มหาปุณณมสูตร: ถามตอบเรื่องขันธ์ในคืนเพ็ญ
ศึกษาเชิงลึก

มหาปุณณมสูตร: ถามตอบเรื่องขันธ์ในคืนเพ็ญ

มหาปุณฺณมสุตฺตํ

ในคืนวันเพ็ญ ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าเป็นลำดับ ตั้งแต่อุปาทานขันธ์ ๕ มีอะไรเป็นมูล อุปาทานกับขันธ์เป็นอย่างเดียวกันไหม สักกายทิฏฐิเกิดอย่างไร ไปจนถึงรู้เห็นอย่างไรจึงไม่มีความถือตัวว่าเป็นเรา

๘ ข้อ

ในมหาปุณณมสูตร มัชฌิมนิกาย พระพุทธเจ้าประทับกลางแจ้งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ที่ปราสาทของมิคารมาตาในบุพพาราม ในคืนวันเพ็ญอุโบสถ ภิกษุรูปหนึ่งลุกขึ้นทูลขอโอกาสถามปัญหา พระองค์ตรัสให้นั่งที่ของตนแล้วถามตามที่ต้องการ

คำถามไล่ไปทีละขั้นอย่างเป็นระบบ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ มีอะไรเป็นมูล อุปาทานเป็นอันเดียวกับขันธ์หรือไม่ ความพอใจในขันธ์ต่างกันได้อย่างไร เพราะเหตุใดจึงเรียกว่าขันธ์ อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้ขันธ์แต่ละอย่างปรากฏ สักกายทิฏฐิเกิดและไม่เกิดอย่างไร อะไรเป็นคุณ โทษ และทางออก และรู้เห็นอย่างไรจึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย

ระหว่างนั้นภิกษุอีกรูปหนึ่งคิดว่า ถ้าขันธ์ไม่ใช่ตัวตน กรรมที่ทำด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจะถูกต้องตัวตนใดได้ พระพุทธเจ้าทรงทราบ ทรงเตือนไม่ให้คิดล้ำคำสอนด้วยใจที่ถูกตัณหาครอบงำ แล้วทรงถามว่าขันธ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง ท้ายพระสูตร ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปมีจิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ยึดมั่น

  1. ๑

    อุปาทานขันธ์ ๕ มีฉันทะเป็นมูล ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฉนฺทมูลกา

    ภิกษุทูลถามว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอุปาทานขันธ์ ๕ ใช่หรือไม่ ทรงรับว่าใช่ แล้วเมื่อถามว่ามีอะไรเป็นมูล ตรัสว่าอุปาทานขันธ์ ๕ มีฉันทะ คือความพอใจ เป็นมูล

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้สึกทุกข์เพราะรูปร่าง งาน หรือความคิดของตัวเอง ลองถามว่า ส่วนไหนคือตัวสิ่งนั้น และส่วนไหนคือความพอใจที่เราเอาไปผูกไว้

  2. ๒

    อุปาทานไม่ใช่ขันธ์ และไม่ใช่อื่นจากขันธ์ ยํ ตตฺถ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ อุปาทานํ

    เมื่อถามว่าอุปาทานเป็นอันเดียวกับขันธ์ หรืออุปาทานเป็นอื่นจากขันธ์ ตรัสว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ความพอใจติดใจ (ฉันทราคะ) ในขันธ์นั้นแหละคืออุปาทานในขันธ์นั้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความรู้สึกเสียใจหรือความคิดฟุ้ง ไม่จำเป็นต้องถูกกำจัด สิ่งที่คลายได้คือความติดใจที่ผูกอยู่กับมัน

  3. ๓

    ความพอใจในขันธ์ต่างกันได้ ฉนฺทราโค

    ตรัสว่าฉันทราคะในขันธ์ต่างกันได้ เช่น บางคนคิดว่า ในอนาคตขอให้รูปของเราเป็นอย่างนี้ ขอให้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณของเราเป็นอย่างนี้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตประโยค "ขอให้ฉัน..." ที่ผุดขึ้นในใจวันนี้ ทั้งเรื่องหน้าตา ความรู้สึก หรือความจำ แล้วดูว่ามันทำให้ใจตึงแค่ไหน

  4. ๔

    ทำไมจึงเรียกว่าขันธ์ ขนฺธาธิวจนํ

    รูปใด ๆ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ รวมกันเรียกว่ารูปขันธ์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เช่นเดียวกัน ขันธ์จึงหมายถึงกองหรือหมวดของสิ่งประเภทเดียวกัน ไม่ใช่ก้อนตัวตนก้อนเดียว ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาคิดว่า "ฉันเป็นคนขี้กังวล" ลองเปลี่ยนเป็น "มีความกังวลเกิดขึ้นหลายครั้ง ในหลายสถานการณ์" จะเห็นว่าเป็นกองของเหตุการณ์ ไม่ใช่ตัวเราตายตัว

