ภิกขุนีวิภังค์: ของสบายที่อนุญาตเมื่อจำเป็น แต่ไม่อนุญาตเมื่อแค่อยาก
ข้อปฏิบัติ

ภิกขุนีวิภังค์: ของสบายที่อนุญาตเมื่อจำเป็น แต่ไม่อนุญาตเมื่อแค่อยาก

ฉตฺตุปาหนวคฺโค

ร่มและรองเท้า ยานพาหนะ เครื่องประดับ น้ำอบน้ำหอม และการให้คนอื่นนวด — สิกขาบทชุดหนึ่งที่ห้ามไว้เมื่อไม่อาพาธ แล้วทรงผ่อนผันทันทีเมื่อมีผู้อาพาธจริง

๗ ข้อ

ภิกขุนีวิภังค์คือส่วนของพระวินัยปิฎกที่รวมสิกขาบทของภิกษุณี ฉัตตุปาหนวรรคเป็นวรรคท้าย ๆ ของหมวดปาจิตตีย์ ตั้งชื่อตามสิกขาบทแรกที่ว่าด้วยร่มและรองเท้า

วรรคนี้อ่านแล้วเห็นวิธีทำงานของพระวินัยชัดเจนมาก หลายสิกขาบททรงบัญญัติห้ามไว้ก่อนอย่างเด็ดขาด แล้วเมื่อมีภิกษุณีอาพาธจริง เช่น รูปหนึ่งเว้นร่มและรองเท้าแล้วไม่สบาย อีกรูปหนึ่งเดินด้วยเท้าไม่ไหว ก็ทรงอนุญาตแล้วยกสิกขาบทขึ้นแสดงใหม่โดยเติมคำว่า "มิใช่ผู้อาพาธ" เข้าไป ข้อห้ามจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าของเหล่านี้ชั่วร้าย แต่ตั้งอยู่บนคำถามว่าจำเป็นหรือไม่

บทเรียนสำหรับคนทั่วไปคือ ความเรียบง่ายที่ใช้ได้จริงไม่ใช่การปฏิเสธความสะดวกทุกอย่าง แต่คือการมีเกณฑ์ตัดสินที่ซื่อสัตย์ว่าอะไรคือความจำเป็น อะไรคือความอยาก และเกณฑ์นั้นต้องยืดหยุ่นพอที่จะดูแลคนที่กำลังลำบากจริง ๆ ได้ทันที

  1. ๑

    ร่มและรองเท้า: ห้ามก่อน แล้วผ่อนให้ผู้อาพาธ อคิลานา ฉตฺตุปาหนํ ธาเรยฺย

    เดิมทรงบัญญัติห้ามใช้ร่มและรองเท้า ต่อมามีภิกษุณีรูปหนึ่งอาพาธ เว้นร่มและรองเท้าแล้วไม่สบาย จึงทรงอนุญาตแก่ผู้อาพาธ แล้วยกสิกขาบทขึ้นแสดงใหม่ว่า ภิกษุณีใดมิใช่ผู้อาพาธ ใช้ร่มและรองเท้า เป็นปาจิตตีย์ ส่วนการใช้ร่มอย่างเดียวหรือรองเท้าอย่างเดียวเป็นทุกกฏ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาตั้งกฎกับตัวเอง ให้เขียนข้อยกเว้นไว้ตั้งแต่ต้นด้วย กฎที่ไม่มีทางออกสำหรับวันที่ป่วยมักจะพังทั้งกฎ

  2. ๒

    ยานพาหนะ กับนิยามของคำว่าเดินไม่ไหว อคิลานา ยาเนน ยาเยยฺย

    เมื่อภิกษุณีกลุ่มหนึ่งไปโดยยาน ทรงบัญญัติห้าม ต่อมามีภิกษุณีอาพาธเดินด้วยเท้าไม่ได้ จึงทรงอนุญาตยานแก่ผู้อาพาธ วิภังค์นิยามไว้ตรงไปตรงมาว่า ผู้มิใช่อาพาธคือผู้สามารถเดินไปได้ด้วยเท้า ผู้อาพาธคือผู้ไม่สามารถเดินไปได้ด้วยเท้า และนับยานไว้ว่า วอ รถ เกวียน คานหาม แคร่ เก้าอี้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าจะผ่อนกติกาให้ตัวเอง ให้นิยามเงื่อนไขเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่ความรู้สึกว่าวันนี้เหนื่อยเป็นพิเศษ

