บารมี ๑๐: ธรรมเครื่องบ่มโพธิญาณ
ทส ปารมีทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ธรรม ๑๐ ข้อที่สุเมธดาบสค้นพบ พร้อมอุปมาประจำแต…
ขีโรทกีภูตา อญฺญมญฺญํ ปิยจกฺขูหิ สมฺปสฺสนฺตา
สามพระสูตรในกุสินารวรรคชี้ไปที่ความคิดในใจ ที่ที่ภิกษุทะเลาะกันคือที่ที่ความคิดในกาม พยาบาท และเบียดเบียนมีมาก ภิกษุที่ใจลอยถูกเปรียบว่าแมลงวันคือความคิดอกุศลย่อมไต่ตอม และพระอนุรุทธะบรรลุธรรมได้เมื่อพระสารีบุตรชี้ว่าความคิดเรื่องความสำเร็จของตนคือมานะ อุทธัจจะ และกุกกุจจะ
ในภัณฑนสูตร กุสินารวรรค ติกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในทิศใดที่ภิกษุบาดหมาง ทะเลาะวิวาท ทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก ทิศนั้นแม้เพียงนึกถึงก็ไม่ผาสุกแก่พระองค์ จะกล่าวไปใยถึงการไป ทรงสันนิษฐานได้ว่าภิกษุเหล่านั้นละความตรึกในเนกขัมมะ ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน แล้วทำให้มากซึ่งความตรึกในกาม พยาบาท และเบียดเบียน ส่วนทิศที่ภิกษุสามัคคีกันเหมือนน้ำนมกับน้ำ มองกันด้วยสายตาที่เป็นที่รัก เป็นตรงกันข้าม
ในกฏุวิยสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตในเมืองพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นภิกษุรูปหนึ่งที่ไม่มีความยินดีในภายใน มีความยินดีแต่ภายนอก หลงลืมสติ ใจกวัดแกว่ง ไม่สำรวมอินทรีย์ จึงตรัสเตือนว่าอย่าทำตนให้เป็นเช่นนั้น แมลงวันจะไม่ตอมตนที่ชุ่มด้วยกลิ่นดิบนั้น เป็นไปไม่ได้ ภิกษุนั้นเกิดความสังเวช ภายหลังทรงอธิบายแก่ภิกษุทั้งหลายว่า กฏุวิยะ (ฉบับแปลไทยใช้คำว่า มักใหญ่ใฝ่สูง) คืออภิชฌา กลิ่นดิบคือพยาบาท แมลงวันคือวิตกที่เป็นบาปอกุศล
ในอนุรุทธสูตรที่ ๒ พระอนุรุทธะเล่าแก่พระสารีบุตรว่า ท่านเห็นพันโลกด้วยทิพยจักษุ มีความเพียร สติ กายสงบ จิตตั้งมั่น แต่จิตยังไม่พ้นจากอาสวะ พระสารีบุตรชี้ว่า ความคิดข้อแรกเป็นมานะ ข้อที่สองเป็นอุทธัจจะ ข้อที่สามเป็นกุกกุจจะ ให้ละทั้งสามแล้วน้อมจิตไปในอมตธาตุ ต่อมาไม่นานพระอนุรุทธะได้เป็นพระอรหันต์
ในทิศใดที่ภิกษุบาดหมาง ทะเลาะวิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปาก ทิศนั้นแม้เพียงคิดในใจก็ไม่ผาสุกแก่พระพุทธเจ้า จะกล่าวไปใยถึงการไป
สังเกตว่าคำพูดประชดหรือกระแนะกระแหนในกลุ่มแชตทำให้คนไม่อยากเข้ามาอีก ลองเป็นคนแรกที่หยุดใช้คำพูดแบบนั้น
ทรงสันนิษฐานว่าภิกษุที่ทะเลาะกันได้ละความตรึกในเนกขัมมะ ความตรึกที่ไม่พยาบาท และความตรึกที่ไม่เบียดเบียน แล้วทำให้มากซึ่งความตรึกในกาม ความตรึกในพยาบาท และความตรึกในการเบียดเบียน
ก่อนเข้าประชุมที่มีเรื่องขัดแย้ง ถามตัวเองว่า ตอนนี้เราอยากได้อะไร ขุ่นเคืองใคร หรืออยากให้ใครเจ็บบ้างหรือเปล่า
ในทิศใดที่ภิกษุสามัคคีกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ มองกันด้วยสายตาที่เป็นที่รัก ทิศนั้นแม้จะไปก็ผาสุกแก่พระพุทธเจ้า จะกล่าวไปใยถึงการคิดถึง
มองเพื่อนร่วมงานด้วยสายตาที่เป็นมิตรในวันที่ไม่มีเรื่องอะไร ความไว้ใจที่สะสมไว้จะช่วยได้มากในวันที่มีเรื่อง
ทรงสันนิษฐานว่าภิกษุที่สามัคคีกันได้ละความตรึกในกาม พยาบาท และเบียดเบียน แล้วทำให้มากซึ่งความตรึกในเนกขัมมะ ความตรึกที่ไม่พยาบาท และความตรึกที่ไม่เบียดเบียน
เมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดวนเรื่องจะเอาคืนใคร ให้เปลี่ยนไปคิดว่าเขาอาจกำลังลำบากเรื่องอะไรอยู่
พระพุทธเจ้าทรงเห็นภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในที่ชุมนุมใกล้สถานที่ขายโค ไม่มีความยินดีภายใน มีแต่ความยินดีภายนอก หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ใจกวัดแกว่ง จึงตรัสเตือนว่าอย่าทำตนอย่างนั้น แมลงวันจะไม่ไต่ตอมตนที่ชุ่มด้วยกลิ่นดิบ เป็นไปไม่ได้ ภิกษุนั้นเกิดความสังเวช
ในที่ที่มีสิ่งเร้ามาก เช่น ห้างหรือหน้าฟีดโซเชียล ให้ตั้งใจก่อนเข้าไปว่าจะไปทำอะไร แล้วกลับมาเมื่อทำเสร็จ
เมื่อภิกษุรูปหนึ่งทูลถาม ทรงอธิบายว่า กฏุวิยะคืออภิชฌา กลิ่นดิบคือพยาบาท แมลงวันคือวิตกที่เป็นบาปอกุศล คาถาท้ายพระสูตรกล่าวว่า ผู้ไม่คุ้มครองตาและหู ไม่สำรวมอินทรีย์ ความดำริที่อาศัยราคะย่อมไต่ตอม ส่วนผู้มีศีล ยินดีในความสงบด้วยปัญญา ย่อมนอนเป็นสุข แมลงวันไม่อาศัย
ถ้าความคิดร้าย ๆ ตามรบกวนไม่เลิก ลองดูว่ามีความอยากได้หรือความขุ่นเคืองอะไรค้างอยู่ เหมือนหากลิ่นที่ล่อแมลงวัน แล้วจัดการที่ต้นเหตุ
พระอนุรุทธะเล่าว่าเห็นพันโลกด้วยทิพยจักษุ มีความเพียรไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่น กายสงบ จิตตั้งมั่น แต่จิตยังไม่พ้นจากอาสวะ พระสารีบุตรชี้ว่า การคิดว่าเราเห็นพันโลกเป็นมานะ การคิดว่าเรามีความเพียร สติ กายสงบ จิตตั้งมั่น เป็นอุทธัจจะ และการคิดว่าทำไมจิตยังไม่พ้น เป็นกุกกุจจะ
เมื่อฝึกอะไรมานานแล้วเริ่มนับว่าตัวเองทำได้แค่ไหน และหงุดหงิดที่ยังไม่ถึงเป้า ให้รู้ว่าการนับและการหงุดหงิดนั้นเองกำลังขวางอยู่
พระสารีบุตรแนะให้ละธรรมสามอย่างนั้น ไม่ใส่ใจถึง แล้วน้อมจิตไปในอมตธาตุ ต่อมาพระอนุรุทธะทำตาม หลีกออกอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร ไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
เมื่อมีเพื่อนที่ไว้ใจชี้จุดบอดให้ อย่ารีบแก้ตัว ลองทำตามคำแนะนำอย่างจริงจังสักช่วงหนึ่งก่อนตัดสิน
สามเรื่องนี้พูดถึงสามสถานการณ์ที่ต่างกัน คือกลุ่มคนที่ทะเลาะกัน คนที่ใจลอยไปตามสิ่งรอบตัว และคนที่ตั้งใจปฏิบัติมากจนคิดวนเรื่องความก้าวหน้าของตัวเอง แต่ทั้งสามเรื่องชี้ไปที่เดียวกัน คือคุณภาพของความคิดที่เราปล่อยให้เกิดซ้ำ ๆ
ในทีมงานหรือครอบครัว บรรยากาศที่ "แม้นึกถึงก็ไม่อยากไป" ไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากความคิดอยากได้ ความขุ่นเคือง และความอยากเอาชนะที่สะสมในหลายคน
ส่วนเรื่องพระอนุรุทธะเตือนคนที่ตั้งใจทำดีว่า แม้ความคิดว่า "เราทำดีขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่ได้ผล" ก็เป็นเครื่องขวางได้เช่นกัน
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ธรรม ๑๐ ข้อที่สุเมธดาบสค้นพบ พร้อมอุปมาประจำแต…
สองกถาที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคำพูดกับสภาวะของใจ กถาแรกถามว่าผู้เข้าสมาบัติเปล่งวาจาได้หรือไม่ กถาที่สองถ…
ตอนจบของวิภังค์ที่ ๑๖ ไล่เรียงญาณ ๑๐ อย่างที่เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่รู้ว่าอะไรเป็นไปได้หรือไม่ได้ รู้ว…
ฟังธรรมแล้วได้อะไร ๕ อย่าง และผู้ที่จะแสดงธรรมให้คนอื่นฟังควรมีอะไร ๕ อย่าง — ทั้งฝั่งผู้ฟังและผู้พูดในหน้าเดี…