาสหนึ่ง แต่ถูกภิกษุทุกแห่งไม่กราบไหว้ไม่ต้อนรับซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนต้องหวนกลับโกสัมพีด้วยความสำนึกผิด จากนั้นแสดงองค์ ๔๓ ของภิกษุที่สงฆ์ไม่พึงระงับกรรมให้
-
หน้า ๑๒๗–๑๓๐
องค์ ๔๓ ที่พึงระงับกรรมและวิธีระงับ (จบเรื่องที่ ๖)
แสดงองค์ ๔๓ ที่สงฆ์พึงระงับอุกเขปนียกรรมให้แก่ภิกษุผู้กลับตัวได้แล้ว พร้อมวิธีระงับกรรมด้วยกรรมวาจา ปิดท้ายเรื่องที่ ๖ ของพระฉันนะ
-
หน้า ๑๓๑–๑๓๕
เรื่องที่ ๗ อุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาป (พระอริฏฐะ)
พระอริฏฐะผู้มีบรรพบุรุษเป็นพรานฆ่านกแร้งยึดถือทิฏฐิบาปว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอันตรายไม่อาจก่ออันตรายจริง แม้ถูกภิกษุและพระพุทธเจ้าเองเกลี้ยกล่อมด้วยอุปมากามคุณหลายชุดก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ จึงถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมห้ามสมโภคกับสงฆ์
-
หน้า ๑๓๖–๑๔๓
หมวดกรรมไม่ชอบธรรมและชอบธรรม ๑๒ หมวด (ทิฏฐิบาป)
แสดงหมวดกรรมเพราะไม่สละทิฏฐิบาปที่ไม่ชอบด้วยธรรม ๑๒ หมวด และที่ชอบด้วยธรรม ๑๒ หมวด ตามรูปแบบเดียวกับกรรมเรื่องก่อนหน้า
-
หน้า ๑๔๔–๑๕๑
วัตร ๔๓ ข้อ พระอริฏฐะสึก และองค์ ๔๓ (ทิฏฐิบาป)
แสดงเงื่อนไข ๖ หมวดที่สงฆ์มุ่งหวังลงกรรมและวัตร ๔๓ ข้อ จากนั้นพระอริฏฐะตัดสินใจสึกหลังถูกลงกรรม ปิดท้ายด้วยองค์ ๔๓ ที่สงฆ์ไม่พึงระงับและพึงระงับกรรมนี้
-
หน้า ๑๕๒–๑๕๖
จบเรื่องที่ ๗ จบกัมมขันธกะที่ ๑ และอุทานคาถาสรุป
จบกรรมวาจาระงับกรรมเรื่องที่ ๗ และปิดท้ายกัมมขันธกะที่ ๑ ซึ่งมีทั้งหมด ๗ เรื่อง พร้อมอุทานคาถาสรุปย่อเนื้อหาทั้งขันธกะตั้งแต่เรื่องพระปัณฑุกะ-โลหิตกะจนถึงพระอริฏฐะ
-
หน้า ๑๕๗–๑๖๓
เริ่มปาริวาสิกขันธกะ: ปาริวาสิกวัตตะและวัตร ๙๔ ข้อ
เริ่มขันธกะที่ ๒ ว่าด้วยวัตรของภิกษุผู้อยู่ปริวาส ภิกษุปริวาสยินดีการที่ปกตัตตภิกษุกราบไหว้และให้บริการต่างๆ จนถูกทรงติเตียนและทรงเริ่มบัญญัติวัตรที่ต้องประพฤติตามลำดับพรรษา รวมถึงเงื่อนไขการเดินทางและการอยู่ร่วมกับปกตัตตภิกษุ
-
หน้า ๑๖๔–๑๖๕
รัตติเฉท ๓ อย่าง และวิธีเก็บ-สมาทานปริวาส
จบวัตร ๙๔ ข้อของภิกษุผู้อยู่ปริวาส พระอุบาลีทูลถามเรื่องรัตติเฉท (เหตุขาดราตรี) ๓ อย่าง จากนั้นทรงอนุญาตวิธี "เก็บปริวาส" และ "สมาทานปริวาส" เมื่อภิกษุสงฆ์ประชุมกันมากหรือต้องเดินทาง
-
หน้า ๑๖๖–๑๗๑
มูลายปฏิกัสสนารหวัตตะ: วัตร ๗๙ ข้อของภิกษุผู้ควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิม
