Long Discourses: The Section on Ethics

MCU තායි සංස්කරණය · Sutta Piṭaka · කාණ්ඩ අංකය 9 · 247 පිටු

මුළු කාණ්ඩයේම අන්තර්ගතයෙන් AI මගින් සකස් කළ සාරාංශය (මාතෘකා 31) — මාතෘකාවක් ආරම්භ වන පිටුවට යාමට ක්ලික් කරන්න.

  1. පිටුව 1–3 เปิดเรื่อง: สุปปิยปริพาชกติเตียน พรหมทัตต์สรรเสริญ พระพุทธเจ้าเสด็จทางไกลพร้อมภิกษุ ๕๐๐ รูประหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา สุปปิยปริพาชกติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตลอดทาง ขณะที่พรหมทัตมาณพศิษย์ของเขากลับสรรเสริญ ภิกษุทั้งหลายสนทนาเรื่องนี้ยามใกล้รุ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จมาฟังแล้วตรัสสอนว่าไม่ควรโกรธเคืองเมื่อถูกติเตียน ไม่ควรยินดีเมื่อถูกยกย่อง แต่ควรชี้แจงตามความเป็นจริง
  2. පිටුව 3–5 จูฬศีล (ศีลเล็กน้อย) พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งที่ปุถุชนใช้สรรเสริญพระองค์เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยระดับศีล คือการละเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน อพรหมจรรย์ มุสาวาท วาจาส่อเสียด วาจาหยาบ เพ้อเจ้อ และการเว้นจากอบายมุขพื้นฐาน เช่น รับทองเงิน ฟ้อนรำขับร้อง ที่นอนสูงใหญ่
  3. පිටුව 5–8 มัชฌิมศีล (ศีลปานกลาง) ทรงแสดงศีลระดับกลางที่พระองค์ทรงเว้นขาด ต่างจากสมณพราหมณ์บางพวกที่ยังพรากพืชคามภูตคาม สะสมของกินของใช้ ดูการละเล่นต่าง ๆ เล่นการพนัน ใช้ที่นอนสูงใหญ่หรูหรา ประดับตกแต่งร่างกาย พูดเดรัจฉานกถา พูดทุ่มเถียงแก่งแย่ง ทำหน้าที่เป็นสื่อ และพูดหลอกลวงเลียบเคียง
  4. පිටුව 8–10 มหาศีล (ศีลอย่างใหญ่) ทรงแสดงศีลระดับสูงสุดคือการเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพผิดทางด้วยเดรัจฉานวิชา เช่น ทำนายลักษณะและโชคชะตา พิธีบูชาไฟ ดูฤกษ์ยาตราทัพ พยากรณ์จันทรคราสสุริยคราส ให้ฤกษ์มงคลแต่งงาน ร่ายมนตร์ขับผี และการรักษาโรคแบบไสยศาสตร์ต่าง ๆ
  5. පිටුව 11–30 ปุพพันตกัปปิกวาทะ ๑๘ (ทิฏฐิว่าด้วยขันธ์ส่วนอดีต) พระพุทธเจ้าทรงแสดงมูลเหตุ ๑๘ ประการที่สมณพราหมณ์อาศัยยึดถือทิฏฐิเกี่ยวกับอดีต ได้แก่ สัสสตวาทะ ๔ (เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง จากการระลึกชาติหรือคาดคะเนได้), เอกัจจสัสสตวาทะ ๔ (บางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง อ้างพรหมผู้สร้างและเทวดาขิฑฑาปโทสิกะ มโนปโทสิกะ), อันตานันติกวาทะ ๔ (โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด), อมราวิกเขปวาทะ ๔ (หลบเลี่ยงตอบไม่แน่นอนเพราะกลัวพูดเท็จหรือถูกซักไซ้), และอธิจจสมุปปันนวาทะ ๒ (อัตตาและโลกเกิดขึ้นเองไม่มีเหตุปัจจัย)
