นันทมาณวกปัญหานิทเทส: มุนีไม่ได้วัดกันที่ความรู้
หลักธรรมพื้นฐาน

นันทมาณวกปัญหานิทเทส: มุนีไม่ได้วัดกันที่ความรู้

น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน

นันทะถามว่าคนเรียกใครว่ามุนี ผู้มีญาณหรือผู้มีวิถีชีวิตเคร่งครัด พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่เพราะความเห็น การสดับ หรือญาณ แต่เพราะชนะเสนามาร ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง และผู้ข้ามโอฆะได้คือผู้ละความยึดว่าความบริสุทธิ์มาจากสิ่งที่เห็น ได้ยิน ศีลวัตร หรือมงคล แล้วกำหนดรู้ตัณหา

๗ ข้อ

นิทเทสเป็นคัมภีร์ในขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก ทำหน้าที่อธิบายพระสูตรในสุตตนิบาตทีละคำ ในนันทมาณวกปัญหานิทเทส จูฬนิทเทส ท่านอธิบายปัญหาของนันทมาณพในปารายนวรรค นันทะทูลถามว่า คนทั้งหลายกล่าวว่ามีมุนีอยู่ในโลก เขาเรียกผู้ที่มีญาณว่ามุนี หรือเรียกผู้ที่มีวิถีชีวิตแบบนักบวชว่ามุนี พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ฉลาดไม่เรียกบุคคลว่ามุนีเพราะความเห็น การสดับ หรือญาณ ผู้ที่ทำลายเสนาแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป ผู้นั้นคือมุนี

นันทะทูลถามต่อว่า สมณพราหมณ์ที่กล่าวว่าความบริสุทธิ์มาจากสิ่งที่เห็นและได้ยิน จากศีลและวัตร หรือจากมงคลหลายอย่าง ถ้าสำรวมประพฤติตามนั้นจะข้ามชาติและชราได้หรือไม่ ตรัสว่าข้ามไม่ได้ เมื่อทูลถามว่าแล้วใครข้ามได้ ตรัสว่า เราไม่ได้กล่าวว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมดถูกชาติและชราห่อหุ้ม ผู้ที่ละสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ศีลและวัตร และมงคลทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหา ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นข้ามโอฆะได้แล้ว นันทะกล่าวชื่นชมพระดำรัสนั้น

นิทเทสอธิบายว่า ญาณที่นันทะถามถึงคือญาณในสมาบัติแปดหรืออภิญญาห้า ส่วนวิถีชีวิตคือความเพียรของผู้เป็นอยู่อย่างลำบากและทำกิจที่ทำได้ยากยิ่ง และขยายคำว่าเสนาด้วยคาถาเรื่องเสนามาร

  1. ๑

    มุนีวัดจากอะไร สนฺติ โลเก มุนโย

    นันทะทูลถามว่า คนเรียกผู้มีญาณว่ามุนี หรือเรียกผู้มีวิถีชีวิตแบบนักบวชว่ามุนี นิทเทสอธิบายว่า ญาณในที่นี้คือญาณในสมาบัติแปดหรืออภิญญาห้า ส่วนวิถีชีวิตคือการเป็นอยู่อย่างลำบากและทำกิจที่ทำได้ยากยิ่งหลายอย่าง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อจะยกย่องใครว่าปฏิบัติดี ลองดูที่ความใจเย็น ความไม่โลภ และความซื่อตรง มากกว่าดูความสามารถพิเศษหรือความเคร่งที่มองเห็นจากภายนอก

  2. ๒

    ไม่ใช่เพราะความเห็น การฟัง หรือญาณ น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน

    ตรัสว่าผู้ฉลาดไม่เรียกบุคคลว่ามุนีเพราะความเห็น การสดับ หรือญาณ นิทเทสอธิบายว่าไม่ใช่เพราะความหมดจดด้วยการเห็น ด้วยการฟัง หรือแม้ด้วยญาณในสมาบัติแปด และไม่ใช่ด้วยญาณที่ผิด ผู้ฉลาดในที่นี้คือผู้ฉลาดในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปฏิจจสมุปบาท สติปัฏฐาน ไปจนถึงมรรค ผล และนิพพาน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความรู้ธรรมะมากหรือประสบการณ์สมาธิที่ดีเป็นของมีค่า แต่อย่าใช้เป็นป้ายบอกว่าตัวเองสูงกว่าคนอื่น

  3. ๓

    ชนะเสนามาร วิเสนิกตฺวา อนิฆา นิราสา

    ตรัสว่ามุนีคือผู้ทำลายเสนาแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง นิทเทสอธิบายว่าเสนาคือเสนามาร ได้แก่ ทุจริตทางกาย วาจา ใจ ราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความลบหลู่ ความริษยา ความตระหนี่ ความถือตัว ความประมาท และกิเลสทั้งปวง แล้วยกคาถาว่า เสนาที่หนึ่งคือกาม ที่สองคือความไม่ยินดี ที่สามคือความหิวกระหาย ที่สี่คือตัณหา ที่ห้าคือความหดหู่ง่วงงุน ที่หกคือความขลาด ที่เจ็ดคือความลังเลสงสัย ที่แปดคือความลบหลู่และความกระด้าง รวมทั้งลาภ สรรเสริญ สักการะ ยศที่ได้มาโดยผิด และการยกตนข่มผู้อื่น คนไม่กล้าชนะเสนานี้ไม่ได้ คนกล้าชนะแล้วย่อมได้สุข

