ทีฆนขสูตร: ไม่ยึดแม้ความเห็นของตัวเอง
การฝึกจิต

ทีฆนขสูตร: ไม่ยึดแม้ความเห็นของตัวเอง

ทีฆนขสุตฺตํ

ปริพาชกประกาศว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา" พระพุทธเจ้าถามกลับว่าความเห็นนั้นก็ไม่ควรด้วยหรือ — ผู้เห็นโทษของการยึดความเห็นจะไม่ทะเลาะกับใคร และพระสารีบุตรบรรลุธรรมขณะถวายงานพัด

๕ ข้อ

ในทีฆนขสูตร มัชฌิมนิกาย ทีฆนขปริพาชกทูลว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า" พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ความเห็นนี้ของท่านก็ไม่ควรแก่ท่านด้วยหรือ

จากนั้นทรงแสดงความเห็นสามแบบ คือ สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา และบางอย่างควรบางอย่างไม่ควร ผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาว่า ถ้าเรายึดความเห็นของเราว่า "นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า" ก็จะขัดแย้งกับอีกสองพวก เมื่อขัดแย้งก็เกิดการวิวาท เมื่อวิวาทก็เกิดความคับแค้น เมื่อคับแค้นก็เกิดความเบียดเบียน เขาจึงละความเห็นนั้น และไม่ยึดความเห็นอื่นแทน

แล้วทรงสอนให้พิจารณากายโดยความไม่เที่ยง และพิจารณาเวทนาทั้งสามว่า ขณะเสวยสุขก็ไม่ได้เสวยทุกข์ ทุกเวทนาไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ผู้เห็นอย่างนี้ย่อมคลายความยึด ไม่วิวาทกับใคร ใช้ถ้อยคำที่ชาวโลกพูดกันโดยไม่ยึดมั่น

พระสารีบุตรซึ่งถวายงานพัดอยู่เบื้องหลังพระพุทธเจ้า พิจารณาตามจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะ ส่วนทีฆนขปริพาชกได้ดวงตาเห็นธรรม

  1. ๑

    ความเห็นนั้นก็ไม่ควรด้วยหรือ สาปิ เต ทิฏฺฐิ นกฺขมติ

    ทีฆนขะประกาศว่าไม่รับอะไรเลย แต่กลับยึดความเห็นนั้นไว้แน่น คำถามของพระพุทธเจ้าชี้ว่า ความเห็นว่า "ไม่ยึดอะไร" ก็กลายเป็นสิ่งที่ยึดได้เหมือนกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาพูดว่า "ฉันเป็นคนเปิดกว้าง" ลองดูว่าเราปิดรับคนที่คิดว่าเราไม่เปิดกว้างหรือเปล่า

  2. ๒

    ยึดความเห็นนำไปสู่การวิวาท วิคฺคโห วิวาโท วิเหสา

    ถ้ายึดว่า "นี้เท่านั้นจริง" ก็ขัดแย้งกับผู้เห็นต่าง ความขัดแย้งนำไปสู่การวิวาท ความคับแค้น และการเบียดเบียน ผู้มีปัญญาเห็นลูกโซ่นี้จึงละการยึด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนกดส่งข้อความโต้แย้ง ถามตัวเองว่ากำลังหาความจริง หรือกำลังปกป้องความเห็นของตัวเอง

  3. ๓

    ละความเห็นเก่าโดยไม่ยึดความเห็นใหม่ อญฺญญฺจ ทิฏฺฐึ น อุปาทิยติ

    ผู้มีปัญญาไม่ได้เปลี่ยนจากการยึดความเห็นหนึ่ง ไปยึดอีกความเห็นหนึ่งแทน แต่ละการยึดนั้นเอง นี่คือความต่างระหว่างการเปลี่ยนฝั่งกับการวางลง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเปลี่ยนความคิดในเรื่องใด ระวังอย่ากลายเป็นคนที่เถียงแทนฝั่งใหม่อย่างรุนแรงเท่าเดิม

  4. ๔

    เวทนาไม่เที่ยง แต่ละขณะมีเพียงอย่างเดียว ติสฺโส เวทนา อนิจฺจา

    ขณะเสวยสุขเวทนาก็ไม่ได้เสวยทุกขเวทนาหรือเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ ทุกเวทนาไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิด มีความสิ้นไปเสื่อมไปเป็นธรรมดา เมื่อเห็นอย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายและคลายความยึด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ขณะที่รู้สึกแย่มาก ให้ระลึกว่าความรู้สึกนี้มีเหตุปัจจัย และจะเปลี่ยนไป เหมือนความรู้สึกดีครั้งก่อนที่ก็เปลี่ยนไปแล้ว

  5. ๕

    ใช้ภาษาชาวโลกโดยไม่ยึดมั่น ยญฺจ โลเก วุตฺตํ เตน โวหรติ อปรามสํ

    ผู้หลุดพ้นไม่วิวาทกับใคร ยังพูดคำว่า "ฉัน" "ของฉัน" ตามที่ชาวโลกใช้กัน แต่ไม่ได้ยึดมั่นในถ้อยคำนั้น เรื่องนี้จบด้วยพระสารีบุตรบรรลุอรหัตตผล และทีฆนขะได้ดวงตาเห็นธรรม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ใช้คำพูดธรรมดาในชีวิตประจำวันได้ ไม่ต้องพูดศัพท์ธรรมะ การไม่ยึดอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่คำ

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

พระสูตรนี้ใช้ได้ตรง ๆ กับการถกเถียงออนไลน์และในครอบครัว ความขัดแย้งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากข้อเท็จจริง แต่เกิดจากการยึดว่า "ความเห็นของฉันเท่านั้นถูก"

การไม่ยึดความเห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีความเห็น หรือยอมรับทุกอย่าง แต่หมายถึงถือความเห็นไว้หลวม ๆ พร้อมเปลี่ยนเมื่อเห็นเหตุผล และไม่เอามันมาเป็นตัวตนที่ต้องปกป้อง

เรื่องพระสารีบุตรบรรลุธรรมขณะถวายงานพัดยังเตือนว่า การฟังธรรมที่ได้ผลไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถูกสอนโดยตรง ผู้ที่ตั้งใจฟังอยู่ข้าง ๆ ก็ได้ประโยชน์เต็มที่

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

อินทริยยมก อดีตและอนาคต: เคยมีครบ แต่ข้างหน้าไม่เหมือนกัน

ยสฺส จกฺขุนฺทฺริยํ อุปฺปชฺชิตฺถ

เมื่อถามเป็นกาลอดีตตามตัวบุคคล คู่อินทรีย์ที่คัมภีร์ถามตอบว่าถูกแล้วทั้งหมด รวมทั้งความเป็นหญิงและความเป็นชาย …

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้