ธรรมบท จิตตวรรค–พาลวรรค: จิตที่ฝึกแล้วกับคนพาลที่ไม่รู้ตัว
การฝึกจิต

ธรรมบท จิตตวรรค–พาลวรรค: จิตที่ฝึกแล้วกับคนพาลที่ไม่รู้ตัว

จิตฺตวคฺโค

คาถาเด่นจากธรรมบทวรรคที่ ๓–๕ — จิตดิ้นรนเหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นบก จิตที่ตั้งไว้ชอบทำให้ได้ดียิ่งกว่าที่พ่อแม่ทำให้ ดอกไม้สวยไม่มีกลิ่นเหมือนคำดีที่ไม่ทำตาม คนพาลที่รู้ตัวยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง และทัพพีไม่รู้รสแกง

๘ ข้อ

ในธรรมบท ขุททกนิกาย วรรคที่ ๓ ถึง ๕ ได้แก่ จิตตวรรค (ว่าด้วยจิต) ปุปผวรรค (ว่าด้วยดอกไม้) และพาลวรรค (ว่าด้วยคนพาล)

จิตตวรรคกล่าวถึงธรรมชาติของจิตที่ดิ้นรน เร็ว และรักษายาก แต่เมื่อฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ ปุปผวรรคใช้ดอกไม้เป็นอุปมา ทั้งภมรที่เก็บรสจากดอกไม้โดยไม่ทำให้ดอกช้ำ ดอกไม้สวยที่ไม่มีกลิ่น และกลิ่นศีลที่หอมทวนลม พาลวรรคบรรยายลักษณะของคนพาล ตั้งแต่คนพาลที่รู้ตัว จนถึงคนที่อยู่ใกล้บัณฑิตทั้งชีวิตแต่ไม่รู้ธรรม

เรื่องเบื้องหลังของคาถา เช่น ใครเป็นต้นเรื่อง มาจากอรรถกถาธรรมบท ไม่ได้อยู่ในตัวคาถา หน้านี้ระบุไว้ทุกครั้งที่ยกมา

  1. ๑

    จิตดิ้นรนเหมือนปลาบนบก วาริโชว ถเล ขิตฺโต

    จิตที่ดิ้นรน กลับกลอก รักษายาก ห้ามยาก ผู้มีปัญญาย่อมทำให้ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศร จิตที่ถูกยกออกจากกามคุณเพื่อไปฝึก ย่อมดิ้นรนเหมือนปลาที่ถูกยกจากน้ำโยนขึ้นบก อรรถกถาธรรมบทเล่าว่าคาถานี้เกี่ยวกับพระเมฆิยะ ผู้ขอไปบำเพ็ญเพียรในสวนมะม่วงแล้วถูกความคิดฝ่ายอกุศลรบกวน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลานั่งสมาธิหรือพยายามเลิกนิสัยเก่าแล้วใจดิ้นรนอยากกลับไปหาของเดิม ให้รู้ว่านั่นเป็นอาการปกติของจิตที่กำลังถูกฝึก ไม่ได้แปลว่าทำผิดวิธี

  2. ๒

    จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ

    จิตข่มได้ยาก เร็ว มักตกไปในอารมณ์ที่ใคร่ การฝึกจิตเป็นความดี เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ จิตเห็นได้แสนยาก ละเอียดอ่อน ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต ผู้ที่สำรวมจิตซึ่งไปได้ไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในถ้ำคือกาย ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมาร

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนเปิดมือถือตอนเช้า ใช้เวลาหนึ่งนาทีสังเกตว่าใจกำลังจะวิ่งไปหาอะไร การรู้ทันก่อนหนึ่งจังหวะคือการฝึกจิตแบบย่อ

  3. ๓

    จิตที่ตั้งไว้ชอบให้ผลดียิ่งกว่าพ่อแม่ให้ สมฺมาปณิหิตํ จิตฺตํ

    โจรต่อโจร หรือคนมีเวรต่อคู่เวร ทำความพินาศให้กันได้เท่าใด จิตที่ตั้งไว้ผิดย่อมทำให้เราเลวร้ายยิ่งกว่านั้น มารดาบิดาหรือญาติคนอื่นทำให้ไม่ได้เท่ากับที่จิตซึ่งตั้งไว้ชอบทำให้เราประเสริฐ คาถาก่อนหน้านั้นเตือนว่า อีกไม่นานกายนี้จะนอนทับแผ่นดิน ไร้วิญญาณ เหมือนท่อนไม้ที่ไม่มีประโยชน์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเริ่มโทษคนอื่นว่าทำให้ชีวิตเราเป็นแบบนี้ ลองถามต่อว่า ความคิดแบบไหนของเราเองที่กำลังพาชีวิตไปทางนั้น เพราะส่วนนั้นเราแก้ได้

  4. ๔

    ดูงานของตน ไม่จับผิดงานของคนอื่น อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย

    ไม่พึงใส่ใจคำแสลงหูของคนอื่น ไม่พึงมองสิ่งที่คนอื่นทำแล้วหรือยังไม่ได้ทำ พึงพิจารณาเฉพาะสิ่งที่ตนทำแล้วและยังไม่ได้ทำ คาถาก่อนหน้าเปรียบว่า มุนีเที่ยวไปในหมู่บ้านเหมือนภมรที่ลิ้มรสดอกไม้แล้วบินไป โดยไม่ทำให้ดอกและสีช้ำ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในงานกลุ่ม ก่อนบ่นว่าใครยังไม่ทำส่วนของตัว ให้เช็กรายการงานของตัวเองก่อนว่าครบแล้วหรือยัง

