อิติวุตตกะ: เพียรได้ในทุกอิริยาบถ
ข้อปฏิบัติ

อิติวุตตกะ: เพียรได้ในทุกอิริยาบถ

ยตํ จเร ยตํ ติฏฺเฐ

ความคิดไม่ดีเกิดขึ้นได้ทั้งตอนเดิน ยืน นั่ง นอน ถ้ารับไว้ก็ชื่อว่าเกียจคร้าน ถ้าไม่รับไว้ ละเสีย ก็ชื่อว่ามีความเพียร — สองสูตรในจตุกกนิบาตที่ทำให้ความเพียรไม่ขึ้นกับเวลานั่งสมาธิ

๘ ข้อ

อิติวุตตกะ เป็นคัมภีร์หนึ่งในขุททกนิกาย รวบรวมพระสูตรสั้น ๆ ที่ขึ้นต้นว่า "พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว" คือคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ ตามอรรถกถา ผู้จดจำคำสอนชุดนี้คือนางขุชชุตตรา หญิงรับใช้ของพระนางสามาวดี ซึ่งฟังธรรมแล้วนำมาเล่าต่อ

ในจตุกกนิบาต จรสูตรตรัสว่า ถ้ากามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก เกิดขึ้นแก่ภิกษุขณะเดิน ยืน นั่ง หรือนอนตื่นอยู่ แล้วภิกษุรับไว้ ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้หมดไป ก็เรียกว่าไม่มีความเพียร เกียจคร้าน แต่ถ้าไม่รับไว้ ละเสีย ก็เรียกว่ามีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวตลอดกาล

สัมปันนสูตรที่ตามมาตรัสให้มีศีลสมบูรณ์ก่อน แล้วถามว่ามีอะไรที่ควรทำยิ่งขึ้นไป คำตอบคือให้นิวรณ์ปราศไป ความเพียรไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่น กายสงบ และจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง ในทุกอิริยาบถเช่นกัน

  1. ๑

    ความคิดสามแบบที่เกิดได้ทุกท่า กามวิตกฺโก พฺยาปาทวิตกฺโก วิหึสาวิตกฺโก

    จรสูตรกล่าวถึงความคิดสามแบบ คือ ความคิดเรื่องกาม ความคิดพยาบาท และความคิดเบียดเบียน ว่าเกิดขึ้นได้ทั้งขณะเดิน ยืน นั่ง และนอนตื่นอยู่

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    จำชื่อสามอย่างนี้ไว้ เวลาความคิดลอยมา ให้ติดป้ายสั้น ๆ ว่า "อยาก" "โกรธ" หรือ "อยากทำร้าย" การรู้ชื่อทำให้เห็นมันชัดขึ้น

  2. ๒

    รับไว้ คือเกียจคร้าน ตญฺเจ ภิกฺขุ อธิวาเสติ

    ถ้าความคิดเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วภิกษุรับไว้ ไม่ละเสีย ไม่บรรเทาเสีย ไม่ทำให้สิ้นสุด ไม่ให้ถึงความไม่มี พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุนั้นเรียกว่าไม่มีความเพียร ไม่มีโอตตัปปะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตช่วงที่ปล่อยให้ความคิดขุ่นเคืองเล่นซ้ำในหัวระหว่างขับรถหรือนั่งรถ นั่นคือจุดที่ความเพียรหายไปโดยไม่รู้ตัว

  3. ๓

    ไม่รับไว้ คือมีความเพียร ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ

    ถ้าภิกษุไม่รับความคิดเหล่านั้นไว้ ละเสีย บรรเทาเสีย ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ภิกษุนั้นเรียกว่ามีความเพียร มีโอตตัปปะ ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวตลอดกาล

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดวน ให้หายใจลึกหนึ่งครั้ง แล้วหันความสนใจกลับมาที่สิ่งตรงหน้า เช่น เสียงรอบตัวหรือเท้าที่แตะพื้น

  4. ๔

    ความคิดที่อาศัยเรือน ปาปกํ เคหนิสฺสิตํ

    คาถาท้ายจรสูตรกล่าวว่า ผู้ที่เดิน ยืน นั่ง หรือนอน แล้วตรึกถึงความคิดลามกอันอาศัยเรือน ชื่อว่าดำเนินไปผิดทาง หลงอยู่ในสิ่งที่ชวนให้หลง ส่วนผู้ที่สงบความคิดได้ ยินดีในความสงบนั้น ย่อมควรเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนนอน ถ้ายังคิดเรื่องงานหรือเรื่องขัดใจวนไม่หยุด ให้เขียนลงกระดาษสั้น ๆ แล้ววางไว้ เพื่อให้ใจได้สงบลงก่อนหลับ

