สุตมยญาณ: ฟังแล้วรู้ว่าธรรมข้อนี้ต้องทำอย่างไร
ข้อปฏิบัติ

สุตมยญาณ: ฟังแล้วรู้ว่าธรรมข้อนี้ต้องทำอย่างไร

โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ

ญาณข้อแรกของปฏิสัมภิทามรรคไม่ใช่การจำคำได้มาก แต่คือฟังแล้วแยกออกว่าธรรมข้อไหนควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญ ควรทำให้แจ้ง และธรรมที่กำลังเป็นไปในใจนั้นพาไปทางเสื่อมหรือทางพ้นทุกข์

๗ ข้อ

ในปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย ญาณกถาเปิดด้วยญาณข้อแรกคือสุตมยญาณ แปลตามรูปศัพท์ว่า ญาณที่สำเร็จด้วยการฟัง ท่านนิยามไว้ว่า ปัญญาในการเงี่ยโสตลงฟังและทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว

สิ่งที่ทำให้ญาณข้อนี้ไม่ใช่แค่ความจำ คือสิ่งที่ผู้ฟังรู้ชัดตามมา ท่านยกไว้เป็นชุด ๆ ชุดแรกคือรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชุดต่อมาคือรู้ว่าธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความตั้งอยู่ ความวิเศษ หรือความชำแรกกิเลส แล้วจึงถึงการรู้ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา และรู้อริยสัจ ๔

จากนั้นท่านขยายแต่ละหัวข้ออย่างละเอียดหลายสิบหน้า เช่น อะไรบ้างควรละ ละได้กี่แบบ อะไรบ้างควรเจริญ ตั้งแต่ธรรมข้อเดียวไปจนถึงหมวดสิบ ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในระดับ ฟังแล้วรู้ชัด ยังไม่ใช่การบรรลุ ซึ่งเป็นญาณข้อถัด ๆ ไป

  1. ๑

    ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยาติ

    ท่านแจกแจงว่าสิ่งที่ควรรู้ยิ่งคือทุกอย่าง ตั้งแต่ขันธ์ ๕ อายตนะ ธาตุ ภพ ฌาน พรหมวิหาร ปฏิจจสมุปบาท ไปจนถึงนิพพาน การรู้ยิ่งในที่นี้คือรู้สภาพของสิ่งนั้นตามที่มันเป็น ไม่ใช่รู้ชื่อของมัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อได้ยินศัพท์ธรรมใหม่ อย่าหยุดที่คำแปล ให้ถามต่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในใจเราตอนไหน หน้าตาเป็นอย่างไร

  2. ๒

    ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยาติ

    ส่วนที่ควรกำหนดรู้คือสิ่งที่เป็นทุกข์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์ที่มากระทบ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาทั้งสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ที่เกิดจากผัสสะนั้น ท่านสรุปว่า ผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใด เมื่อได้แล้ว ธรรมนั้นก็เป็นอันกำหนดรู้และพิจารณาแล้ว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาหงุดหงิด ให้ไล่ดูว่ามาจากตาเห็นอะไร หูได้ยินอะไร แล้วเวทนาแบบไหนเกิดขึ้น แค่รู้ให้ทัน ไม่ต้องรีบแก้

  3. ๓

    ธรรมเหล่านี้ควรละ และการละมีห้าแบบ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ

    ท่านแสดงปหานะ ๕ คือ วิกขัมภนปหานะ การละด้วยการข่มไว้ ซึ่งมีแก่ผู้เจริญปฐมฌาน ตทังคปหานะ การละทิฐิด้วยองค์นั้น ๆ สมุจเฉทปหานะ การละขาดด้วยโลกุตรมรรค ปฏิปัสสัทธิปหานะ การละด้วยความสงบระงับในขณะแห่งผล และนิสสรณปหานะ คือนิพพาน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อย่าตัดสินตัวเองว่าล้มเหลวเพราะกิเลสยังไม่หมด การข่มไว้ได้ในวันนี้ก็นับเป็นการละแบบหนึ่งที่พระสูตรรับรอง

  4. ๔

    ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ

    ท่านเรียงไว้เป็นหมวด ธรรมหนึ่งอย่างที่ควรเจริญคือกายคตาสติอันสหรคตด้วยความสำราญ สองคือสมถะและวิปัสสนา สามคือสมาธิ ๓ สี่คือสติปัฏฐาน ๔ ห้าคือสัมมาสมาธิมีองค์ ๕ หกคืออนุสสติ ๖ เจ็ดคือโพชฌงค์ ๗ แปดคืออริยมรรคมีองค์ ๘ เก้าคือองค์อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๙ และสิบคือกสิณ ๑๐

