เภสัชห้าเก็บได้ไม่เกินเจ็ดวัน: เมื่อยาของภิกษุไข้กลายเป็นคลังสะสม
สตฺตาหปรมํ สนฺนิธิการกํ ปริภุญฺชิตพฺพานิชาวบ้านเลื่อมใสพระปิลินทวัจฉะจึงนำเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยมาถวายไม่ขาด ศิษย์ของท่านเก็บใส่หม้อใส…
ทานสํวิภาคสฺส วิปากํ
ถ้าคนทั้งหลายรู้ผลของการให้และการแบ่งปันอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ แม้คำข้าวคำสุดท้ายก็จะแบ่งก่อนกิน — และ "อย่ากลัวบุญเลย เพราะบุญเป็นชื่อของความสุข"
อิติวุตตกะ เป็นคัมภีร์หนึ่งในขุททกนิกาย รวบรวมพระสูตรสั้น ๆ ที่ขึ้นต้นว่า "พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว" คือคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ ตามอรรถกถา ผู้จดจำคำสอนชุดนี้คือนางขุชชุตตรา หญิงรับใช้ของพระนางสามาวดีที่เมืองโกสัมพี ซึ่งฟังธรรมแล้วนำมาเล่าต่อ
ในวรรคที่ ๓ ของเอกนิบาต มีสองสูตรที่ว่าด้วยการให้โดยตรง ในทานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายรู้ผลของการให้และการแบ่งปันเหมือนที่พระองค์ทรงรู้ ก็จะไม่กินโดยไม่ได้ให้ก่อน ความตระหนี่ก็จะไม่ครอบงำใจ แม้คำข้าวคำสุดท้ายก็จะแบ่งให้ ถ้ามีผู้รับ
ส่วนปุญญสูตรตรัสว่า "อย่ากลัวบุญเลย" เพราะบุญเป็นชื่อของความสุข แล้วทรงเล่าว่าความยิ่งใหญ่ในอดีตชาติของพระองค์เกิดจากกรรมสามอย่าง คือ ทาน ทมะ (การฝึกตน) และสัญญมะ (การสำรวม) คาถาท้ายสูตรสรุปว่าให้เจริญทาน ความประพฤติสงบ และเมตตาจิต
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าสัตว์ทั้งหลายรู้ผลของการให้และการแบ่งปันเหมือนที่พระองค์ทรงรู้ ก็จะไม่บริโภคโดยไม่ได้ให้ก่อน แต่เพราะไม่รู้ จึงบริโภคโดยไม่ได้ให้
ก่อนเปิดขนมหรืออาหารที่ซื้อมา ลองถามคนที่อยู่ด้วยกันก่อนว่าจะรับด้วยไหม ให้เป็นนิสัยก่อนจะเป็นความคิด
พระสูตรกล่าวว่า ถ้ารู้ผลของการแบ่งปัน แม้คำข้าวคำสุดท้ายก็จะไม่กินโดยไม่แบ่ง ถ้ามีผู้รับ การให้จึงไม่ได้รอให้มีเหลือก่อน
ไม่ต้องรอรวยแล้วค่อยช่วย ของที่มีน้อยก็แบ่งได้ เช่น ครึ่งหนึ่งของอาหารกลางวันให้เพื่อนที่ลืมเงิน
พระสูตรเรียกความตระหนี่ว่า "มลทิน" ที่ครอบงำจิต คาถากล่าวว่าถ้ารู้ผลของการให้ ก็จะกำจัดมลทินคือความตระหนี่เสีย
สังเกตความรู้สึกหวงที่ผุดขึ้นเวลามีคนขอยืมของหรือขอแบ่ง ไม่ต้องตำหนิตัวเอง แค่รู้ว่านั่นคือมลทินที่ทำให้ใจแคบ
คาถากล่าวว่า ผู้กำจัดความตระหนี่แล้ว มีใจผ่องใส พึงให้ทานในผู้ประเสริฐตามกาลอันควร ทานนั้นมีผลมาก ทายกเหล่านั้นละโลกนี้ไปแล้วย่อมไปสู่สวรรค์
