มหากัจจายนเถราปทาน: ขยายคำย่อให้คนเข้าใจ
มหากจฺจายนตฺเถราปทานํอดีตชาติของพระมหากัจจายนะตามคัมภีร์อปทานสองแห่ง ดาบสผู้ได้ยินพระพุทธเจ้าทรงชมสาวกที่ขยายความคำสอนย่อได้พิสดาร …
กิเลสชหนกถา
กถาเปิดวรรคที่ ๑๙ ถามว่าคนละกิเลสที่เป็นอดีตหรือ อนาคตหรือ ปัจจุบันหรือ ฝ่ายเถรวาทชี้ว่าอดีตดับไปแล้ว อนาคตยังไม่เกิด และขณะที่กำลังโกรธก็ละความโกรธด้วยความโกรธไม่ได้ แต่ก็ยอมรับว่าผู้ละกิเลสได้มีอยู่จริง จึงชวนคิดว่าการละกิเลสหมายถึงอะไรกันแน่
ในกิเลสชหนกถา กถาวัตถุ พระไตรปิฎกเล่ม ๓๗ วรรคที่ ๑๙ ฝ่ายปรวาทีรับว่าบุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต ฝ่ายสกวาทีถามว่า ถ้าอย่างนั้นก็ทำสิ่งที่ดับแล้วให้ดับ ทำสิ่งที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไปหรือ และอดีตดับไปแล้ว ไม่มีอยู่แล้วมิใช่หรือ จากนั้นถามเรื่องกิเลสที่เป็นอนาคตว่า ทำสิ่งที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดหรือ ในเมื่ออนาคตยังไม่เกิดและยังไม่มี
เมื่อถามเรื่องกิเลสที่เป็นปัจจุบัน ฝ่ายสกวาทีถามว่า คนที่กำลังกำหนัดละราคะ คนที่กำลังขัดเคืองละโทสะหรือ หรือละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะหรือ และถ้าราคะกับมรรคเกิดในจิตเดียวกัน ก็เป็นการประชุมแห่งจิตสองดวง กุศลกับอกุศลมาพบกัน ขัดกับพระสูตรเรื่องสี่อย่างที่ไกลกันนัก
ท้ายกถา ฝ่ายปรวาทีถามว่า ถ้าไม่ได้ละทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน คนที่ละกิเลสได้ก็ไม่มีหรือ ฝ่ายสกวาทีตอบว่ากล่าวอย่างนั้นไม่ได้ ตัวคัมภีร์ไม่ได้อธิบายต่อ ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถามีคำอธิบายว่า สิ่งที่มรรคละคือกิเลสที่ยังมีเหตุพร้อมจะเกิดขึ้นได้ เหมือนต้นไม้ที่ถูกทำลายความสามารถออกผล ผลที่ยังไม่ออกจึงไม่ออกอีก
ฝ่ายปรวาทีรับว่าบุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต ฝ่ายสกวาทีถามว่าอดีตดับไปแล้ว และไม่มีอยู่แล้วมิใช่หรือ ถ้าอดีตดับไปแล้วและไม่มีอยู่ ก็ไม่ควรกล่าวว่าบุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต
ความผิดพลาดเมื่อวานไม่ต้องถูกลบ มันผ่านไปแล้ว สิ่งที่ทำได้คือเรียนรู้จากมัน และดูแลเหตุที่ยังอยู่ในวันนี้
ฝ่ายสกวาทีถามต่อว่า ถ้าละกิเลสอดีตได้ ก็ทำสิ่งที่ดับแล้วให้ดับ ทำสิ่งที่ปราศไปแล้วให้ปราศไป ทำสิ่งที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ทำสิ่งที่อัสดงคตแล้วให้อัสดงคตหรือ ฝ่ายปรวาทีตอบรับไม่ได้
สังเกตนิสัยการย้อนคิดเรื่องเก่าที่จบไปแล้ว การคิดซ้ำไม่ได้ทำให้มันจบมากขึ้น แต่ทำให้ใจตอนนี้ไม่ได้พัก
ฝ่ายสกวาทีถามว่า ถ้าละกิเลสที่เป็นอนาคต ก็ทำสิ่งที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด ทำสิ่งที่ยังไม่ปรากฏไม่ให้ปรากฏหรือ และธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่มีอยู่มิใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ควรกล่าวว่าบุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต
เลิกต่อสู้กับความโกรธที่ยังไม่เกิด เช่น เครียดล่วงหน้าก่อนเจอคนที่ไม่ชอบ ใช้แรงนั้นดูแลใจในขณะนี้ให้มั่นคงดีกว่า
ฝ่ายสกวาทีถามเรื่องกิเลสที่เป็นปัจจุบันว่า คนที่กำลังกำหนัดละราคะ คนที่กำลังถูกโทสะครอบงำละโทสะ คนที่กำลังหลงละโมหะ คนที่กำลังเศร้าหมองละกิเลสหรือ ฝ่ายปรวาทีตอบรับไม่ได้
ขณะที่ความโกรธกำลังแรง อย่าตัดสินใจเรื่องสำคัญหรือพยายามบังคับตัวเองให้หายโกรธทันที ให้หยุดพักก่อน แล้วค่อยดูใจเมื่อความโกรธคลายลง
ฝ่ายสกวาทีถามว่า ละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะด้วยโมหะ ละกิเลสด้วยกิเลสหรือ และถ้าราคะกับมรรคเกิดในจิตเดียวกัน ก็เป็นการที่ธรรมกุศลกับอกุศล ธรรมดำกับธรรมขาวมาพบกัน ซึ่งขัดกับพระสูตรที่ว่าธรรมของสัตบุรุษไกลจากอสัตบุรุษเหมือนฟ้ากับแผ่นดิน
การโกรธตัวเองที่โกรธ หรือเกลียดตัวเองที่อิจฉา เป็นการเพิ่มกิเลสอีกชั้น แทนที่จะทำอย่างนั้น ให้รู้เฉย ๆ ว่ากำลังโกรธ แล้วดูว่ามันเกิดจากอะไร
ท้ายกถา ฝ่ายปรวาทีถามว่า ถ้าไม่ควรกล่าวว่าละกิเลสที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน คนที่ละกิเลสได้ก็ไม่มีหรือ ฝ่ายสกวาทีตอบว่ากล่าวอย่างนั้นไม่ได้ ฝ่ายปรวาทีจึงสรุปว่า ถ้าอย่างนั้นบุคคลก็ละกิเลสทั้งสามกาล ตัวคัมภีร์หยุดไว้ที่ข้ออ้างนี้ ส่วนคำอธิบายเรื่องกิเลสที่มีเหตุพร้อมจะเกิดมาจากคัมภีร์ชั้นอรรถกถา ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
การละกิเลสจึงคล้ายการดูแลรากมากกว่าการตัดใบ ถ้าสังเกตว่าเรื่องแบบเดิมเคยทำให้เราโกรธมาก แต่วันนี้โกรธน้อยลงหรือไม่โกรธ นั่นคือหลักฐานว่าการฝึกกำลังได้ผล
กถานี้ช่วยคนที่พยายามลบความโกรธในอดีตออกจากชีวิต ความโกรธเมื่อปีก่อนดับไปแล้ว การนั่งทบทวนมันซ้ำ ๆ ด้วยความเกลียดตัวเองไม่ได้ละอะไร มีแต่สร้างความขุ่นใจใหม่ในวันนี้ ส่วนความโกรธในอนาคตก็ยังไม่เกิด การกังวลล่วงหน้าว่า "พรุ่งนี้ฉันจะต้องโกรธอีกแน่" ก็ไม่ได้ช่วยเช่นกัน
การใช้ความโกรธไล่ความโกรธ เช่น โกรธตัวเองที่โกรธ ก็เป็นการละโทสะด้วยโทสะแบบหนึ่ง สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการเจริญสติและปัญญาจนเห็นเหตุของความโกรธชัด เหตุนั้นจะค่อย ๆ อ่อนกำลังลง
ถ้ารู้สึกผิดกับเรื่องในอดีตจนนอนไม่หลับหรือทำงานไม่ได้เป็นเวลานาน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การดูแลใจเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
อดีตชาติของพระมหากัจจายนะตามคัมภีร์อปทานสองแห่ง ดาบสผู้ได้ยินพระพุทธเจ้าทรงชมสาวกที่ขยายความคำสอนย่อได้พิสดาร …
พระอานนท์ทูลถามว่ามีกลิ่นหอมที่ฟุ้งทวนลมได้ไหม พระพุทธเจ้าตรัสว่ามี คือกลิ่นของคนที่ถึงสรณะ มีศีล และใจไม่ตระห…
ภิกษุณีถุลลนันทาริษยาพระภัททากาปิลานีที่คนนิยมมากกว่า จึงแกล้งส่งเสียงรบกวนต่อหน้า ให้ห้องพักแล้วโกรธจนฉุดออก …
พระสารีบุตรจัดธรรมเป็นหมวดทีละหนึ่ง สอง สาม แต่ละหมวดมีสิบหน้าที่ เช่น ธรรมที่มีอุปการะมาก ธรรมที่ควรเจริญ ควร…