  5. ๕

    ศีลสมบูรณ์ เห็นภัยในโทษเล็กน้อย อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ภยทสฺสาวี

    สัมปันนสูตรตรัสให้ภิกษุมีศีลสมบูรณ์ สำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย และศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย แล้วจึงถามต่อว่ายังมีอะไรที่ควรทำยิ่งขึ้นไป

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ระวังเรื่องที่ดูเล็ก เช่น โกหกเล็ก ๆ ให้พ้นตัว หรือเอาของส่วนรวมมาใช้นิดหน่อย เพราะความเคยชินกับเรื่องเล็กจะขยายไปเรื่องใหญ่

  6. ๖

    นิวรณ์ปราศไป ความเพียรไม่ย่อหย่อน อารทฺธํ โหติ วีริยํ อสลฺลีนํ

    สิ่งที่ควรทำยิ่งขึ้นไปคือ ให้อภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ ปราศไป ละวิจิกิจฉาได้ ความเพียรที่เริ่มแล้วไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่นไม่หลงลืม ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอนตื่นอยู่

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เลือกกิจวัตรหนึ่งที่ทำทุกวัน เช่น ล้างจานหรือเดินไปป้ายรถ แล้วใช้เป็นช่วงฝึกให้ใจอยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ฟุ้งไปที่อื่น

  7. ๗

    กายสงบ จิตตั้งมั่น ปสฺสทฺโธ กาโย อสารทฺโธ สมาหิตํ จิตฺตํ เอกคฺคํ

    พระสูตรกล่าวต่อว่า กายสงบระงับ ไม่กระสับกระส่าย จิตตั้งมั่นมีอารมณ์เดียว ผู้เป็นอยู่อย่างนี้ในทุกอิริยาบถ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีความเพียร มีโอตตัปปะ มีใจเด็ดเดี่ยวตลอดกาล

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ระหว่างวัน ลองเช็กร่างกายสั้น ๆ ว่าไหล่เกร็ง กรามแน่น หรือมือกำอยู่ไหม แล้วคลายออก กายที่สงบช่วยให้ใจตั้งมั่นง่ายขึ้น

  8. ๘

    สำรวมทุกท่า แม้คู้หรือเหยียด ยตํ สมิญฺชเย ภิกฺขุ ยตเมนํ ปสารเย

    คาถาท้ายสัมปันนสูตรกล่าวว่า ภิกษุพึงสำรวมเดิน สำรวมยืน สำรวมนั่ง สำรวมนอน สำรวมคู้อวัยวะเข้าและเหยียดออก และพิจารณาความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลายโดยชอบ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองทำกิจเล็ก ๆ อย่างช้าลงและรู้ตัว เช่น ลุกจากเก้าอี้ ยื่นมือหยิบแก้วน้ำ ความรู้ตัวในท่าทางเล็ก ๆ คือพื้นฐานของสติทั้งวัน

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

หลายคนคิดว่าการฝึกใจคือช่วงเวลานั่งสมาธิเท่านั้น แต่สองสูตรนี้ย้ำว่าความเพียรวัดกันตอนเดินไปทำงาน ตอนยืนรอคิว ตอนนั่งประชุม และตอนนอนยังไม่หลับ

ข้อสำคัญคือพระสูตรไม่ได้ตำหนิการที่ความคิดไม่ดีเกิดขึ้น แต่ดูที่ว่าเรา "รับไว้" หรือไม่ ความคิดโกรธผุดขึ้นได้เป็นธรรมดา แต่การนั่งคิดวนแผนแก้แค้นต่ออีกครึ่งชั่วโมงคือการรับไว้

พระสูตรทั้งสองแสดงแก่ภิกษุ เรื่องปาติโมกข์เป็นวินัยของพระ ฆราวาสปรับใช้ได้ด้วยศีลห้าและความระวังในเรื่องเล็ก ๆ การไม่รับความคิดไว้ก็ไม่ใช่การกดข่มหรือโทษตัวเอง แต่คือการวางแล้วหันกลับมาที่สิ่งที่ทำอยู่

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

สีลัพพตสูตร: ข้อวัตรแบบไหนมีผล แบบไหนไม่มีผล

อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ

พระพุทธเจ้าถามพระอานนท์ว่า ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ ที่บำรุงดีแล้ว มีผลทุกอย่างไปหรือ พระอานนท์ตอบว่าตอบแง่เดีย…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้