  3. ๓

    เครื่องประดับเอวที่เกิดจากการเลือกทางสะดวก สงฺฆาณึ ธาเรยฺย

    ภิกษุณีรูปหนึ่งเป็นผู้ไปมาประจำในบ้านหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านฝากเครื่องประดับเอวไปให้อีกคน นางคิดว่าถ้าใส่ในบาตรจะมีเสียงดัง จึงสวมไปเสียเลย พอด้ายขาด เครื่องประดับก็ตกเรี่ยรายกลางถนน คนเห็นแล้วติเตียน จึงทรงบัญญัติเป็นปาจิตตีย์ ส่วนการใช้ด้ายรัดเอวเพราะเหตุอาพาธ ไม่ต้องอาบัติ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ทางลัดที่ดูไม่เป็นไรมักมีต้นทุนซ่อนอยู่ เวลารับฝากของคนอื่น ให้ถือแบบที่อธิบายได้ ไม่ใช่แบบที่สะดวกที่สุด

  4. ๔

    เครื่องประดับทั้งชุด อิตฺถาลงฺกาโร นาม สีสุปโค

    อีกสิกขาบทหนึ่งห้ามใช้เครื่องประดับ ซึ่งวิภังค์ไล่ไว้ว่าได้แก่ เครื่องประดับศีรษะ เครื่องประดับศอ เครื่องประดับมือ เครื่องประดับเท้า และเครื่องประดับสะเอว ใช้แม้ครั้งเดียวก็เป็นปาจิตตีย์ ยกเว้นเมื่อมีเหตุอาพาธ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตว่าเราแต่งตัวเพื่อให้พร้อมทำงาน หรือเพื่อให้คนมองแล้วคิดกับเราแบบหนึ่ง คำตอบไม่ได้ผิดเสมอไป แต่ควรรู้ตัว

  5. ๕

    อาบน้ำด้วยของหอม กับของธรรมดาที่ยังใช้ได้ คนฺธวณฺณเกน นหาเยยฺย

    สองสิกขาบทต่อกันห้ามอาบน้ำด้วยเครื่องประทิ่นมีกลิ่นหอม และห้ามอาบน้ำด้วยแป้งงาที่อบกลิ่น ทั้งคู่เป็นปาจิตตีย์ ยกเว้นเมื่อมีเหตุอาพาธ และอนาปัตติวารของข้อหลังระบุชัดว่าอาบด้วยแป้งงาธรรมดาไม่ต้องอาบัติ สิ่งที่ห้ามจึงเป็นส่วนที่เติมเข้ามาเพื่อความหอม ไม่ใช่การทำความสะอาดตัว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    แยกให้ออกระหว่างของที่ทำหน้าที่พื้นฐาน กับส่วนพรีเมียมที่เติมเข้ามา ส่วนใหญ่เราจ่ายให้ส่วนหลังโดยไม่ทันคิด

  6. ๖

    ให้คนอื่นนวด: ปิดช่องเลี่ยงด้วยการเปลี่ยนตัวคน อุมฺมทฺทาเปยฺย วา ปริมทฺทาเปยฺย วา

    สิกขาบทเรื่องใช้ผู้อื่นให้นวดให้ฟั้นถูกแยกไว้ถึงสี่ข้อ ครอบคลุมการใช้ภิกษุณีด้วยกัน สิกขมานา สามเณรี และสตรีคฤหัสถ์ ทุกข้อเป็นปาจิตตีย์เท่ากัน และทุกข้อมีอนาปัตติวารเหมือนกันคือ เมื่ออาพาธหรือมีเหตุจำเป็น ไม่ต้องอาบัติ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าตั้งกติกากับตัวเองแล้วพบว่ากำลังหาทางเลี่ยงด้วยวิธีใหม่ ให้ถือว่านั่นคือสัญญาณว่าเรายังไม่ได้ตกลงกับตัวเองจริง