  5. ๕

    ดอกไม้สวยแต่ไม่มีกลิ่น อผลา โหติ อกุพฺพโต

    ดอกไม้งามมีสีแต่ไม่มีกลิ่นฉันใด คำพูดที่ดีย่อมไม่มีผลแก่ผู้ไม่ทำตามฉันนั้น ดอกไม้งามทั้งมีสีและมีกลิ่นฉันใด คำพูดที่ดีย่อมมีผลแก่ผู้ทำตามฉันนั้น ในวรรคเดียวกันกล่าวว่า กลิ่นดอกไม้ จันทน์ หรือกฤษณา ไม่ฟุ้งทวนลม แต่กลิ่นของสัตบุรุษคือศีลฟุ้งทวนลมไปได้ทุกทิศ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เลือกคำคมหรือคำสอนที่ชอบแชร์มาหนึ่งข้อ แล้วถามตัวเองว่าสัปดาห์นี้ได้ทำตามจริงกี่ครั้ง

  6. ๖

    คนพาลที่รู้ว่าตนพาล ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส

    คนพาลที่รู้ว่าตนเป็นพาล ด้วยเหตุนั้นยังเป็นบัณฑิตได้บ้าง ส่วนคนพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต นั่นแลเรียกว่าคนพาล คาถาในวรรคเดียวกันยังกล่าวว่า คนพาลเดือดร้อนว่า "ลูกของเรา ทรัพย์ของเรา" ทั้งที่ตนเองก็ยังไม่เป็นของตน ลูกและทรัพย์จะเป็นของตนได้อย่างไร

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้สึกว่าตัวเองรู้เรื่องใดดีแล้ว ลองพูดว่า "ส่วนนี้ยังไม่แน่ใจ" สักครั้ง การยอมรับว่ายังไม่รู้เป็นจุดเริ่มของการเรียนรู้

  7. ๗

    ทัพพีไม่รู้รสแกง ทพฺพี สูปรสํ ยถา

    คนพาลแม้เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตตลอดชีวิต ก็ไม่รู้แจ้งธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกง ส่วนวิญญูชนเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตเพียงครู่เดียว ก็รู้ธรรมได้ฉับพลัน เหมือนลิ้นรู้รสแกง อรรถกถาธรรมบทเล่าว่าคาถาแรกเกี่ยวกับพระอุทายีรูปหนึ่ง ที่ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์แต่ตอบคำถามเรื่องขันธ์ไม่ได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การฟังธรรม เข้าคอร์ส หรืออยู่ใกล้คนเก่งนาน ๆ ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นเอง หลังฟังทุกครั้งให้จดหนึ่งข้อที่จะลองใช้ เพื่อเป็นลิ้นที่รู้รส ไม่ใช่ทัพพี

  8. ๘

    กรรมที่ทำแล้วเดือดร้อนภายหลัง น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ

    กรรมใดทำแล้วเดือดร้อนภายหลัง ต้องร้องไห้หน้าชุ่มด้วยน้ำตาขณะรับผล กรรมนั้นทำแล้วไม่ดี กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง รับผลด้วยความอิ่มใจ กรรมนั้นทำแล้วดี คนพาลสำคัญบาปว่าหวานตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล เมื่อบาปให้ผลจึงเข้าถึงทุกข์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนตัดสินใจเรื่องที่รู้สึกหวานในตอนนี้ เช่น ซื้อของเกินงบหรือโกหกให้พ้นตัว ลองนึกภาพตัวเองในอีกหนึ่งเดือนว่าจะรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

คาถาในสามวรรคนี้ชี้ไปที่จุดเดียวกัน คือคุณภาพของชีวิตขึ้นกับจิตที่ฝึกแล้วและการลงมือทำ ไม่ได้ขึ้นกับความรู้หรือคำพูดที่สวยงาม

ข้อเรื่องจิตที่ตั้งไว้ผิดไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างเป็นความผิดของเราคนเดียว ความเดือดร้อนจากคนอื่นและสภาพแวดล้อมมีอยู่จริง แต่ส่วนที่เราดูแลได้โดยตรงคือทิศทางของใจตนเอง

คำว่าคนพาลในธรรมบทไม่ได้หมายถึงคนเรียนน้อย แต่หมายถึงคนที่ไม่เห็นโทษของความชั่วและไม่ยอมเรียนรู้ ใครก็เป็นได้ในบางเวลา และใครก็เลิกเป็นได้เมื่อเริ่มรู้ตัว

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เถรคาถาเรื่องธรรมชาติและความสงัด: โขดหิน ฝน และนกยูง

ปวิเวโก หิ ฌายินํ

คาถาของพระเถระเจ็ดรูปที่ใช้ธรรมชาติเป็นที่พักใจและเครื่องเตือนใจ ตั้งแต่โขดหินน้ำใส ต้นไม้บนยอดเขาที่ได้ฝนใหม่…

อุรุเวลกัสสปะ: ชฎิลผู้คิดว่าตนเป็นพระอรหันต์

น เตฺวว จ โข อรหา ยถา อหนฺติ

ชฎิลบูชาไฟผู้เป็นหัวหน้าศิษย์ห้าร้อยเห็นฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังคิดทุกครั้งว่า "แต่ก็ไม่…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้