ภิกษุผู้ควรแก่การชักเข้าหาอาบัติเดิมยินดีการกราบไหว้บำรุงจากปกตัตตภิกษุจนถูกทรงตำหนิ จึงทรงบัญญัติวัตร ๗๙ ข้อที่ต้องประพฤติ เช่น ห้ามให้อุปสมบท ห้ามโจทภิกษุอื่น และข้อจำกัดการเดินทาง
-
หน้า ๑๗๒–๑๗๗
มานัตตารหวัตตะ: วัตร ๗๙ ข้อของภิกษุผู้ควรแก่มานัต
เช่นเดียวกับกรณีก่อน ภิกษุผู้ควรแก่มานัตยินดีการบำรุงจากปกตัตตภิกษุจนถูกทรงตำหนิ จึงทรงบัญญัติวัตร ๗๙ ข้อคล้ายกันสำหรับภิกษุผู้ควรแก่มานัต
-
หน้า ๑๗๘–๑๘๕
มานัตตจาริกวัตตะ: วัตร ๙๔ ข้อของภิกษุผู้ประพฤติมานัต และรัตติเฉท ๔ อย่าง
ทรงบัญญัติวัตร ๙๔ ข้อสำหรับภิกษุผู้ประพฤติมานัตซึ่งต้องพึ่งสงฆ์แทนปกตัตตภิกษุรูปเดียวในการเดินทาง พระอุบาลีทูลถามรัตติเฉท ๔ อย่าง (เพิ่มอูเนคเณจรณะ) และทรงอนุญาตวิธีเก็บ-สมาทานมานัต
-
หน้า ๑๘๖–๑๙๑
อัพภานารหวัตตะ และจบปาริวาสิกขันธกะ
ทรงบัญญัติวัตร ๗๙ ข้อสุดท้ายสำหรับภิกษุผู้ควรแก่อัพภาน ปิดท้ายด้วยการจบปาริวาสิกขันธกะที่ ๒ พร้อมคาถาสรุปเนื้อหาทั้งหมดของขันธกะนี้
-
หน้า ๑๙๒–๑๙๖
สมุจจยขันธกะ - เรื่องพระอุทายี: อาบัติสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิที่ไม่ได้ปิดไว้
เริ่มขันธกะใหม่ด้วยกรณีศึกษาพระอุทายีผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสฐานทำน้ำอสุจิให้เคลื่อนโดยไม่ได้ปิดบัง สงฆ์จึงให้มานัต ๖ ราตรีแล้วอัพภานตามขั้นตอน เป็นต้นแบบกรรมวาจาสำหรับกรณีอื่นๆ ต่อไป
-
หน้า ๑๙๗–๒๐๒
เอกาหปฏิจฉันนปริวาส มานัตตะ และอัพภาน: กรณีอาบัติปิดไว้วันเดียว
พระอุทายีต้องอาบัติเดิมซ้ำแต่คราวนี้ปิดไว้วันเดียว สงฆ์จึงให้ปริวาส ๑ วัน ตามด้วยมานัต ๖ ราตรี และอัพภาน แสดงกรรมวาจาที่ซับซ้อนขึ้นตามลำดับ
-
หน้า ๒๐๓–๒๒๑
ปัญจาหปฏิจฉันนปริวาสและการชักเข้าหาอาบัติเดิมซ้ำ: กรณีอาบัติปิดไว้ ๕ วัน
พระอุทายีต้องอาบัติปิดไว้ ๕ วัน ได้รับปริวาส ๕ วัน แต่ระหว่างอยู่ปริวาสและระหว่างเป็นผู้ควรแก่มานัตกลับต้องอาบัติเดิมซ้ำอีกโดยไม่ปิดบัง สงฆ์จึงต้องชักเข้าหาอาบัติเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงการอัพภานเมื่อประพฤติมานัตครบถ้วน
-
หน้า ๒๒๒–๒๓๕
กรณีพระอุทายี: ปักขปฏิจฉันนปริวาสสำหรับอาบัติที่ปิดไว้ ๑ ปักษ์
พระอุทายีต้องอาบัติเดิมซ้ำอีกครั้งโดยปิดไว้ถึง ๑ ปักษ์ สงฆ์จึงให้ปักขปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้สโมธานปริวาส มานัต ๖ ราตรี และอัพภานตามลำดับขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น
-
หน้า ๒๓๖–๒๓๙
อัคฆสโมธานปริวาส: ปริวาสประมวลค่าแห่งอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวปิดไว้ต่างวัน
ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๑๐ ตัวปิดไว้ต่างวันกันตั้งแต่ ๑-๑๐ วัน สงฆ์จึงให้อัคฆสโมธานปริวาสตามอาบัติที่ปิดไว้นานที่สุด และอีกกรณีที่ปิดไว้นานกว่าอาบัติทั้งหมดรวมกัน
-
หน้า ๒๔๐–๒๔๗
เทฺวมาสปริวาส (ให้เต็ม ๒ เดือนคราวเดียว) สำหรับอาบัติ ๒ ตัวปิดไว้ ๒ เดือน
ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๒ ตัวปิดไว้ ๒ เดือน ขอปริวาส ๒ เดือนทีละตัวจนครบ พร้อมกรณีพหูสูตตรวจพบว่าปริวาสสำหรับอาบัติที่ไม่รู้/ระลึกไม่ได้/ไม่แน่ใจนั้นไม่ชอบธรรม ต้องปรับเป็นมานัตแทน
-
หน้า ๒๔๗–๒๕๕
เทฺวมาสปริวาส (ให้เดือนละครั้ง) สำหรับอาบัติ ๒ ตัวปิดไว้ ๒ เดือน
ภิกษุอีกรูปหนึ่งขอปริวาสเพียง ๑ เดือนต่อครั้งแล้วขยายไปเดือนที่เหลือ ครอบคลุมกรณีรู้/ไม่รู้ ระลึกได้/ไม่ได้ แน่ใจ/ไม่แน่ใจในแต่ละเดือน พร้อมกรณีพหูสูตทักท้วงให้ปรับเป็นมานัตเช่นเดียวกับหมวดก่อน
-
หน้า ๒๕๕–๒๕๘
สุทธันตปริวาสและวิธีให้ปริวาสปกติ
ภิกษุที่จำที่สุดอาบัติและราตรีไม่ได้เลยต้องได้รับสุทธันตปริวาส ขณะที่ตำราสรุปเปรียบเทียบเงื่อนไขต่างๆ ว่ากรณีใดควรให้สุทธันตปริวาสหรือปริวาสตามปกติ ปิดท้ายด้วย "ปริวาส จบ"
-
หน้า ๒๕๘–๒๖๓
จัตตาฬีสกะ: กรณีตัวอย่าง ๔๐ กรณีของภิกษุผู้มีเหตุขัดข้องระหว่างอยู่ปริวาส/มานัต/ควรแก่อัพภาน
ประมวลกรณีที่ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ควรแก่มานัต ประพฤติมานัต หรือควรแก่อัพภาน ต้องสึก ลดฐานะเป็นสามเณร วิกลจริต จิตฟุ้งซ่าน กระสับกระส่ายเพราะเวทนา หรือถูกลงอุกเขปนียกรรม โดยสรุปว่าปริวาส/มานัตเดิมยังใช้ได้เมื่อกลับสู่สภาพปกติ
-
หน้า ๒๖๓–๒๗๑
ฉัตติงสกะและมานัตตสตะ: กรณีตัวอย่าง ๓๖+๑๐๐ กรณี
ประมวลกรณีที่ภิกษุกำลังอยู่ปริวาสแล้วต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพิ่มเติมอีกในระหว่างนั้น จำแนกตามจำนวนนับได้/นับไม่ได้และปิดไว้/ไม่ได้ปิดไว้ ต่อเนื่องด้วยการวางกฎเกณฑ์การให้มานัตแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัวรวม ๑๐๐ กรณีย่อย
-
หน้า ๒๗๒–๒๙๔
สโมธานปริวาสจตุสตะและวาระปิดท้ายสมุจจยขันธกะ
ประมวลกรณีศึกษาการให้สโมธานปริวาส-การชักเข้าหาอาบัติเดิม ๔๐๐ กรณี ตามด้วยวาระว่าด้วยจำนวนอาบัติ ภิกษุ ๒ รูปต้องอาบัติ และความหมดจด-ไม่หมดจดจากอาบัติเดิม ปิดท้ายด้วยอุทานคาถาสรุปสมุจจยขันธกะที่ ๓ อันเป็นการจบขันธกะที่ ๑๗
-
หน้า ๒๙๕–๒๙๙
สมถขันธกะ: สัมมุขาวินัย - พระฉัพพัคคีย์ลงกรรมลับหลัง
