ก่อนจะเตือนใคร: ธรรมที่ผู้ว่ากล่าวพึงตั้งไว้ในตน
ใช้ในชีวิตประจำวัน

ก่อนจะเตือนใคร: ธรรมที่ผู้ว่ากล่าวพึงตั้งไว้ในตน

โจทเกน ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาย ปโร โจเทตพฺโพ

พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้จะว่ากล่าวผู้อื่นควรมีอะไรในตนก่อน พระพุทธเจ้าตรัสให้สำรวจกาย วาจา เมตตา และความรู้ของตน แล้วตั้งใจพูดให้ถูกกาล จริง สุภาพ มีประโยชน์ ด้วยเมตตา ส่วนผู้ตำหนิด้วยความโกรธ ท่านว่าย่อมเผาตัวเอง

๘ ข้อ

ปริวารเป็นคัมภีร์เล่มสุดท้ายของพระวินัยปิฎก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการสรุปและจัดหมวดหมู่เรื่องวินัยจากคัมภีร์ก่อนหน้า ในรูปถามตอบและคาถา ส่วนที่เรียกว่าอุปาลิปัญจกะเป็นคำถามของพระอุบาลีที่ทูลถามพระพุทธเจ้า และคำตอบจัดเป็นหมวดละห้าข้อ

ในอัตตาทานวรรค อุปาลิปัญจกะ ปริวาร พระอุบาลีทูลถามว่า ภิกษุผู้ประสงค์จะโจท คือว่ากล่าวผู้อื่นว่าทำผิด ควรพิจารณาอะไรในตนก่อน พระพุทธเจ้าตรัสตอบไว้สามหมวด หมวดแรกคือสำรวจตนเองห้าข้อ หมวดที่สองคือตั้งใจเรื่องวิธีพูดห้าข้อ และหมวดที่สามคือใจที่ควรมีขณะว่ากล่าวห้าข้อ

ส่วนในโจทนากัณฑ์ของปริวาร มีคาถาบรรยายโจทก์ที่ไม่เป็นธรรม เช่น ผู้มักโกรธ ผูกโกรธ ดุร้าย กล่าวหาว่าผิดทั้งที่ไม่ผิด ท่านว่าโจทก์เช่นนั้นย่อมเผาตน

บริบทเดิมเป็นเรื่องการกล่าวโทษอาบัติในหมู่ภิกษุ แต่หลักเหล่านี้ใช้ได้กับทุกคนที่ต้องให้คำติชมหรือตักเตือนผู้อื่น

  1. ๑

    สำรวจความประพฤติของตนก่อน ปริสุทฺธกายสมาจาโร นุ โขมฺหิ

    ผู้จะว่ากล่าวผู้อื่นพึงพิจารณาว่า ความประพฤติทางกายของเราบริสุทธิ์ ไม่มีช่องให้ติหรือไม่ และความประพฤติทางวาจาของเราบริสุทธิ์หรือไม่ ถ้าไม่ จะมีคนพูดกับเขาว่า "เชิญท่านศึกษาความประพฤติทางกาย (ทางวาจา) ก่อนเถิด"

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนเตือนลูกเรื่องเล่นมือถือหรือเตือนเพื่อนร่วมงานเรื่องมาสาย ลองดูก่อนว่าเราเองทำเรื่องนั้นอยู่หรือเปล่า

  2. ๒

    มีเมตตา ไม่มีความอาฆาต เมตฺตํ นุ โข เม จิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ สพฺรหฺมจารีสุ อนาฆาตํ

    ผู้จะว่ากล่าวพึงพิจารณาว่า เราตั้งเมตตาจิตที่ไม่มีความอาฆาตไว้ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันแล้วหรือยัง ถ้ายัง จะมีคนพูดกับเขาว่า "เชิญท่านตั้งเมตตาจิตในเพื่อนสพรหมจารีก่อนเถิด"

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้ตัวว่ากำลังอยากเตือนคนที่เราไม่ชอบอยู่แล้ว ให้ระวังเป็นพิเศษ เพราะคำเตือนอาจเป็นแค่ช่องทางระบายความไม่ชอบ

  3. ๓

    รู้จริงในเรื่องที่จะพูด พหุสฺสุโต นุ โขมฺหิ

    ผู้จะว่ากล่าวพึงพิจารณาว่า เราได้ศึกษาธรรมมามาก ทรงจำและเข้าใจด้วยปัญญาหรือไม่ และจำปาติโมกข์ทั้งสองได้ละเอียด วินิจฉัยได้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าถูกถามว่า "สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ที่ไหน" แล้วตอบไม่ได้ จะมีคนบอกให้เขาไปเรียนวินัยก่อน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนแชร์ว่าใครทำผิดกฎหมายหรือผิดหลักวิชา ตรวจข้อเท็จจริงและกติกาที่อ้างถึงให้แน่ก่อน

  4. ๔

    พูดโดยกาลอันควร กาเลน วกฺขามิ โน อกาเลน

    เมื่อสำรวจตนแล้ว ผู้ว่ากล่าวพึงตั้งธรรมห้าข้อไว้ในใจ ข้อแรกคือ "เราจักพูดโดยกาลอันควร จักไม่พูดโดยกาลไม่ควร"