  7. ๗

    เกณฑ์เดียวที่วิ่งผ่านทุกข้อในวรรคนี้ อนาปตฺติ คิลานาย อาปทาสุ

    อนาปัตติวารของสิกขาบทเหล่านี้ลงท้ายเหมือนกันเกือบทุกข้อคือ เมื่ออาพาธ และเมื่อมีเหตุจำเป็นหรือมีอันตราย ไม่ต้องอาบัติ ส่วนสิกขาบทเรื่องร่มยังเพิ่มด้วยว่าใช้ร่มอยู่ในอารามหรือในอุปจารแห่งอาราม ไม่ต้องอาบัติ ของเหล่านี้จึงไม่ได้ถูกตัดสินที่ตัวของ แต่ตัดสินที่สถานการณ์และความจำเป็น ทั้งนี้เป็นข้อปฏิบัติของภิกษุณีโดยเฉพาะ ไม่ใช่ข้อห้ามสำหรับคฤหัสถ์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนกดสั่งของหรือจ่ายเพิ่มเพื่อความสบาย ให้ตอบตัวเองสั้น ๆ ว่าตอนนี้อยู่ฝั่งจำเป็นหรือฝั่งอยาก แล้วยอมรับคำตอบนั้น

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

หลายคนตั้งกฎกับตัวเองแบบเหมารวม เช่น จะไม่ซื้อของฟุ่มเฟือยอีกเลย จะไม่นั่งแท็กซี่อีก แล้วไม่นานก็เลิกเพราะกฎแข็งเกินกว่าชีวิตจริง วิธีของวรรคนี้ต่างออกไป คือตั้งเกณฑ์ไว้แน่นที่ฝั่งความอยาก แต่เปิดประตูไว้ที่ฝั่งความจำเป็น และนิยามความจำเป็นไว้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ผู้อาพาธคือผู้ที่เดินไปด้วยเท้าไม่ได้

อีกจุดที่น่าสังเกตคือ สิกขาบทเรื่องให้คนอื่นนวดถูกแยกออกเป็นหลายข้อ ครอบคลุมทั้งการใช้ภิกษุณีด้วยกัน สิกขมานา สามเณรี และสตรีคฤหัสถ์ เจตนาคือไม่ให้เลี่ยงด้วยการเปลี่ยนตัวคนทำ ในชีวิตประจำวันก็เหมือนกัน ถ้าเราตั้งกติกากับตัวเองแล้วหาช่องเลี่ยงด้วยการเปลี่ยนวิธี กติกานั้นก็ไม่ได้ทำงาน

สิกขาบทเหล่านี้เป็นข้อปฏิบัติของนักบวช คฤหัสถ์ไม่ได้ถูกห้ามใช้ร่ม รองเท้า รถ หรือของหอม สิ่งที่หยิบมาใช้ได้คือคำถามสั้น ๆ ก่อนหยิบของหรือกดสั่ง ว่าตอนนี้เราอยู่ฝั่งจำเป็นหรือฝั่งอยาก และเราตอบตัวเองตรงไหม

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เถรคาถาเรื่องธรรมชาติและความสงัด: โขดหิน ฝน และนกยูง

ปวิเวโก หิ ฌายินํ

คาถาของพระเถระเจ็ดรูปที่ใช้ธรรมชาติเป็นที่พักใจและเครื่องเตือนใจ ตั้งแต่โขดหินน้ำใส ต้นไม้บนยอดเขาที่ได้ฝนใหม่…

ปุคคลวรรค: ผู้เรียนรู้ ๔ แบบ และผู้แสดงธรรม ๔ แบบ

อุคฺฆฏิตญฺญู วิปจิตญฺญู เนยฺโย ปทปรโม

บุคคล ๔ จำพวกตามความสามารถในการเข้าใจธรรม ตั้งแต่ผู้เข้าใจเพียงยกหัวข้อ ผู้เข้าใจเมื่ออธิบายขยาย ผู้พอแนะนำได้…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้