พระฉัพพัคคีย์ลงตัชชนียกรรมและกรรมอื่นๆ แก่ภิกษุผู้มิได้อยู่ต่อหน้า พระพุทธเจ้าทรงติเตียนและบัญญัติสัมมุขาวินัย พร้อมจำแนกธรรมวาที-อธรรมวาทีเป็นกัณหปักขนวกะ(ฝ่ายดำ)และสุกกปักขนวกะ(ฝ่ายขาว)
-
หน้า ๓๐๐–๓๐๙
สมถขันธกะ: สติวินัย - เรื่องพระทัพพมัลลบุตร
พระทัพพมัลลบุตรอรหันต์ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบรับหน้าที่จัดเสนาสนะและแจกภัตตาหารแก่สงฆ์ ถูกพระเมตติยะและพระภุมมชกะอิจฉาจึงใช้ภิกษุณีเมตติยากล่าวหาว่าข่มขืนอันไม่มีมูลความจริง พระพุทธเจ้าทรงสอบสวนจนเปิดโปงแผนร้าย ให้ภิกษุณีเมตติยาสึก และประทานสติวินัยแก่พระทัพพมัลลบุตร
-
หน้า ๓๐๙–๓๑๕
สมถขันธกะ: อมูฬหวินัย - เรื่องภิกษุคัคคะ
พระคัคคะวิกลจริตประพฤติละเมิดวินัยหลายครั้ง ถูกภิกษุทั้งหลายโจทซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งที่จำเหตุการณ์ไม่ได้ เมื่อหายวิกลจริตแล้วจึงขออมูฬหวินัยจากสงฆ์ พร้อมเกณฑ์การให้อมูฬหวินัยที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรมอย่างละ ๓ กรณี
-
หน้า ๓๑๕–๓๒๐
สมถขันธกะ: ปฏิญญาตกรณะและเยภุยยสิกา (การจับสลาก)
พระฉัพพัคคีย์ลงโทษภิกษุทั้งหลายโดยจำเลยไม่รับสารภาพ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปฏิญญาตกรณะที่ชอบธรรมและไม่ชอบธรรม จากนั้นเริ่มเรื่องเยภุยยสิกา ระงับอธิกรณ์ด้วยเสียงข้างมากโดยจับสลาก ปิดท้ายด้วยกรรมวาจาแต่งตั้งภิกษุผู้ให้จับสลากและลักษณะการจับสลากที่ไม่ชอบธรรม/ชอบธรรมอย่างละ ๑๐ ข้อ
-
หน้า ๓๒๐–๓๒๖
ตัสสปาปิยสิกา: เรื่องพระอุปวาฬะ
พระอุปวาฬะถูกซักถามอาบัติแล้วให้การกลับไปกลับมา ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สงฆ์ลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ผู้ให้การไม่คงที่ พร้อมกำหนดกรรมที่ชอบธรรม ๕ อย่าง กรรมไม่ชอบธรรม ๑๒ หมวด และวัตร ๑๘ ข้อ
-
หน้า ๓๒๖–๓๓๐
ติณวัตถารกะ: ระงับอธิกรณ์ด้วยการประนีประนอมดุจกลบด้วยหญ้า
ภิกษุที่ทะเลาะวิวาทกันมากจนเกรงว่าการปรับอาบัติกันจะนำไปสู่ความแตกแยกรุนแรง กราบทูลขอวิธีระงับ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตติณวัตถารกะ พร้อมกรรมวาจาแสดงอาบัติเว้นอาบัติหนักและอาบัติเกี่ยวกับคฤหัสถ์
-
หน้า ๓๓๐–๓๓๘
อธิกรณะ ๔ อย่าง และมูลแห่งอธิกรณ์
พระฉันนะเข้าข้างภิกษุณีก่อวิวาทกับภิกษุ นำไปสู่การจำแนกอธิกรณ์ ๔ อย่าง (วิวาท อนุวาท อาบัติ กิจ) พร้อมมูลเหตุแห่งวิวาทและการโจท ๖ อย่าง อกุศลมูลและกุศลมูล รวมถึงมูลแห่งอาปัตตาธิกรณ์และกิจจาธิกรณ์
-
หน้า ๓๓๘–๓๔๔
วิเคราะห์อธิกรณ์โดยกุศล-อกุศล-อัพยากฤต และความสัมพันธ์ระหว่างวิวาท-โจท-อาบัติ-กิจ