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้เริ่มที่ข้อแรกสุด คือสติอยู่กับกายอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องเครียด ระหว่างเดิน อาบน้ำ หรือล้างจาน

  5. ๕

    ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง อิเม ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพาติ

    การทำให้แจ้งในพระสูตรนี้ท่านอธิบายว่า ทำให้แจ้งโดยทำสิ่งนั้นให้เป็นอารมณ์ คือหันมาดูมันตรง ๆ จนถึงนิพพานอันหยั่งลงในอมตะ ธรรมใดทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้นย่อมเป็นอันถูกต้องแล้ว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เรื่องที่เราหลบมองมานาน เช่น ความแก่ของพ่อแม่หรือของตัวเอง ลองยอมมองตรง ๆ สักครั้ง แทนที่จะเบนสายตาทุกที

  6. ๖

    รู้ว่าธรรมนี้พาไปทางไหน อิเม ธมฺมา หานภาคิยาติ

    ท่านยกตัวอย่างผู้ได้ปฐมฌานไว้ชัด ถ้าสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยกามยังเป็นไปอยู่ นั่นเป็นส่วนแห่งความเสื่อม ถ้าความพอใจที่สมควรแก่ฌานนั้นยังตั้งอยู่ นั่นเป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ ถ้าสัญญาและมนสิการที่ไม่ประกอบด้วยวิตกเป็นไปอยู่ นั่นเป็นส่วนแห่งความวิเศษ และถ้าสัญญาและมนสิการที่สหรคตด้วยความเบื่อหน่ายประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นั่นเป็นส่วนแห่งความชำแรกกิเลส

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สิ้นวันลองถามสี่คำถาม วันนี้ใจถอยลงไหม อยู่ที่เดิมไหม ดีขึ้นไหม หรือเริ่มคลายจากสิ่งที่เคยติด

  7. ๗

    ฟังจนรู้ชัด ยังไม่เท่ากับเห็นเอง โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา

    แม้ประโยคว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา และอริยสัจ ๔ ทั้งสี่ข้อ ท่านก็ยังจัดไว้ในสุตมยญาณ คือรู้ชัดในระดับที่ได้ฟังมา ญาณที่เห็นด้วยตนเองเป็นข้อถัด ๆ ไปในญาณ ๗๓ ข้อ ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้สึกว่าเข้าใจธรรมข้อหนึ่งดีแล้ว ให้ถามต่อว่าเคยเห็นมันเกิดขึ้นกับตัวเองจริง ๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไร

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

คนสมัยนี้ฟังธรรมได้ง่ายกว่าทุกยุค คลิปหนึ่งจบก็ต่อคลิปถัดไป แต่สิ่งที่มักขาดคือขั้นที่สุตมยญาณพูดถึง นั่นคือหลังฟังจบ เราแยกออกไหมว่าเรื่องที่เพิ่งฟังนั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ เรื่องที่ต้องเลิกทำ หรือเรื่องที่ต้องลงมือฝึก

ลองใช้ตะแกรงห้าช่องนี้ทุกครั้งที่ฟังหรืออ่านธรรม ข้อนี้ควรรู้ให้ชัดขึ้น ข้อนี้ควรกำหนดรู้เวลาเกิดขึ้นในใจ ข้อนี้ควรละ ข้อนี้ควรทำให้มากขึ้น ข้อนี้คือเป้าหมายที่ต้องทำให้แจ้งด้วยตัวเอง เพียงแค่จัดลงช่องได้ การฟังก็เริ่มเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติ

อีกด้านหนึ่งพระสูตรเตือนไว้ตรง ๆ ว่าความรู้ระดับนี้ยังไม่ใช่การพ้นทุกข์ การรู้มากแล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็เป็นธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ไม่เสื่อมแต่ก็ไม่ไปไหน

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

อานาปาณกถา: ลมที่ละเอียดลงเหมือนเสียงกังสดาลที่ค่อย ๆ เบา

อานาปานกถา

คำอธิบายละเอียดของปฏิสัมภิทามรรคว่า เมื่อรู้ลมยาวลมสั้น ความพอใจและความปราโมทย์ทำให้ลมละเอียดลงจนใจวางเฉย และเ…

สคารวสูตร: ฟังต่อกันมา คิดเอาเอง หรือรู้ด้วยตนเอง

สคารวสุตฺตํ

สคารวมาณพถามพระพุทธเจ้าว่าทรงอยู่ในกลุ่มนักบวชแบบใด ทรงแบ่งผู้ประกาศหลักพรหมจรรย์เป็นสามพวก คือพวกที่อาศัยการฟ…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้