ปริวาร
ฉบับหลวง · เล่ม ๘ · หน้า ๓ · ข้อ 2
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ต. เกิดด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือ เกิดแต่กายกับจิต มิใช่วาจา.

ถ. บรรดาอธิกรณ์ ๔ เป็นอธิกรณ์อะไร?

ต. เป็นอาปัตตาธิกรณ์.

ถ. บรรดาสมถะ ๗ ระงับด้วยสมถะเท่าไร?

ต. ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑.

ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นวินัย? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น

อะไรเป็นอภิวินัย?

ต. พระบัญญัติเป็นวินัย การจำแนกเป็นอภิวินัย.

ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์? ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น

อะไรเป็นอธิปาติโมกข์?

ต. พระบัญญัติเป็นปาติโมกข์ การจำแนกเป็นอธิปาติโมกข์

ถ. อะไรเป็นวิบัติ?

ต. ความไม่สังวรเป็นวิบัติ.

ถ. อะไรเป็นสมบัติ?

ต. ความสังวรเป็นสมบัติ.

ถ. อะไรเป็นข้อปฏิบัติ?

ต. ข้อที่ภิกษุสมาทานอาปาณโกฏิกศีลตลอดชีวิตว่า จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้ แล้ว

ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เป็นข้อปฏิบัติ.

ถ. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์

เท่าไร?

ต. พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรงอาศัยอำนาจประโยชน์

๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้ แก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อ ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุ เคราะห์พระวินัย ๑.

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๒๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้