นันทสูตร: เปลี่ยนแรงจูงใจจากต่ำไปสูง
ข้อปฏิบัติ

นันทสูตร: เปลี่ยนแรงจูงใจจากต่ำไปสูง

นนฺทสุตฺตํ

พระนันทะอยากสึกเพราะคิดถึงหญิงงามที่ขอให้รีบกลับ พระพุทธเจ้าทรงใช้อุบายที่ตรงกับใจของท่านจนท่านยอมประพฤติพรหมจรรย์ต่อ เมื่อถูกเพื่อนภิกษุล้อว่าเป็น "ลูกจ้าง" ท่านจึงหลีกไปเพียรอย่างจริงจังจนเป็นพระอรหันต์ และแรงจูงใจเดิมก็หมดไปเอง

๗ ข้อ

ในนันทสูตร อุทาน ขุททกนิกาย ท่านพระนันทะ พระภาดาของพระพุทธเจ้า โอรสของพระมาตุจฉา บอกภิกษุทั้งหลายว่าไม่ยินดีในพรหมจรรย์ จะลาสิกขา พระพุทธเจ้ารับสั่งให้หามาตรัสถาม ท่านทูลว่าตอนออกจากเรือน นางสากิยานีผู้งามที่สุดในชนบท ซึ่งหวีผมไว้ได้ครึ่งหนึ่ง มองมาแล้วพูดว่า "ขอให้รีบกลับมา" ท่านระลึกถึงคำนั้นจึงไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ต่อได้ พระสูตรไม่ได้บอกว่านางเป็นใคร อรรถกถาอธิบายว่าเป็นคู่หมั้นของท่าน และเหตุการณ์เกิดในวันที่ท่านจะอภิเษกสมรส

พระพุทธเจ้าทรงจับแขนท่านพระนันทะ พาไปปรากฏในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ให้เห็นนางอัปสรประมาณ ๕๐๐ แล้วตรัสถามว่าใครงามกว่ากัน ท่านทูลว่านางอัปสรงามกว่ามากจนเทียบกันไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะทรงรับรองให้ท่านได้นางอัปสรเหล่านั้น ท่านพระนันทะจึงยอมประพฤติพรหมจรรย์ต่อ

เมื่อภิกษุที่เป็นสหายรู้เรื่อง ก็เรียกท่านว่า "ลูกจ้าง" และ "ผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงไถ่ตัวมา" ท่านอึดอัดละอาย จึงหลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร ไม่นานก็เป็นพระอรหันต์ แล้วทูลขอปลดเปลื้องพระพุทธเจ้าจากคำรับรองนั้นเอง

  1. ๑

    ยอมรับตรง ๆ ว่าไม่ยินดี อนภิรโต พฺรหฺมจริยํ จรามิ

    ท่านพระนันทะบอกภิกษุทั้งหลายตรง ๆ ว่าไม่ยินดีในพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตำหนิทันที แต่รับสั่งให้หามาแล้วตรัสถามถึงเหตุ ท่านก็ทูลตามจริงว่าคิดถึงคำของนางสากิยานี

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อคนใกล้ตัวบอกว่าอยากเลิกสิ่งที่ทำอยู่ ให้ถามถึงเหตุผลจริงก่อน แทนที่จะรีบห้ามหรือรีบสนับสนุน

  2. ๒

    คำพูดเดียวที่ค้างอยู่ในใจ ตุวฏํ โข อยฺยปุตฺต อาคจฺเฉยฺยาสิ

    ตอนท่านออกจากเรือน นางสากิยานีผู้งามที่สุดในชนบท ซึ่งหวีผมไว้ได้ครึ่งหนึ่ง มองมาและพูดว่า "ข้าแต่พระลูกเจ้า ขอให้รีบกลับมา" คำพูดประโยคเดียวนี้ทำให้ท่านไม่อาจตั้งใจในพรหมจรรย์ได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตว่ามีภาพหรือคำพูดใดที่ยังดึงใจเราออกจากสิ่งที่ตั้งใจทำ การรู้ว่าอะไรกำลังดึงเราอยู่คือก้าวแรกของการไม่ถูกมันลากไป

  3. ๓

    อุบายที่เริ่มจากใจของผู้ฟัง อหํ เต ปาฏิโภโค

    พระพุทธเจ้าพาท่านไปดาวดึงส์ ให้เห็นนางอัปสร ท่านทูลว่าเมื่อเทียบกันแล้ว นางสากิยานีเหมือนนางลิงที่ถูกไฟไหม้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ยินดีเถิดนันทะ เราเป็นผู้รับรองเธอ" อุบายนี้ใช้ความปรารถนาที่ท่านมีอยู่แล้ว ให้ท่านยังอยู่บนทางต่อไปได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อจะชวนใครทำสิ่งดี ให้เริ่มจากสิ่งที่เขาสนใจอยู่แล้ว เช่น ชวนวัยรุ่นฝึกสมาธิเพื่อให้อ่านหนังสือได้นานขึ้น แล้วค่อยให้เขาค้นพบประโยชน์ที่ลึกกว่านั้นเอง