  6. පිටුව 30–39 อปรันตกัปปิกวาทะ ๔๔ (ทิฏฐิว่าด้วยขันธ์ส่วนอนาคต) ทรงแสดงมูลเหตุ ๔๔ ประการของทิฏฐิเกี่ยวกับอนาคต ได้แก่ สัญญีวาทะ ๑๖ (อัตตาหลังตายมีสัญญา ด้วยลักษณะต่าง ๆ เช่น มีรูปหรือไม่มีรูป มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด), อสัญญีวาทะ ๘ (ไม่มีสัญญา), เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ (มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่), อุจเฉทวาทะ ๗ (อัตตาขาดสูญหลังตาย ไล่ระดับตั้งแต่กายเนื้อจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ), และทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕ (นิพพานมีในปัจจุบัน คือการเสวยกามคุณหรือการบรรลุฌานทั้งสี่)
  7. පිටුව 39–47 สรุปทิฏฐิ ๖๒: ความแส่หา ผัสสะเป็นเหตุ อุปมาข่ายและผลมะม่วง (จบพรหมชาลสูตร) พระพุทธเจ้าสรุปว่าทิฏฐิทั้ง ๖๒ ล้วนเป็นความแส่หาดิ้นรนของผู้มีตัณหาไม่รู้ไม่เห็นจริง เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย หากเว้นจากผัสสะย่อมรู้สึกไม่ได้ ตรัสอุปมาชาวประมงทอดแหครอบสัตว์ในหนองน้ำเล็ก ๆ เปรียบทิฏฐิ ๖๒ เป็นข่ายครอบงำสมณพราหมณ์ทั้งปวง และอุปมากายตถาคตที่สิ้นตัณหาดุจพวงมะม่วงที่ถูกตัดขั้ว จบด้วยพระอานนท์ทูลถามชื่อธรรมบรรยาย ได้ชื่อว่าพรหมชาละ (ข่ายอันประเสริฐ) และแผ่นดินไหวหวั่นไหว
  8. පිටුව 48–52 สามัญญผลสูตร (เริ่มเรื่อง): พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จเข้าเฝ้าพร้อมหมอชีวก คืนวันเพ็ญเดือน ๔ พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเปล่งอุทานปรารถนาเข้าเฝ้าสมณะ ราชอำมาตย์เสนอครูทั้ง ๖ ทีละคน แต่ท้าวเธอทรงนิ่งทุกครั้ง จนหมอชีวกโกมารภัจจ์เสนอพระพุทธเจ้า จึงเสด็จโดยขบวนช้างพร้อมสตรี ๕๐๐ คนไปยังสวนมะม่วงของหมอชีวก ทรงหวาดระแวงเพราะความเงียบสงบผิดปกติของสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป เมื่อเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบันเปรียบเทียบกับผลของอาชีพทั่วไป
  9. පිටුව 53–60 คำตอบของครูทั้ง ๖ ที่อชาตศัตรูทรงเล่าย้อนหลัง พระเจ้าอชาตศัตรูกราบทูลคำตอบของครูทั้ง ๖ ที่เคยทรงถามมาก่อน คือ ปูรณกัสสปะ(อกิริยวาทะ — แม้ฆ่าล้างสรรพสัตว์ก็ไม่มีบาป) มักขลิโคศาล(นัตถิกวาทะ) อชิตเกสกัมพล(อุจเฉทวาทะ) ปกุธกัจจายนะ(สภาวะ ๗ กอง) นิครนถนาฏบุตร(สังวร ๔) และสัญชัยเวลัฏฐบุตร(อมราวิกเขปวาทะ) ซึ่งทุกคนตอบไม่ตรงคำถาม เปรียบเหมือนถามเรื่องมะม่วงกลับตอบเรื่องขนุนสำปะลอ ทำให้ท้าวเธอไม่พอใจแต่เสด็จกลับโดยไม่แสดงออก
  10. පිටුව 60–64 ผลแห่งความเป็นสมณะข้อที่ ๑-๒ และเริ่มธรรมชั้นสูง พระพุทธเจ้าทรงแสดงผลแห่งความเป็นสมณะข้อที่ ๑ (ทาสกรรมกรบวชแล้วพระราชาเองยังต้องกราบไหว้) และข้อที่ ๒ (ชาวนาคหบดีบวชแล้วก็เช่นกัน) แล้วเริ่มแสดงผลที่ประณีตกว่าโดยกล่าวถึงการอุบัติของตถาคตและการออกบวชของกุลบุตร
  11. පිටුව 64–72 จูฬศีล มัชฌิมศีล มหาศีล (สามัญญผลสูตร) แสดงศีลภิกษุ ๓ ระดับซ้ำรูปแบบเดียวกับพรหมชาลสูตร คือ จูฬศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล
  12. පිටුව 72–75 อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะ สันโดษ นิวรณ์ ๕ แสดงการสำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ ความสันโดษของภิกษุ และการละนิวรณ์ ๕ พร้อมอุปมาด้วยคนปลดหนี้ หายป่วย พ้นเรือนจำ พ้นความเป็นทาส และพ้นทางกันดาร
