กสิสูตร: การไถนาของพระพุทธเจ้า
ข้อปฏิบัติ

กสิสูตร: การไถนาของพระพุทธเจ้า

กสิสุตฺตํ

พราหมณ์ชาวนาท้าให้พระพุทธเจ้าไถและหว่านก่อนจึงค่อยกิน พระองค์ตรัสว่าทรงไถนาเหมือนกัน ศรัทธาเป็นพืช ตปะเป็นฝน ปัญญาเป็นแอกและไถ สติเป็นผาลและประตัก ความเพียรเป็นโคลากภาระ และผลของนานี้คืออมตะ

๘ ข้อ

ในกสิสูตร พราหมณสังยุต สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา แคว้นมคธ ในฤดูหว่านข้าว กสิภารทวาชพราหมณ์เทียมไถไว้ถึง ๕๐๐ คัน เช้าวันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตที่ลานเลี้ยงอาหารของพราหมณ์

พราหมณ์กล่าวว่า ข้าพเจ้าไถและหว่านแล้วจึงกิน ขอพระสมณะจงไถและหว่านแล้วจึงกินเถิด พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราก็ไถและหว่านแล้วจึงกินเหมือนกัน เมื่อพราหมณ์แย้งว่าไม่เห็นแอก ไถ ผาล ประตัก หรือโคของพระองค์ พระพุทธเจ้าจึงตรัสคาถาอธิบายนาทางใจที่พระองค์ทำ

เมื่อพราหมณ์ขอให้ทรงบริโภค พระองค์ตรัสว่าไม่ทรงบริโภคอาหารที่ได้มาเพราะการกล่าวคาถา ในที่สุดพราหมณ์ประกาศตนเป็นอุบาสกตลอดชีวิต (ในสุตตนิบาตมีพระสูตรชื่อกสิภารทวาชสูตรที่เล่าเหตุการณ์คล้ายกัน แต่ตอนจบต่างกัน)

  1. ๑

    คำท้าของชาวนา อหํ โข สมณ กสามิ จ วปามิ จ

    พราหมณ์กล่าวว่าตนไถและหว่านแล้วจึงกิน และชวนให้พระสมณะทำอย่างเดียวกัน พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของงาน แต่ตรัสว่าพระองค์ก็ไถและหว่านแล้วจึงกิน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อมีคนมองว่าการภาวนาหรือการเรียนรู้ธรรมะ "ไม่ใช่งาน" ไม่ต้องโต้เถียง ให้ทำงานภายในของตนอย่างจริงจังจนผลปรากฏเอง

  2. ๒

    ศรัทธาเป็นพืช ตปะเป็นฝน สทฺธา พีชํ ตโป วุฏฺฐิ

    ศรัทธาเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เริ่มทุกอย่าง ตปะคือความเพียรเผากิเลสเป็นฝนที่หล่อเลี้ยงให้เมล็ดงอก ไม่มีเมล็ดก็ไม่มีอะไรจะงอก ไม่มีฝนเมล็ดก็แห้งตาย

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าตั้งใจทำความดีแล้วไม่ต่อเนื่อง ให้ดูว่าขาดเมล็ดคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ หรือขาดฝนคือความเพียรที่สม่ำเสมอ

  3. ๓

    ปัญญาเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก ปญฺญา เม ยุคนงฺคลํ

    ปัญญาเป็นแอกและไถที่พลิกดิน หิริคือความละอายต่อความชั่วเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือกที่ผูกทุกส่วนเข้าด้วยกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนทำเรื่องที่ไม่แน่ใจ ให้ถามทั้งปัญญาว่าดีหรือไม่ และถามหิริว่าถ้าคนที่เคารพเห็นจะละอายไหม

  4. ๔

    สติเป็นผาลและประตัก สติ เม ผาลปาจนํ

    สติเป็นผาลที่ตัดลงไปในดิน และเป็นประตักที่คอยกระตุ้นไม่ให้งานหยุด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ระหว่างวัน ตั้งจุดสังเกตสั้น ๆ เช่น ทุกครั้งที่ลุกจากเก้าอี้ ให้รู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่