  4. ๔

    คำล้อที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน ภตกวาเทน

    เมื่อรู้ว่าท่านประพฤติพรหมจรรย์เพราะนางอัปสร ภิกษุที่เป็นสหายก็เรียกท่านว่า "ลูกจ้าง" และ "ผู้ที่ทรงไถ่ตัวมา" ท่านอึดอัด ระอา และรังเกียจคำเหล่านั้น ความละอายนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของท่าน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อมีคนทักว่าเราทำความดีเพื่อผลประโยชน์ แทนที่จะโกรธ ลองถามตัวเองอย่างซื่อตรงว่าจริงไหม ถ้าจริงบางส่วน นั่นคือโอกาสยกระดับเหตุผลของเรา

  5. ๕

    หลีกออกไปเพียรอย่างจริงจัง เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต

    ท่านหลีกออกจากหมู่ อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานก็ทำให้แจ้งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำแล้ว และได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้ว่าแรงจูงใจเดิมไม่พอ ให้จัดเวลาและพื้นที่อยู่กับเป้าหมายอย่างจริงจังโดยไม่มีเสียงรบกวน เช่น ปิดโซเชียลในช่วงที่ฝึกฝน

  6. ๖

    แรงจูงใจเดิมหมดไปเอง มทฺทิโต กามกณฺฏโก

    ท่านพระนันทะทูลขอปลดเปลื้องพระพุทธเจ้าจากคำรับรองเรื่องนางอัปสร พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อใดจิตของเธอหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น เมื่อนั้นเราก็พ้นจากคำรับรองนั้นแล้ว และทรงเปล่งอุทานว่า ภิกษุผู้ข้ามเปือกตมคือกาม ย่ำยีหนามคือกามได้ ถึงความสิ้นโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อทำอะไรจนเห็นคุณค่าในตัวของมันแล้ว ให้ปล่อยรางวัลที่เคยใช้ล่อตัวเองได้ เช่น เลิกนับยอดไลก์เมื่อการเขียนกลายเป็นความสุขในตัวมันเอง

  7. ๗

    คำตำหนิที่มาจากความหวังดี ยโสชสุตฺตํ

    ในยโสชสูตร วรรคเดียวกัน ภิกษุ ๕๐๐ รูปที่มากับพระยโสชะส่งเสียงอื้ออึงเหมือนชาวประมงแย่งปลา พระพุทธเจ้าทรงประณามให้ออกไป พระยโสชะชวนภิกษุทั้งหลายคิดว่าพระองค์ทรงทำเพราะใคร่ประโยชน์และอนุเคราะห์ ทุกรูปจึงไปจำพรรษาริมแม่น้ำวัคคุมุทา เพียรจนได้วิชชา ๓ ภายในพรรษานั้น ต่อมาพระพุทธเจ้ารับสั่งให้ตามกลับมาเฝ้า

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อถูกครูหรือหัวหน้าตำหนิแรง ๆ ลองมองแบบพระยโสชะว่าเขาอาจหวังดีกับเรา แล้วเปลี่ยนความเจ็บให้เป็นแรงพัฒนา

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้ไม่ได้สอนให้ทำความดีเพื่อหวังรางวัลทางโลก สิ่งที่ควรเห็นคืออุบายของครูที่เริ่มจากจุดที่ศิษย์ยืนอยู่จริง พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับ แต่ใช้สิ่งที่ท่านพระนันทะให้ค่าอยู่แล้วพาให้ท่านอยู่บนทางต่อไป จนท่านเห็นคุณค่าที่สูงกว่าด้วยตัวเอง

ในชีวิตจริง แรงจูงใจแรกของเรามักไม่บริสุทธิ์ บางคนเริ่มออกกำลังกายเพราะอยากดูดี เริ่มนั่งสมาธิเพราะอยากนอนหลับ หรือเริ่มทำงานอาสาเพราะอยากได้ประวัติดี ไม่เป็นไร ขอเพียงไม่หยุดอยู่ตรงนั้น เมื่อทำไปจนเห็นคุณค่าในตัวของมันเอง แรงจูงใจเดิมจะหมดความหมายไป เหมือนที่ท่านพระนันทะขอปลดคำรับรองเรื่องนางอัปสรด้วยตัวเอง

พ่อแม่ ครู หรือหัวหน้างานก็ใช้หลักนี้ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการหลอกล่อเพื่อประโยชน์ของตัวเอง อุบายในพระสูตรมุ่งประโยชน์ของผู้ถูกสอนเป็นที่ตั้ง

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

อุปาทิยสูตร: ถือมั่นเมื่อใด ก็ถูกมารมัดเมื่อนั้น

อุปาทิยมาโน พนฺโธ มารสฺส

ภิกษุขอธรรมโดยย่อเพื่อไปปฏิบัติผู้เดียว ทรงตอบสั้นที่สุดว่า เมื่อยังยึดมั่นก็ถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึดมั่นจึงหล…

อิติวุตตกะ: ถ้ารู้ผลของการให้ จะไม่กินคนเดียว

ทานสํวิภาคสฺส วิปากํ

ถ้าคนทั้งหลายรู้ผลของการให้และการแบ่งปันอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ แม้คำข้าวคำสุดท้ายก็จะแบ่งก่อนกิน — และ "อย่…

สีลัพพตสูตร: ข้อวัตรแบบไหนมีผล แบบไหนไม่มีผล

อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ

พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่า ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ ที่บำรุงดีแล้ว มีผลทุกอย่างไปหรือ พระอานนท์ตอบว่าตอบแง่เดีย…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้