ให้ในเวลาที่ผู้รับต้องการจริง และให้ตอนที่ใจเต็มใจ ถ้าให้แล้วยังคิดเสียดาย ให้น้อยลงแต่ให้ด้วยใจสบายจะดีกว่า
ในปุญญสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญเป็นชื่อของความสุขที่น่าปรารถนา น่ารัก น่าพอใจ แล้วทรงเล่าว่าพระองค์เคยเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี และได้เสวยผลแห่งบุญนั้นยาวนาน
ถ้ารู้สึกเขินหรือกลัวคนมองว่าเสแสร้งเวลาทำดี ให้นึกว่าบุญคือความสุข ไม่ใช่ภาระหรือการแสดง
พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาว่า ความมีฤทธิ์และอานุภาพมากในอดีตชาติของพระองค์ เป็นผลของกรรมสามอย่าง คือ ทาน ทมะ และสัญญมะ การให้จึงไม่ได้อยู่ลำพัง แต่ไปคู่กับการฝึกและการระวังตน
นอกจากให้ของ ลองฝึกอีกสองด้านควบคู่กัน เช่น ฝึกอดทนต่อสิ่งที่ไม่ชอบ และระวังคำพูดที่ทำร้ายคน
คาถาท้ายปุญญสูตรกล่าวว่า ผู้ใคร่ประโยชน์พึงศึกษาบุญที่มีสุขเป็นกำไร คือ เจริญทาน ความประพฤติสงบ และเมตตาจิต บัณฑิตเจริญธรรมสามอย่างนี้แล้วย่อมเข้าถึงโลกที่ไม่มีการเบียดเบียน
ใช้สามข้อนี้เป็นเช็กลิสต์ง่าย ๆ ตอนเย็น: วันนี้ได้ให้อะไรใครไหม ได้ประพฤติสงบไหม และได้คิดดีต่อใครบ้าง
พระสูตรนี้ไม่ได้บอกให้ให้จนตัวเองลำบาก ภาพที่ใช้คือคนที่กำลังจะกิน แล้วนึกถึงคนข้าง ๆ ก่อน เป็นนิสัยเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่การบริจาคครั้งใหญ่
ผลของการให้ในพระสูตรกล่าวถึงสวรรค์และความสุขในภพหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อตามคำสอน แต่ผลที่เห็นได้ทันทีคือใจที่ไม่ถูกความตระหนี่ครอบงำ ความตระหนี่ทำให้ใจแคบและหวงแหน การแบ่งปันทำให้ใจเปิด
ควรให้ตามกำลัง ไม่ต้องกู้ยืมหรือให้จนครอบครัวเดือดร้อน และไม่ต้องหวังผลเป็นเงินทองกลับคืน
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ชาวบ้านเลื่อมใสพระปิลินทวัจฉะจึงนำเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง และน้ำอ้อยมาถวายไม่ขาด ศิษย์ของท่านเก็บใส่หม้อใส…
สิ่งไม่เที่ยงเห็นว่าเที่ยง ทุกข์เห็นว่าสุข ไม่ใช่ตัวตนเห็นว่าตัวตน ไม่งามเห็นว่างาม ความวิปลาสนี้เกิดได้ทั้งใน…
พระสารีบุตรถวายข้าวคำหนึ่ง ผ้าเท่าฝ่ามือ และน้ำขันหนึ่งแล้วอุทิศให้ ภรรยาที่ทำบุญให้หญิงผู้เคยกลั่นแกล้งตน สาม…
พระราธะทูลถามว่าอะไรเรียกว่า "สัตว์" พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่ข้องอยู่ในขันธ์ ๕ ด้วยความพอใจ เหมือนเด็กที่หวงเร…