  5. ๕

    ดายหญ้าด้วยคำสัตย์ สจฺจํ กโรมิ นิทฺทานํ

    พระองค์ทรงคุ้มครองกายและวาจา สำรวมในอาหาร ทำการดายหญ้าด้วยความสัตย์ และโสรัจจะคือความสงบเสงี่ยมเป็นการปลดเสร็จงาน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สัปดาห์นี้ลองถอนวัชพืชในคำพูดของตน เช่น คำเกินจริง คำแก้ตัว หรือคำนินทา ทีละอย่าง

  6. ๖

    ความเพียรเป็นโคลากภาระ วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ

    ความเพียรเป็นโคที่ลากภาระไปจนถึงความเกษมจากโยคะ ไปไม่ถอยกลับ ไปถึงที่ซึ่งไปแล้วไม่เศร้าโศก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเหนื่อยกับการฝึกตน ให้นึกถึงโคไถนาที่เดินทีละก้าวไม่หันหลังกลับ ไม่ต้องเร็ว แต่อย่าถอย

  7. ๗

    ผลของนาคืออมตะ สา โหติ อมตปฺผลา

    นาที่ไถอย่างนี้ย่อมมีผลเป็นอมตะ ผู้ทำนาอย่างนี้ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    นอกจากงานที่ให้ผลเป็นเงินและผลผลิต ให้ถามตัวเองว่าวันนี้ได้ลงแรงในนาที่ให้ผลเป็นความสงบและความพ้นทุกข์บ้างหรือยัง

  8. ๘

    ไม่รับอาหารที่ได้เพราะกล่าวคาถา คาถาภิคีตํ เม อโภชเนยฺยํ

    เมื่อพราหมณ์ขอให้ทรงบริโภค พระพุทธเจ้าตรัสว่าอาหารที่ได้มาเพราะการกล่าวคาถาไม่ควรบริโภค ผู้รู้ย่อมรังเกียจ แล้วแนะให้พราหมณ์บำรุงพระขีณาสพด้วยข้าวน้ำอย่างอื่น เพราะนั่นเป็นนาบุญ ข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติของนักบวช

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อแบ่งปันความรู้หรือช่วยเหลือผู้อื่น อย่าตั้งเงื่อนไขว่าต้องได้อะไรตอบแทน ให้ความดีเป็นความดีโดยตัวของมันเอง

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

พระสูตรนี้ตอบคำถามที่คนทำงานหนักมักถามว่า การฝึกใจเป็น "งาน" จริงหรือ พระพุทธเจ้าไม่ได้ดูแคลนงานของชาวนา แต่ใช้ภาษาของชาวนาอธิบายว่าการฝึกตนก็ต้องมีเมล็ดพันธุ์ เครื่องมือ แรงงาน และความอดทน เหมือนการทำนา

ลองมองชีวิตประจำวันเป็นแปลงนา ศรัทธาคือเหตุที่ทำให้เริ่ม ความเพียรคือแรงที่ทำให้ไปต่อ สติคือเครื่องมือที่ตัดลงไปในเนื้อดินทุกขณะ ส่วนความสัตย์คือการถอนวัชพืชของคำพูด

เรื่องไม่รับอาหารที่ได้เพราะกล่าวคาถาเป็นหลักของนักบวช สำหรับคฤหัสถ์ ข้อคิดที่ใช้ได้คือไม่ใช้ธรรมะหรือความดีเป็นเครื่องต่อรองผลประโยชน์

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ปัฏฐาน: ธรรมที่มีข้าศึกกับธรรมที่ไม่มีข้าศึก หนุนกันข้ามฝ่ายได้

สรณทุกํ

สรณทุกะเป็นหมวดคู่สุดท้ายในมาติกา แบ่งธรรมเป็นธรรมที่มีข้าศึก (สรณะ) กับธรรมที่ไม่มีข้าศึก (อรณะ) ตัวอย่างในคั…

สารีปุตตสุตตนิทเทส: อยู่อย่างไม่หวั่นกลัว

สารีปุตฺตสุตฺตนิทฺเทโส

คำอธิบายสารีปุตตสูตรในมหานิทเทส ว่าภิกษุผู้อยู่ที่สงัดควรรับมือกับภัยห้าอย่าง ความหนาวร้อน ความขุ่นใจ ความโกรธ…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้