อัตถวสะ ๑๐: ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบท
ทส โข อุปาลิ อตฺถวเส ปฏิจฺจพระอุบาลีทูลถามว่า พระตถาคตทรงอาศัยประโยชน์กี่ประการจึงบัญญัติสิกขาบท พระพุทธเจ้าตรัสว่า ๑๐ ประการ ตั้งแต่ความ…
ราหุ จนฺทํ ปมุญฺจสฺสุ
จันทิมเทวบุตรและสุริยเทวบุตรถูกอสุรินทราหูจับไว้ จึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าและขอให้ทรงเป็นที่พึ่ง พระองค์ตรัสคาถาให้ราหูปล่อย ราหูปล่อยแล้วหนีไปด้วยความสลดใจ — ต้นเรื่องของจันทปริตรและสุริยปริตร
ในจันทิมสูตรและสุริยสูตร เทวปุตตสังยุต สังยุตตนิกาย เล่าว่าคราวหนึ่งจันทิมเทวบุตร (เทพแห่งดวงจันทร์) ถูกอสุรินทราหูจับไว้ จันทิมเทวบุตรระลึกถึงพระผู้มีพระภาค แล้วกล่าวคาถาว่า ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ตกอยู่ในที่คับขัน ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่ง
พระพุทธเจ้าตรัสกับราหูด้วยคาถาว่า จันทิมเทวบุตรถึงพระตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ว่าเป็นที่พึ่งแล้ว ราหู ท่านจงปล่อยพระจันทร์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์โลก ราหูจึงปล่อย แล้วรีบไปหาอสุรินทเวปจิตติด้วยอาการสลดใจ ขนลุกชูชัน เมื่อถูกถามก็ตอบว่า ถ้าไม่ปล่อย ศีรษะของตนจะแตกเจ็ดเสี่ยง มีชีวิตอยู่ก็ไม่เป็นสุข สุริยสูตรเล่าเรื่องเดียวกันกับสุริยเทวบุตร (เทพแห่งดวงอาทิตย์) โดยคาถาของพระพุทธเจ้ามีเพิ่มว่า อย่ากลืนผู้ส่องแสงในที่มืดซึ่งเที่ยวไปในอากาศ
พระสูตรทั้งสองเล่าตามคติจักรวาลของคนสมัยนั้น คนโบราณเชื่อมเรื่องนี้กับจันทรุปราคาและสุริยุปราคา ซึ่งไม่จำเป็นต้องอ่านเป็นคำอธิบายทางดาราศาสตร์ บทสวดจันทปริตรและสุริยปริตรที่สวดกันในหนังสือสวดมนต์ ก็ยกมาจากพระสูตรทั้งสองนี้
เมื่อถูกราหูจับ จันทิมเทวบุตรและสุริยเทวบุตรไม่ได้ต่อสู้หรือตื่นตระหนก แต่ระลึกถึงพระผู้มีพระภาค และกล่าวว่า ข้าพระองค์ตกอยู่ในที่คับขัน ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่ง
เมื่อเจอเรื่องหนักจนตั้งตัวไม่ติด ให้หยุดหายใจสักครู่ แล้วระลึกถึงหลักที่ตนยึดถือ ก่อนตัดสินใจทำอะไรต่อ
คาถาขอที่พึ่งเริ่มด้วยการนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ที่พึ่งที่แท้จึงเป็นผู้ที่ไม่ถูกสิ่งใดผูกมัด ไม่ใช่ผู้ที่มีกำลังมากที่สุด
เลือกยึดถือหลักหรือบุคคลที่เป็นอิสระจากความโลภและความโกรธ มากกว่าผู้ที่มีอำนาจหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว
พระพุทธเจ้าตรัสกับราหูว่า จันทิมเทวบุตรถึงพระตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ว่าเป็นที่พึ่งแล้ว ให้ปล่อยเสีย การถึงสรณะในพระสูตรนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนของเรื่อง
ทบทวนว่าการถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ของเรามีความหมายในชีวิตจริงไหม เช่น เมื่อทุกข์ใจ เราหันไปหาธรรมะหรือหันไปหาสิ่งที่ทำให้แย่ลง
เหตุผลที่ตรัสให้ราหูปล่อยคือ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์โลก พระองค์ไม่ได้ทรงลงโทษราหู เพียงตรัสให้ปล่อยผู้ที่มาขอพึ่ง
เมื่อต้องช่วยคนที่ถูกรังแก ให้หยุดการทำร้ายก่อน โดยไม่จำเป็นต้องแก้แค้นหรือประจานอีกฝ่าย
ในสุริยสูตร คาถาของพระพุทธเจ้ากล่าวถึงดวงอาทิตย์ว่าเป็นผู้ส่องแสงในที่มืด มีสัณฐานกลม มีเดชสูง แล้วตรัสว่า ราหู อย่ากลืนผู้เที่ยวไปในอากาศนั้น จงปล่อยสุริยะผู้เป็นบุตรของเรา
สังเกตว่าเรากำลังบดบังความสำเร็จหรือความสุขของใครอยู่หรือเปล่า เช่น แย่งเครดิตงาน หรือพูดกลบความดีใจของคนอื่น
ราหูปล่อยแล้วรีบไปหาเวปจิตติด้วยอาการสลดใจและหวาดกลัว และกล่าวว่า ถ้าไม่ปล่อย ศีรษะของตนจะแตกเจ็ดเสี่ยง มีชีวิตอยู่ก็ไม่เป็นสุข ในเรื่องนี้ผู้ที่ถูกจับได้รับความปลอดภัย ส่วนผู้ที่จับไว้ต่างหากที่ตกอยู่ในความกลัว
เมื่อยึดความแค้น ของที่ไม่ใช่ของเรา หรือความสัมพันธ์ที่จบไปแล้วไว้แน่น ให้ถามตัวเองว่า ตอนนี้ใครทุกข์มากกว่ากัน
สาระที่ใช้ได้จริงมีสองด้าน ด้านหนึ่งคือผู้ตกอยู่ในที่คับขัน เมื่อระลึกถึงสิ่งที่ดีงามที่สุดที่ตนนับถือ ใจก็มีหลักยึดแทนความตื่นตระหนก อีกด้านหนึ่งคือผู้กำลังจับสิ่งใดไว้แน่น ราหูต้องปล่อยสิ่งที่ตนจับ และเมื่อไม่ยอมปล่อย ความทุกข์ก็ตกอยู่กับตัวผู้ยึดเอง
การสวดจันทปริตรหรือสุริยปริตรช่วยให้ใจสงบและระลึกถึงพระรัตนตรัย แต่ไม่ได้แทนการลงมือแก้ปัญหาจริง ถ้าป่วยก็ต้องไปหาหมอ ถ้ามีหนี้ก็ต้องวางแผนการเงิน บทสวดเป็นเครื่องตั้งสติก่อนลงมือ ไม่ใช่สิ่งที่ทำแทนเรา
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระอุบาลีทูลถามว่า พระตถาคตทรงอาศัยประโยชน์กี่ประการจึงบัญญัติสิกขาบท พระพุทธเจ้าตรัสว่า ๑๐ ประการ ตั้งแต่ความ…
วิธีมองสิบแบบที่ใช้เปลี่ยนมุมของใจ — ชุดที่ทรงให้ไปบอกพระคิริมานนท์ผู้กำลังป่วยหนัก
สาวกผู้เติบโตด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ชื่อว่าเติบโตอย่างประเสริฐ และถือเอาแก่นสารของชีวิตไว้ได้ พระพุ…
ทางปฏิบัติ ๔ แบบ ลำบากหรือสะดวก รู้ช้าหรือรู้เร็ว — ทุกแบบไปถึงได้เหมือนกัน การปฏิบัติที่ยากไม่ได้แปลว่าผิดทาง