  5. ๕

    เหตุปัจจัยของขันธ์แต่ละอย่าง โก เหตุ โก ปจฺจโย

    มหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุปัจจัยให้ปรากฏรูปขันธ์ ผัสสะเป็นเหตุปัจจัยให้ปรากฏเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นามรูปเป็นเหตุปัจจัยให้ปรากฏวิญญาณขันธ์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความรู้สึกไม่พอใจเกิดจากการกระทบ ถ้าจะดูแลอารมณ์ ให้ใส่ใจสิ่งที่เรารับเข้ามาทางตา หู และหน้าจอ

  6. ๖

    สักกายทิฏฐิเกิดและไม่เกิดอย่างไร สกฺกายทิฏฺฐิ

    ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ย่อมเห็นรูปเป็นตน เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป และเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณในทำนองเดียวกัน อย่างนี้สักกายทิฏฐิจึงมี ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับไม่เห็นอย่างนั้น สักกายทิฏฐิจึงไม่มี

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อถูกวิจารณ์ผลงาน สังเกตว่าเรากำลังเห็นผลงานหรือความคิดนั้นเป็น "ตัวเรา" หรือไม่ ถ้าแยกออกได้ คำวิจารณ์จะเจ็บน้อยลง

  7. ๗

    คุณ โทษ และทางออก อสฺสาโท อาทีนโว นิสฺสรณํ

    สุขและโสมนัสที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยขันธ์ เป็นคุณ ขันธ์ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เป็นโทษ การกำจัดและละฉันทราคะในขันธ์ เป็นทางออก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    กับสิ่งที่เราติด เช่น คำชม หรือรูปลักษณ์ ลองเขียนสามบรรทัด: มันให้ความสุขอะไร มันแปรเปลี่ยนอย่างไร และถ้าคลายความติดใจลงจะเป็นอย่างไร

  8. ๘

    ไม่มีความถือว่าเราว่าของเรา เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตา

    ผู้เห็นขันธ์ทุกอย่างด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ย่อมไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้และในนิมิตทั้งปวงภายนอก เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุประมาณ ๖๐ รูปมีจิตหลุดพ้นจากอาสวะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้สึกว่า "ฉันต้องชนะ" หรือ "ของฉันต้องดีกว่า" ให้หยุดดูคำว่า "ฉัน" ในประโยคนั้น แล้วถามว่ามันจำเป็นจริงไหม

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

พระสูตรนี้ต่างจากการสอนเรื่องขันธ์ ๕ แบบบรรยาย เพราะเดินด้วยคำถามที่คนสงสัยจริง ๆ ข้อที่ช่วยให้เข้าใจชัดขึ้นมากคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ความรู้สึก หรือความคิดโดยตัวมันเอง แต่อยู่ที่ความพอใจติดใจที่เข้าไปเกาะสิ่งเหล่านั้น

ในชีวิตประจำวัน ความทุกข์จำนวนมากมาจากความหวังว่า "ขอให้ร่างกายเราเป็นอย่างนี้ ขอให้ความรู้สึกเราเป็นอย่างนั้นในอนาคต" เมื่อเห็นความหวังนี้ชัด ก็ไม่ต้องทิ้งร่างกายหรือความรู้สึก เพียงคลายการเกาะลง

วิธีตั้งคำถามทีละขั้นของภิกษุรูปนี้ยังเป็นแบบอย่างการเรียนธรรมที่ดี คือถามจากพื้นฐานไปหาข้อลึก ไม่กระโดดข้าม

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

นันทมาณวกปัญหานิทเทส: มุนีไม่ได้วัดกันที่ความรู้

น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน

นันทะถามว่าคนเรียกใครว่ามุนี ผู้มีญาณหรือผู้มีวิถีชีวิตเคร่งครัด พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่เพราะความเห็น การสดับ…

บอกคืนสิกขา: คำบ่นกับการตัดสินใจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

สิกฺขํ อปฺปจฺจกฺขาย ทุพฺพลฺยํ อนาวิกตฺวา

พระวินัยแยกคำที่เป็นเพียงการระบายความอ่อนแอออกจากคำที่นับเป็นการลาสิกขาจริง พร้อมเงื่อนไขว่าคำนั้นต้องพูดกับใค…

ปาฏลิยสูตร: เมื่อครูสี่ท่านพูดไม่ตรงกัน จะเชื่อใครดี

ปาฏลิโย คามณี

นายบ้านปาฏลิยะเล่าว่ามีศาสดาสี่ท่านซึ่งเห็นต่างกันสุดขั้วมาพักในเรือนพักของตน จนเกิดความสงสัยว่าใครพูดจริง พระ…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้