สมาปันโนอัสสาเทติกถา: ติดใจฌานขณะอยู่ในฌานได้หรือ
สมาปนฺโน อสฺสาเทติกถากลุ่มกถาท้ายวรรคที่ ๑๓ ถามว่าผู้อยู่ในฌานยินดีในฌานนั้นขณะเดียวกันได้หรือ มีความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจหรือ และ…
วิสยฺหชาตกํ
ท้าวสักกะบอกวิสัยหะว่าทรัพย์หมดเพราะให้ทาน ถ้าเลิกให้ ทรัพย์จะกลับคืน แต่วิสัยหะตอบว่าจะไม่ทิ้งศรัทธาเพราะเห็นแก่ทรัพย์ มีมากให้มาก มีน้อยก็ให้ตามที่มี
ในวิสัยหชาดก จตุกกนิบาต ขุททกนิกาย มีคาถา ๔ บท คาถาแรกเป็นคำของผู้ที่วิสัยหะเรียกว่าท้าวสหัสสเนตรและท้าววาสวะ (คือท้าวสักกะ) ว่า เมื่อก่อนท่านให้ทาน และเพราะให้ทาน ความเสื่อมทรัพย์จึงเกิดแก่ท่าน ถ้าต่อไปไม่ให้ทาน ทรัพย์ก็จะคงอยู่ อีกสามคาถาเป็นคำตอบของวิสัยหะว่า ผู้ประเสริฐกล่าวว่าแม้ยากจนก็ไม่ควรทำสิ่งที่ไม่ประเสริฐ ทรัพย์ที่ต้องแลกกับการทิ้งศรัทธาอย่าได้มีเลย รถคันหนึ่งไปทางใด คันหลังก็ไปตามทางนั้น และถ้ามีก็จะให้ ถ้าไม่มีจะให้อะไรได้ แต่แม้เป็นอย่างนี้ก็จะให้ เพราะจะลืมการให้เสียไม่ได้
รายละเอียดเรื่องเล่ามาจากอรรถกถา เล่าว่าวิสัยหเศรษฐีแห่งพาราณสีตั้งโรงทาน ๖ แห่ง ท้าวสักกะเกรงว่าเศรษฐีจะมาแย่งตำแหน่งของตน จึงบันดาลให้ทรัพย์และคนรับใช้หายไปหมด เศรษฐีกับภรรยาพบเพียงเคียว คานหาบ และเชือกที่คนหาบหญ้าทิ้งไว้ เศรษฐีจึงไปเกี่ยวหญ้ามาขาย แบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ทาน แต่ผู้ขอมีมากจึงให้ไปหมด จนถึงวันที่เจ็ดล้มลงเพราะอดอาหาร ท้าวสักกะจึงปรากฏพระองค์และตรัสคาถาแรก
อรรถกถาเล่าต่อว่า เมื่อเศรษฐียืนยันไม่เลิกให้ทาน ท้าวสักกะพอพระทัย คืนทรัพย์สมบัติให้ดังเดิม พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้แก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และประชุมชาดกว่าวิสัยหเศรษฐีคือพระโพธิสัตว์
คาถาแรกชี้ว่า เพราะให้ทาน ทรัพย์ของวิสัยหะจึงหมดไป ถ้าเลิกให้ ทรัพย์จะคงอยู่ เป็นเหตุผลที่ฟังดูมีหลักการ แต่เป็นการชวนให้ทิ้งความดีเพื่อแลกกับความมั่นคง
เมื่อได้ยินว่า "ช่วยคนอื่นไปก็ไม่ได้อะไร เก็บไว้เองดีกว่า" ให้แยกระหว่างการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ กับการปิดใจไม่ช่วยใครเลย
วิสัยหะตอบว่า ผู้ประเสริฐกล่าวว่าสิ่งที่ไม่ประเสริฐนั้น แม้ผู้ยากจนแร้นแค้นก็ไม่ควรทำ ความยากจนไม่ใช่ข้ออ้างให้ละทิ้งคุณธรรม
ในช่วงที่การเงินฝืดเคือง ยังรักษาความซื่อสัตย์ได้ เช่น ไม่โกงค่าจ้าง ไม่เบี้ยวหนี้ แม้จะต้องขอผ่อนผันก็บอกกันตรง ๆ
วิสัยหะกล่าวว่า ทรัพย์ใดที่ต้องได้มาด้วยการละทิ้งศรัทธา ทรัพย์นั้นอย่าได้มีเลย สำหรับเขา คุณค่าในใจสำคัญกว่าสมบัติที่ได้คืน
