สัมโมทมานชาดก: สามัคคีกันก็ยกข่ายหนีได้ ทะเลาะกันก็ติดข่าย
ใช้ในชีวิตประจำวัน

สัมโมทมานชาดก: สามัคคีกันก็ยกข่ายหนีได้ ทะเลาะกันก็ติดข่าย

สมฺโมทมานา คจฺฉนฺติ ชาลมาทาย ปกฺขิโน

นกฝูงหนึ่งร่วมใจกันยกข่ายของนายพรานบินหนีไปได้ทุกวัน จนวันหนึ่งทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็ก ๆ แล้วต่างคนต่างรอให้อีกฝ่ายยก ชาดกนี้สอนว่าความแตกแยกเปิดช่องให้ภัยเข้ามา

๖ ข้อ

ในสัมโมทมานชาดก เอกกนิบาต ชาดก ขุททกนิกาย มีคาถาบทเดียวว่า นกทั้งหลายพร้อมเพรียงกันพาเอาข่ายไป เมื่อใดพวกมันทะเลาะกัน เมื่อนั้นพวกมันจักตกอยู่ในอำนาจของเรา อรรถกถาระบุว่าผู้กล่าวคาถานี้คือนายพรานนก

ชาดกในพระไตรปิฎกมีเพียงคาถา เรื่องเล่ามาจากอรรถกถา ว่าพระโพธิสัตว์เกิดเป็นหัวหน้านกกระจาบ (ตามสำนวนแปล) มีบริวารหลายพัน นายพรานทำเสียงเลียนนกให้มารวมกันแล้วทอดข่ายจับ พระโพธิสัตว์จึงสอนว่า เมื่อข่ายตกลงมา ให้ทุกตัวสอดหัวเข้าในตาข่ายแล้วช่วยกันยกบินไปวางบนพุ่มไม้มีหนาม แล้วหลบออกทางข้างล่าง นายพรานต้องเสียเวลาปลดข่ายจนค่ำและกลับบ้านมือเปล่าอยู่หลายวัน

ต่อมานกตัวหนึ่งเผลอเหยียบหัวอีกตัวตอนลงหากิน แม้ตัวที่เหยียบจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ อีกตัวก็ยังโกรธ จนทะเลาะกันลามไปว่า "ท่านคนเดียวกระมังที่ยกข่ายได้" พระโพธิสัตว์เห็นว่าการทะเลาะไม่มีความปลอดภัย จึงพาบริวารของตนไปอยู่ที่อื่น เมื่อนายพรานมาอีก นกที่เหลือต่างพูดให้อีกฝ่ายยกข่าย จึงถูกจับไปทั้งหมด อรรถกถาเล่าว่าพระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้เพื่อเตือนพระญาติที่ทะเลาะกัน

  1. ๑

    พร้อมเพรียงกันจึงยกข่ายได้ สมฺโมทมานา คจฺฉนฺติ

    คาถากล่าวว่า นกทั้งหลายพร้อมเพรียงกันพาเอาข่ายไป อรรถกถาเล่าว่า เมื่อทุกตัวสอดหัวเข้าตาข่ายแล้วบินพร้อมกัน ข่ายทั้งผืนก็ลอยขึ้นและถูกพาไปวางไว้บนพุ่มไม้มีหนาม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    งานที่ดูหนักเกินตัว เช่น ดูแลพ่อแม่ป่วย หรือจัดงานใหญ่ ให้แบ่งหน้าที่กันชัด ๆ แล้วลงมือพร้อมกัน

  2. ๒

    ผู้นำที่ให้วิธีการชัดเจน สมฺโมทมานชาตกํ

    อรรถกถาเล่าว่า พระโพธิสัตว์ไม่ได้บอกแค่ว่าให้สามัคคีกัน แต่บอกวิธีทำทีละขั้น คือสอดหัวเข้าตาข่าย ยกบินไป วางบนพุ่มไม้มีหนาม แล้วหลบออกทางข้างล่าง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาชวนทีมให้ร่วมมือกัน ให้บอกด้วยว่าแต่ละคนต้องทำอะไร เมื่อไร และอย่างไร ความสามัคคีจะเกิดง่ายขึ้นมาก

  3. ๓

    เรื่องเล็กที่ไม่ยอมปล่อย สมฺโมทมานชาตกํ

    อรรถกถาเล่าว่า นกตัวหนึ่งเหยียบหัวอีกตัวโดยไม่ตั้งใจ และบอกว่าอย่าโกรธเลย แต่อีกตัวก็ยังโกรธอยู่ เรื่องเล็กที่ควรจบด้วยคำขอโทษจึงกลายเป็นการทะเลาะของทั้งฝูง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่ออีกฝ่ายยอมรับว่าพลาดและขอโทษแล้ว ให้โอกาสเรื่องจบตรงนั้น อย่าเก็บไปขยายเป็นเรื่องทั้งหมดของความสัมพันธ์

  4. ๔

    ทะเลาะกันเมื่อไร ก็ตกอยู่ในอำนาจผู้อื่น ยทา เต วิวทิสฺสนฺติ

    คาถาเป็นคำของนายพรานที่มองออกว่า ตราบใดที่นกยังพร้อมเพรียงกัน เขาจับไม่ได้ แต่เมื่อใดทะเลาะกัน นกเหล่านั้นจะตกอยู่ในอำนาจของเขา ผู้ที่หวังร้ายจึงรอเพียงวันที่กลุ่มแตกแยก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อพี่น้องทะเลาะกันเรื่องมรดก หรือทีมแตกกันเป็นฝ่าย ให้นึกว่าคนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ มักเป็นคนนอก

  5. ๕

    ทวงความดีของตัวเอง สมฺโมทมานชาตกํ

    อรรถกถาเล่าว่า เมื่อนายพรานทอดข่ายอีกครั้ง นกต่างพูดกันว่า ท่านยกข่ายจนขนร่วงไม่ใช่หรือ ท่านก็ยกไปสิ ต่างคนต่างรอให้อีกฝ่ายลงแรง ข่ายจึงไม่มีใครยก และถูกจับไปทั้งหมด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในทีม ถ้าเริ่มได้ยินคำว่า "ก็เก่งนักนี่ ทำเองสิ" ให้รีบคุยกันก่อนที่งานส่วนรวมจะไม่มีใครรับผิดชอบ

  6. ๖

    รู้จักถอยออกจากความขัดแย้ง สมฺโมทมานชาตกํ

    อรรถกถาเล่าว่า พระโพธิสัตว์เห็นว่าการทะเลาะไม่มีความปลอดภัย จึงพาบริวารของตนไปอยู่ที่อื่น ไม่เข้าไปร่วมทะเลาะ และไม่รออยู่ในที่ที่ภัยกำลังจะมา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าห้ามการทะเลาะไม่ได้ อย่างน้อยอย่าเข้าไปเป็นฝ่ายหนึ่ง และดูแลคนในความรับผิดชอบของเราให้พ้นจากความขัดแย้งนั้น

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ภาพนกช่วยกันยกข่ายเป็นภาพที่ใช้ได้กับทุกกลุ่ม ทั้งครอบครัว ทีมงาน ชุมชน หรือประเทศ ปัญหาใหญ่ที่คนเดียวแบกไม่ไหว มักยกได้เมื่อทุกคนออกแรงพร้อมกัน

จุดที่น่าสังเกตคือ ความแตกแยกไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่เริ่มจากการเหยียบหัวโดยไม่ตั้งใจ แล้วมีฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับคำขอโทษ จากนั้นเรื่องเล็กก็ลามไปเป็นการทวงบุญคุณว่าใครทำมากกว่ากัน

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้