จำแนกอธิกรณ์ทั้ง ๔ อย่างว่าเป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤต แล้ววิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงตรรกะระหว่างคำว่าวิวาท การโจท อาบัติ และกิจ กับคำว่าอธิกรณ์ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
-
หน้า ๓๔๔–๓๔๙
อธิกรณวูปสมนสมถะ: สัมมุขาวินัยและการส่งอธิกรณ์ไปอาวาสอื่น
อธิบายวิธีระงับอธิกรณ์ด้วยสัมมุขาวินัย (ความพร้อมหน้าสงฆ์ ธรรม วินัย บุคคล) และขั้นตอนเมื่อภิกษุในอาวาสเดิมระงับอธิกรณ์ไม่ได้ ต้องเดินทางไปหาอาวาสที่มีภิกษุมากกว่าเพื่อขอให้ช่วยวินิจฉัย
-
หน้า ๓๔๙–๓๕๒
อุพพาหิกวิธี: องค์คุณ ๑๐ และการแต่งตั้งภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
เมื่อการวินิจฉัยอธิกรณ์เกิดเสียงเซ็งแซ่ไม่มีที่สิ้นสุด พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้แต่งตั้งภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณ ๑๐ ประการระงับด้วยอุพพาหิกวิธี พร้อมกรณีขับภิกษุธรรมกถึกที่จำสูตรไม่แม่นออกจากที่ประชุม
-
หน้า ๓๕๒–๓๕๖
เยภุยยสิกาวินัยและวิธีจับสลาก ๓ อย่าง
เมื่ออุพพาหิกวิธีระงับไม่สำเร็จ สงฆ์มอบอธิกรณ์ให้ระงับด้วยเยภุยยสิกา มีเรื่องภิกษุสาวัตถีไม่พอใจคำวินิจฉัยจึงเดินทางหาพระเถระหลายรูปเรื่อยไปจนถึงรูปเดียว ก่อนพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตวิธีจับสลาก ๓ แบบ คือ ปกปิด กระซิบบอก และเปิดเผย
-
หน้า ๓๕๖–๓๖๐
สติวินัยและอมูฬหวินัย
อธิบายวิธีให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ถูกใส่ความด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล และวิธีให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุวิกลจริตผู้หายหลงแล้วแต่ยังถูกโจทด้วยอาบัติเก่าซ้ำๆ พร้อมกรรมวาจาคำขอทั้งสองแบบ
-
หน้า ๓๖๐–๓๖๕
ตัสสปาปิยสิกาวินัยและปฏิญญาตกรณะ
กรณีภิกษุถูกโจทด้วยอาบัติหนักแล้วให้การกลับไปกลับมาจนสงฆ์ต้องลงตัสสปาปิยสิกากรรม ต่อด้วยปฏิญญาตกรณะ วิธีที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติเบาแสดงอาบัติต่อภิกษุรูปเดียว หมู่ภิกษุ หรือสงฆ์ตามลำดับ
-
หน้า ๓๖๕–๓๖๙
ติณวัตถารกะและกิจจาธิกรณ์ ปิดท้ายอธิกรณวูปสมนสมถะและปิดท้ายเล่ม ๖
ทบทวนวิธีระงับอาปัตตาธิกรณ์ด้วยติณวัตถารกะอีกครั้งพร้อมกรรมวาจาเต็มรูปแบบ และปิดท้ายด้วยกิจจาธิกรณ์ซึ่งระงับด้วยสัมมุขาวินัยเพียงอย่างเดียว จบหมวดอธิกรณวูปสมนสมถะและจบเล่ม ๖
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