ถ้างานหรือดีลใดให้เงินมากแต่ต้องทิ้งหลักการที่เรายึดถือ ให้กล้าพิจารณาว่าเงินนั้นคุ้มกับสิ่งที่เสียไปหรือไม่
วิสัยหะเปรียบว่า รถคันหนึ่งไปทางใด คันอื่นก็ไปตามทางนั้น ข้อวัตรที่ตนประพฤติมาแต่ก่อน ขอให้ดำเนินต่อไปอย่างนั้น อรรถกถาอธิบายว่า ขอให้การให้ทานดำเนินไปตลอดชีวิต อย่าหยุด
นิสัยดีที่ทำสม่ำเสมอ เช่น ใส่บาตรหรือบริจาคเล็ก ๆ ทุกเดือน ทำต่อไปแม้ช่วงที่มีน้อย เพื่อให้เป็นทางที่ตัวเองและคนรอบข้างเดินตาม
คาถาสุดท้ายว่า ถ้ามีก็จะให้ ถ้าไม่มีจะให้อะไรได้ แต่แม้เป็นอย่างนี้ก็จะให้ เพราะจะลืมการให้เสียไม่ได้ อรรถกถาอธิบายว่า แม้เป็นคนหาบหญ้าก็จะให้ทานไปตลอดชีวิต
เมื่อให้เงินไม่ได้ ให้สิ่งที่มี เช่น เวลา ทักษะ คำแนะนำ หรือแรงช่วยงาน การให้จึงไม่ต้องหยุดเพราะรายได้ลดลง
ในอรรถกถา เศรษฐีให้เงินค่าหญ้าไปหมดจนอดอาหารถึงเจ็ดวันและล้มลง ภาพนี้เน้นความมั่นคงของใจในนิทาน แต่หลักทั่วไปของพระพุทธศาสนาคือการให้ด้วยใจยินดี ไม่ใช่การทรมานตนเองหรือทำให้ครอบครัวลำบาก
ตั้งงบการให้ที่ทำได้จริงในแต่ละเดือน โดยไม่กระทบค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล และภาระของครอบครัว
แก่นของชาดกไม่ใช่ "ให้จนหมดตัวแล้วจะรวยกลับมา" แต่คือการไม่ทิ้งคุณธรรมเพียงเพราะฐานะเปลี่ยน คนที่เคยช่วยเหลือผู้อื่นตอนมีมาก เมื่อมีน้อยลงก็ยังช่วยได้ตามกำลัง เช่น แบ่งเวลา แบ่งแรง หรือแบ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ
เรื่องที่เศรษฐีอดอาหารจนล้มเป็นภาพในนิทานเพื่อเน้นความตั้งใจ ไม่ใช่แบบอย่างที่ควรทำตาม ในชีวิตจริงการให้ควรอยู่ในกำลังของตน ไม่ทำให้ตนเองหรือคนในครอบครัวเดือดร้อน
คำว่า "รถคันหนึ่งไปทางใด คันหลังก็ไปตามทางนั้น" เตือนว่านิสัยดีที่เราทำไว้เป็นทางให้คนรุ่นหลังเดินตาม ลูกหลานที่เห็นพ่อแม่แบ่งปันแม้ในยามลำบาก จะจำภาพนั้นได้นาน
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
กลุ่มกถาท้ายวรรคที่ ๑๓ ถามว่าผู้อยู่ในฌานยินดีในฌานนั้นขณะเดียวกันได้หรือ มีความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจหรือ และ…
เมื่อหมู่ภิกษุทะเลาะกันจนต่างทำผิดไว้มาก การไล่ปรับกันทีละเรื่องอาจทำให้แตกกัน พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ทุกฝ่ายป…
พราหมณ์พรหมายุวัย ๑๒๐ ปี ส่งศิษย์ไปดูว่ากิตติศัพท์ของพระพุทธเจ้าตรงกับความจริงไหม ศิษย์ติดตามอยู่ ๗ เดือนแล้วก…
สามสิกขาบทติดกันในโภชนวรรค ห้ามภิกษุฉันหลังเที่ยงวัน ห้ามฉันอาหารที่รับไว้แล้วเก็บข้ามวัน และห้ามภิกษุที่ไม่ป่…