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เรื่องที่ควรเตือนแต่ไม่ด่วน อย่าพูดต่อหน้าคนอื่น หรือตอนที่อีกฝ่ายกำลังเหนื่อยหรือเครียด หาเวลาคุยกันสองคน

  5. ๕

    พูดคำจริงด้วยคำสุภาพ ภูเตน วกฺขามิ โน อภูเตน

    ข้อที่สองและสามคือ "เราจักพูดด้วยคำจริง จักไม่พูดด้วยคำเท็จ" และ "เราจักพูดด้วยคำสุภาพ จักไม่พูดด้วยคำหยาบ"

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เล่าเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่เติมคำว่า "ทุกครั้ง" หรือ "ไม่เคยเลย" ที่เกินจริง และไม่ใช้คำด่าหรือคำประชด

  6. ๖

    พูดสิ่งมีประโยชน์ด้วยจิตเมตตา เมตฺตจิตฺโต วกฺขามิ โน โทสนฺตโร

    ข้อที่สี่และห้าคือ "เราจักพูดด้วยคำประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่พูดด้วยคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์" และ "เราจักมีเมตตาจิตพูด จักไม่มุ่งร้ายพูด" ในโจทนากัณฑ์ก็ยกธรรมห้าข้อนี้เป็นเครื่องแยกผู้โจทก์ที่เป็นธรรมกับผู้โจทก์ที่ไม่เป็นธรรม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนพูด ถามตัวเองว่าคำนี้ช่วยให้เขาแก้ไขได้จริงไหม ถ้าพูดไปแล้วเขาได้แต่อับอายโดยไม่รู้จะแก้อย่างไร ให้ปรับคำใหม่

  7. ๗

    ใจห้าอย่างที่ควรมีขณะเตือน การุญฺญตา หิเตสิตา อนุกมฺปิตา

    พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้จะว่ากล่าวพึงมนสิการธรรมห้าอย่างไว้ในตน คือ ความการุญ ความหวังประโยชน์ ความเอ็นดู ความมุ่งให้เขาออกจากอาบัติ และการถือวินัยเป็นหลัก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ตั้งเป้าก่อนเริ่มคุยว่า "อยากให้เขาดีขึ้น" ไม่ใช่ "อยากให้เขารู้ว่าเราถูก" แล้วใช้กติกาหรือหลักการเป็นตัวกลาง ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว

  8. ๘

    ผู้ตำหนิด้วยความโกรธย่อมเผาตน ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ

    คาถาในโจทนากัณฑ์กล่าวว่า โจทก์ผู้มักโกรธ ผูกโกรธ ดุร้าย กล่าวบริภาษ หรือกระซิบข้างหูคอยจับผิด หรือโจทผิดกาล ด้วยคำไม่จริง คำหยาบ คำไม่มีประโยชน์ ด้วยใจมุ่งร้าย หรือไม่รู้จริงว่าอะไรผิดอะไรไม่ผิด แล้วกล่าวหาว่าผิดทั้งที่ไม่ผิด โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตว่าหลังจากต่อว่าใครด้วยความโกรธ ใจเราเองร้อนและไม่สงบไปอีกนาน นั่นคือตัวอย่างใกล้ตัวของการเผาตัวเอง

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

หลักนี้ไม่ได้ห้ามการเตือน แต่ให้เตือนอย่างมีคุณภาพ คนที่พร้อมจะเตือนคนอื่นควรพร้อมถูกถามกลับด้วยว่า เรื่องนี้เราเองทำได้หรือยัง และเรารู้เรื่องที่จะพูดจริงหรือเปล่า ถ้ายังไม่พร้อม คำเตือนมักถูกย้อนกลับมาว่า "ไปแก้ตัวเองก่อนเถอะ" อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

ก่อนส่งข้อความตำหนิใครในที่ทำงาน ในกลุ่มครอบครัว หรือในโลกออนไลน์ ลองถามตัวเองห้าข้อ: ตอนนี้ใช่เวลาไหม เรื่องนี้จริงไหม คำที่ใช้สุภาพไหม พูดแล้วเกิดประโยชน์ไหม และตอนนี้ใจเราหวังดีหรือกำลังโกรธ ถ้าข้อสุดท้ายยังเป็นความโกรธ รอให้ใจเย็นก่อนแล้วค่อยพูด

ข้อควรระวังคือหลักนี้ไม่ใช่ใบอนุญาตให้คอยจับผิดคนอื่น เป้าหมายของการเตือนคือช่วยให้เขาออกจากความผิด ไม่ใช่ให้เราดูดีกว่า

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

กุมภสูตรและพระสูตรในมิจฉัตตวรรค: หม้อที่มีเครื่องรองรับ

จิตฺตสฺส อาธาโร

หม้อที่ไม่มีเครื่องรองรับกลิ้งไปได้ง่าย ที่มีเครื่องรองรับกลิ้งไปได้ยาก จิตก็เช่นกัน และเครื่องรองรับจิตคืออริ…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้