  13. පිටුව 75–78 ฌาน ๔ แสดงปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน พร้อมอุปมาประจำแต่ละฌาน เช่น ผงถูตัวชุ่มน้ำ ห้วงน้ำมีตาน้ำผุด ดอกบัวจมอยู่ใต้น้ำ และคนคลุมผ้าขาวทั้งตัว
  14. පිටුව 78–84 วิชชา ๘ ประการ แสดงวิชชา ๘ คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี ทิพพโสตธาตุญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ(จุตูปปาตญาณ) และอาสวักขยญาณ พร้อมอุปมาประกอบทุกข้อ เช่น แก้วไพฑูรย์แปดเหลี่ยม ชักไส้จากหญ้าปล้อง ช่างหม้อปั้นภาชนะ สระน้ำใสเห็นฝูงปลา
  15. පිටුව 85–86 อชาตศัตรูสารภาพบาปและถึงสรณะ (จบสามัญญผลสูตร) พระเจ้าอชาตศัตรูทรงประกาศตนเป็นอุบาสก สารภาพว่าปลงพระชนม์พระราชบิดา พระพุทธเจ้าตรัสรับทราบความผิด หลังท้าวเธอเสด็จกลับ พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าไม่ปลงพระชนม์บิดาจะได้ดวงตาเห็นธรรม จบสามัญญผลสูตร
  16. පිටුව 87–92 อัมพัฏฐสูตร: อัมพัฏฐมาณพดูหมิ่นศากยวงศ์ เริ่มอัมพัฏฐสูตร พราหมณ์โปกขรสาติส่งศิษย์อัมพัฏฐมาณพไปสอบพระพุทธเจ้า อัมพัฏฐมาณพแสดงกิริยาไม่เหมาะสม (เดินคุยขณะพระพุทธเจ้าประทับนั่ง) และกล่าวดูหมิ่นศากยวงศ์ว่าเป็นคนรับใช้ถึง ๓ ครั้ง
  17. පිටුව 92–96 กำเนิดศากยวงศ์และกัณหายนโคตร พระพุทธเจ้าตรัสเล่าตำนานพระเจ้าโอกกากราชเนรเทศพระโอรส ๔ พระองค์ผู้เป็นต้นวงศ์ศากยะ และเรื่องนางทาสีทิสาให้กำเนิดกัณหะผู้เป็นต้นโคตรกัณหายนะ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของอัมพัฏฐมาณพเอง ทำให้พวกมาณพโห่ฮาอัมพัฏฐะ
  18. පිටුව 96–99 ความเป็นกษัตริย์ประเสริฐที่สุด (จบภาณวารที่ ๑) พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีถาม-ตอบเปรียบเทียบว่ากษัตริย์ประเสริฐกว่าพราหมณ์ในทุกกรณี แล้วอ้างคาถาของสนังกุมารพรหมว่ากษัตริย์ประเสริฐที่สุดในหมู่ถือตระกูล ส่วนผู้ถึงพร้อมวิชชาจรณะประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ จบภาณวารที่ ๑
  19. පිටුව 100–103 วิชชาและจรณะ และทางเสื่อม ๔ ประการ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายวิชชาและจรณะโดยอ้างเนื้อความเต็มจากสามัญญผลสูตร แล้วแสดงทางเสื่อม ๔ ประการของวิชชาจรณสมบัติ (ดาบสกินผลไม้หล่น กินหัวเผือกมัน บูชาไฟ ตั้งศาลาสี่ทิศรับแขก) แล้วซักถามอัมพัฏฐะว่าตนกับอาจารย์เป็นเช่นนั้นหรือไม่
  20. පිටුව 103–105 อัมพัฏฐะกับอาจารย์ไม่ใช่ฤๅษีเหมือนบูรพาจารย์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบอัมพัฏฐะกับอาจารย์ว่าไม่ใช่ฤๅษีและไม่ปฏิบัติตนเยี่ยงฤๅษีบูรพาจารย์ ๑๐ ตนผู้แต่งมนตร์พระเวท เพราะฤๅษีเหล่านั้นไม่เสพกามคุณ ไม่ใช้รถม้าหรูหรา ไม่มีทหารคุ้มกันเหมือนที่อัมพัฏฐะกับอาจารย์เป็นอยู่ในปัจจุบัน