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    จดรายชื่อเสนาเหล่านี้ไว้ แล้วเลือกตัวที่มาบ่อยที่สุดในสัปดาห์นี้ เช่น ความขลาดหรือความเบื่อ มาฝึกรู้ทันเป็นพิเศษ

  4. ๔

    ความบริสุทธิ์จากสิ่งภายนอก สีลพฺพเตนาปิ วทนฺติ สุทฺธึ

    นันทะทูลถามถึงสมณพราหมณ์ที่กล่าวว่าความบริสุทธิ์มาจากสิ่งที่เห็นและได้ยิน จากศีลและวัตร หรือจากมงคลหลายอย่าง นิทเทสอธิบายว่ามงคลในที่นี้คือวัตรและความตื่นเต้นกับสิ่งที่ถือว่าเป็นมงคลหลายแบบ พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้สมณพราหมณ์เหล่านั้นสำรวมระวังประพฤติอยู่ในความเห็นของตน ก็ข้ามชาติและชราไม่ได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าพบว่าตัวเองพึ่งฤกษ์ ของขลัง หรือพิธีกรรมเพื่อให้ใจสบาย ให้ถามต่อว่าความโลภ โกรธ หลงในใจลดลงบ้างหรือยัง เพราะนั่นคือสิ่งที่พระสูตรใช้วัด

  5. ๕

    ไม่เหมารวมทุกคน นาหํ สพฺเพ สมณพฺราหฺมณาเส

    เมื่อนันทะทูลถามว่าถ้าอย่างนั้นใครข้ามได้ พระพุทธเจ้าตรัสขึ้นต้นว่า เราไม่ได้กล่าวว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมดถูกชาติและชราห่อหุ้มไว้ นิทเทสอธิบายว่า สมณพราหมณ์ที่ละชาติ ชรา และมรณะได้เด็ดขาดแล้วมีอยู่

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาวิจารณ์ความเชื่อหรือกลุ่มคนใด ระวังคำว่า "ทุกคน" ให้พูดถึงเกณฑ์ที่ใช้ตัดสิน แทนการตัดสินคนทั้งกลุ่ม

  6. ๖

    ละความยึด ไม่ใช่ละความดี สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ

    ตรัสว่าผู้ที่ละสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้ทราบ ศีลและวัตรทั้งปวง และมงคลหลายอย่างทั้งหมด นิทเทสอธิบายว่าสิ่งที่ละคือความหมดจดด้วยการเห็น ด้วยการฟัง ด้วยการได้ทราบ ด้วยศีล และด้วยวัตร คือละการถือว่าสิ่งเหล่านั้นเองเป็นความบริสุทธิ์และความหลุดพ้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    รักษาศีลต่อไป แต่เลิกใช้ศีลเป็นไม้บรรทัดวัดว่าเราดีกว่าคนอื่น ให้ใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้ใจสงบ

  7. ๗

    กำหนดรู้ตัณหาสามขั้น ตณฺหํ ปริญฺญาย อนาสวา

    ผู้กำหนดรู้ตัณหาแล้ว ไม่มีอาสวะ ข้ามโอฆะได้ นิทเทสอธิบายการกำหนดรู้เป็นสามขั้น ขั้นแรกรู้ว่านี่คือตัณหาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือธรรมารมณ์ ขั้นที่สองพิจารณาตัณหานั้นว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค ดังฝี ขั้นที่สามละ บรรเทา และทำตัณหานั้นให้สิ้นไป

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่ออยากได้อะไรขึ้นมา ลองทำสามจังหวะ เรียกชื่อว่าอยากทางไหน ดูว่ามันไม่เที่ยงและบีบคั้นใจ แล้วค่อยวางลง

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ยุคนี้คนมักวัดความเป็นผู้รู้จากปริญญา จำนวนหนังสือที่อ่าน จำนวนชั่วโมงที่นั่งสมาธิ หรือความเคร่งของวัตรปฏิบัติ พระสูตรนี้ย้ายเกณฑ์ไปไว้ที่ใจ คือกิเลสที่ยังเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด

คำตอบของพระพุทธเจ้ายังเป็นธรรม ไม่เหมารวมว่านักบวชทุกคนข้ามไม่ได้ แต่ให้เกณฑ์ที่ใครก็ตรวจสอบได้ เป็นแบบอย่างของการวิจารณ์ความเชื่อโดยไม่ดูหมิ่นคน

เรื่องละศีลและวัตรต้องเข้าใจให้ถูก นิทเทสอธิบายว่าสิ่งที่ละคือความหมดจดด้วยศีลและวัตร คือเลิกยึดว่าตัวศีลและวัตรเองทำให้บริสุทธิ์ ไม่ได้ชวนให้เลิกรักษาศีล

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ธัมมาภิสมยกถาและอัพยากตกถา: ตรัสรู้ในครรภ์หรือในฝันได้หรือ

ธมฺมาภิสมยกถา

กลุ่มกถาในวรรคที่ ๒๒ ถามว่าสัตว์ในครรภ์ตรัสรู้ธรรมหรือบรรลุอรหัตได้หรือ ผู้ฝันตรัสรู้ได้หรือ และจิตของผู้ฝันเป…

อัตถัสสทวารชาดก: ประตู ๖ บานสู่ชีวิตที่เจริญ

อตฺถสฺส ทฺวารา ปมุขา ฉเฬเต

เด็กเจ็ดขวบถามพ่อว่าอะไรคือประตูแห่งประโยชน์ พ่อตอบด้วยคาถาว่ามี ๖ ข้อ คือ ความไม่มีโรค ศีล การคล้อยตามผู้รู้ …

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้