  21. පිටුව 106–110 อัมพัฏฐสูตร (ช่วงท้าย): ทางเสื่อม ๔, ฤๅษีบูรพาจารย์, มหาปุริสลักษณะ, พราหมณ์โปกขรสาติเป็นอุบาสก พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้อัมพัฏฐมาณพเห็นว่าตนกับอาจารย์ยังเสื่อมและด้อยกว่าฤๅษีบูรพาจารย์ผู้แต่งมนตร์ แล้วทรงแสดงมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการให้ประจักษ์ อัมพัฏฐมาณพกลับไปรายงานพราหมณ์โปกขรสาติผู้โกรธจนเตะเขาล้มกลิ้ง จากนั้นพราหมณ์โปกขรสาติไปเข้าเฝ้าเอง สดับธรรมจนบรรลุโสดาบันและประกาศตนเป็นอุบาสก จบอัมพัฏฐสูตร
  22. පිටුව 111–124 ๔. โสณทัณฑสูตร ว่าด้วยพราหมณ์โสณทัณฑะแห่งกรุงจัมปา พระผู้มีพระภาคเสด็จถึงกรุงจัมปา พราหมณ์โสณทัณฑะแม้ถูกพราหมณ์อื่นทัดทานก็ตัดสินใจไปเข้าเฝ้าเอง พระพุทธเจ้าตรัสถามองค์คุณความเป็นพราหมณ์ โสณทัณฑะแสดงคุณสมบัติ ๕ อย่างแล้วค่อยๆ ตัดออกจนเหลือเพียงศีลกับปัญญา โดยยกหลานชายอังคกมาณพผู้มีชาติตระกูล ผิวพรรณ มนตร์ดี แต่ทุศีลเป็นตัวอย่าง สุดท้ายเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก จบโสณทัณฑสูตร
  23. පිටුව 125–150 ๕. กูฏทันตสูตร ว่าด้วยพราหมณ์กูฏทันตะ ขณะพราหมณ์กูฏทันตะเตรียมมหายัญฆ่าสัตว์จำนวนมาก เขาไปทูลถามยัญสมบัติ ๓ ประการมีองค์ประกอบ ๑๖ พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องพระเจ้ามหาวิชิตราชผู้บูชามหายัญโดยไม่ฆ่าสัตว์ อาศัยพราหมณ์ปุโรหิตแนะนำพัฒนาเศรษฐกิจแทนปราบโจรด้วยอาญา แล้วทรงแสดงลำดับยัญที่ประเสริฐยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากนิตยทาน วิหารทาน สรณคมน์ ศีล จนถึงฌานและอรหัตตผลซึ่งเป็นยัญเลิศที่สุด กูฏทันตะเลื่อมใสปล่อยสัตว์ บรรลุโสดาปัตติผล และประกาศตนเป็นอุบาสก จบกูฏทันตสูตร
  24. පිටුව 151–158 ๖. มหาลิสูตร ว่าด้วยเจ้าลิจฉวีชื่อมหาลิ ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี เจ้าโอฏฐัทธลิจฉวี(มหาลิ)เข้าเฝ้าทูลถามเรื่องเจ้าสุนักขัตตะเคยเห็นรูปทิพย์แต่ไม่ได้ยินเสียงทิพย์ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายด้วยเรื่องสมาธิเฉพาะส่วน แล้วตรัสว่าจุดมุ่งหมายแท้จริงของพรหมจรรย์คืออริยผล ๔ ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ตอนท้ายทรงเล่าเรื่องปริพาชก ๒ รูปถามปัญหาชีวะกับสรีระ จบมหาลิสูตร
  25. පිටුව 159–160 ๗. ชาลิยสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อชาลิยะ ปริพาชกมัณฑิยะและชาลิยะทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรงด้วยคำถามเดียวกับที่เคยถามในมหาลิสูตรคือ ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันหรือคนละอย่างกัน พระองค์ทรงแสดงเนื้อหาศีล-ฌาน ๔ ซ้ำรูปแบบเดิม แล้วไม่ทรงตอบคำถามนั้นตรง ๆ
  26. පිටුව 161–174 ๘. มหาสีหนาทสูตร (กัสสปสีหนาทสูตร) อเจลกัสสปะทูลถามพระพุทธเจ้าถึงข้อกล่าวหาว่าทรงตำหนิตบะทุกชนิด พระองค์ทรงชี้ว่าตบะเปลือยกาย อดอาหาร นุ่งห่มประหลาดต่าง ๆ ไม่ใช่แก่นสารของสมณะ-พราหมณ์ ที่แท้ต้องถึงพร้อมด้วยศีล จิต (ฌาน) และปัญญา จึงทรงบันลือสีหนาทว่าไม่มีผู้ใดยิ่งกว่าพระองค์ในเรื่องศีล ตบะ ปัญญา วิมุตติ สุดท้ายอเจลกัสสปะขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
  27. පිටුව 175–196 ๙. โปฏฐปาทสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อโปฏฐปาทะ โปฏฐปาทปริพาชกทูลถามเรื่องอภิสัญญานิโรธ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าสัญญาเกิดดับได้ตามลำดับการฝึกฝนผ่านฌาน ๔ และอรูปฌานจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ทรงอธิบายเรื่องอัตตา ๓ ระดับ และทรงปฏิเสธไม่ตอบปัญหาอภิปรัชญาสิบประการเพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อการดับทุกข์ ท้ายสูตรจิตตะ หัตถิสารีบุตร ทูลถามเรื่องอัตตภาพ ๓ แล้วขอบวชและบรรลุอรหัตตผล ส่วนโปฏฐปาทะแสดงตนเป็นอุบาสก
  28. පිටුව 197–212 ๑๐. สุภสูตร ว่าด้วยสุภมาณพ หลังพุทธปรินิพพาน สุภมาณพโตเทยยบุตรส่งคนนิมนต์พระอานนท์มาสนทนา แล้วทูลถามถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคือขันธ์ ๓ (ศีล สมาธิ ปัญญา) พระอานนท์อธิบายอริยสีลขันธ์ อริยสมาธิขันธ์ (อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะ สันโดษ ละนิวรณ์ ๕ ฌาน ๔) และอริยปัญญาขันธ์คือวิชชา ๘ ประการโดยละเอียดพร้อมอุปมาไพเราะหลายเรื่อง จบด้วยสุภมาณพประกาศตนเป็นอุบาสก
  29. පිටුව 213–220 ๑๑. เกวัฏฏสูตร บุตรคหบดีชื่อเกวัฏฏะทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญชาภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อจูงใจชาวเมืองนาลันทา พระองค์ตรัสปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง (อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์) ทรงแสดงโทษของสองอย่างแรกว่าอาจถูกครหาว่าเป็นเพียงวิชาอาคม แล้วตรัสเล่านิทานภิกษุผู้เที่ยวเสาะหาที่ดับสนิทของมหาภูตรูป ๔ ไปจนถึงพรหมโลกแต่ไม่ได้คำตอบ ต้องกลับมาทูลถามพระพุทธเจ้าซึ่งทรงแก้ปัญหาด้วยคาถาว่านามรูปดับสนิทในวิญญาณที่มองไม่เห็น จบสูตร
  30. පිටුව 221–229 ๑๒. โลหิจจสูตร โลหิจจพราหมณ์มีทิฏฐิชั่วร้ายว่าผู้บรรลุกุศลธรรมแล้วไม่ควรสอนผู้อื่น พระพุทธเจ้าทรงใช้อุปมาการปกครองบ้านเมืองและแคว้นหักล้างทิฏฐินี้ว่าเป็นความเห็นผิดที่นำไปสู่นรกหรือกำเนิดเดรัจฉาน แล้วทรงแสดงศาสดา ๓ จำพวกที่สมควรถูกทักท้วง และศาสดาที่ไม่สมควรถูกทักท้วง(คือตถาคต) จบลงด้วยโลหิจจพราหมณ์ประกาศตนเป็นอุบาสก
  31. පිටුව 230–247 ๑๓. เตวิชชสูตร (จบสีลขันธวรรค) วาเสฏฐมาณพและภารัทวาชมาณพทูลถามทางไปสู่ความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหม พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าพราหมณ์ผู้ได้ไตรเพทไม่มีใครเคยเห็นพรหมจริงเลยแม้แต่คนเดียว จึงทรงเปรียบเทียบด้วยอุปมาชายหลงรักหญิงที่ไม่เคยเห็น คนสร้างบันไดไม่รู้จักปราสาท และการข้ามแม่น้ำอจิรวดี ทรงแสดงจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล อินทรียสังวร นิวรณ์ ๕ แล้วทรงสอนพรหมวิหาร ๔ ว่าเป็นทางแท้จริงไปสู่พรหมโลก จบด้วยมาณพทั้งสองประกาศตนเป็นอุบาสก และจบเตวิชชสูตร จบสีลขันธวรรคทั้งเล่ม