อานาปาณกถา: ลมที่ละเอียดลงเหมือนเสียงกังสดาลที่ค่อย ๆ เบา
อานาปานกถาคำอธิบายละเอียดของปฏิสัมภิทามรรคว่า เมื่อรู้ลมยาวลมสั้น ความพอใจและความปราโมทย์ทำให้ลมละเอียดลงจนใจวางเฉย และเ…
โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ
ญาณข้อแรกของปฏิสัมภิทามรรคไม่ใช่การจำคำได้มาก แต่คือฟังแล้วแยกออกว่าธรรมข้อไหนควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรเจริญ ควรทำให้แจ้ง และธรรมที่กำลังเป็นไปในใจนั้นพาไปทางเสื่อมหรือทางพ้นทุกข์
ในปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย ญาณกถาเปิดด้วยญาณข้อแรกคือสุตมยญาณ แปลตามรูปศัพท์ว่า ญาณที่สำเร็จด้วยการฟัง ท่านนิยามไว้ว่า ปัญญาในการเงี่ยโสตลงฟังและทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว
สิ่งที่ทำให้ญาณข้อนี้ไม่ใช่แค่ความจำ คือสิ่งที่ผู้ฟังรู้ชัดตามมา ท่านยกไว้เป็นชุด ๆ ชุดแรกคือรู้ว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชุดต่อมาคือรู้ว่าธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความตั้งอยู่ ความวิเศษ หรือความชำแรกกิเลส แล้วจึงถึงการรู้ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา และรู้อริยสัจ ๔
จากนั้นท่านขยายแต่ละหัวข้ออย่างละเอียดหลายสิบหน้า เช่น อะไรบ้างควรละ ละได้กี่แบบ อะไรบ้างควรเจริญ ตั้งแต่ธรรมข้อเดียวไปจนถึงหมวดสิบ ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในระดับ ฟังแล้วรู้ชัด ยังไม่ใช่การบรรลุ ซึ่งเป็นญาณข้อถัด ๆ ไป
ท่านแจกแจงว่าสิ่งที่ควรรู้ยิ่งคือทุกอย่าง ตั้งแต่ขันธ์ ๕ อายตนะ ธาตุ ภพ ฌาน พรหมวิหาร ปฏิจจสมุปบาท ไปจนถึงนิพพาน การรู้ยิ่งในที่นี้คือรู้สภาพของสิ่งนั้นตามที่มันเป็น ไม่ใช่รู้ชื่อของมัน
เมื่อได้ยินศัพท์ธรรมใหม่ อย่าหยุดที่คำแปล ให้ถามต่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในใจเราตอนไหน หน้าตาเป็นอย่างไร
ส่วนที่ควรกำหนดรู้คือสิ่งที่เป็นทุกข์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อารมณ์ที่มากระทบ วิญญาณ ผัสสะ และเวทนาทั้งสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ที่เกิดจากผัสสะนั้น ท่านสรุปว่า ผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใด เมื่อได้แล้ว ธรรมนั้นก็เป็นอันกำหนดรู้และพิจารณาแล้ว
เวลาหงุดหงิด ให้ไล่ดูว่ามาจากตาเห็นอะไร หูได้ยินอะไร แล้วเวทนาแบบไหนเกิดขึ้น แค่รู้ให้ทัน ไม่ต้องรีบแก้
ท่านแสดงปหานะ ๕ คือ วิกขัมภนปหานะ การละด้วยการข่มไว้ ซึ่งมีแก่ผู้เจริญปฐมฌาน ตทังคปหานะ การละทิฐิด้วยองค์นั้น ๆ สมุจเฉทปหานะ การละขาดด้วยโลกุตรมรรค ปฏิปัสสัทธิปหานะ การละด้วยความสงบระงับในขณะแห่งผล และนิสสรณปหานะ คือนิพพาน
อย่าตัดสินตัวเองว่าล้มเหลวเพราะกิเลสยังไม่หมด การข่มไว้ได้ในวันนี้ก็นับเป็นการละแบบหนึ่งที่พระสูตรรับรอง
ท่านเรียงไว้เป็นหมวด ธรรมหนึ่งอย่างที่ควรเจริญคือกายคตาสติอันสหรคตด้วยความสำราญ สองคือสมถะและวิปัสสนา สามคือสมาธิ ๓ สี่คือสติปัฏฐาน ๔ ห้าคือสัมมาสมาธิมีองค์ ๕ หกคืออนุสสติ ๖ เจ็ดคือโพชฌงค์ ๗ แปดคืออริยมรรคมีองค์ ๘ เก้าคือองค์อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ ๙ และสิบคือกสิณ ๑๐
ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้เริ่มที่ข้อแรกสุด คือสติอยู่กับกายอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องเครียด ระหว่างเดิน อาบน้ำ หรือล้างจาน
การทำให้แจ้งในพระสูตรนี้ท่านอธิบายว่า ทำให้แจ้งโดยทำสิ่งนั้นให้เป็นอารมณ์ คือหันมาดูมันตรง ๆ จนถึงนิพพานอันหยั่งลงในอมตะ ธรรมใดทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้นย่อมเป็นอันถูกต้องแล้ว
เรื่องที่เราหลบมองมานาน เช่น ความแก่ของพ่อแม่หรือของตัวเอง ลองยอมมองตรง ๆ สักครั้ง แทนที่จะเบนสายตาทุกที
ท่านยกตัวอย่างผู้ได้ปฐมฌานไว้ชัด ถ้าสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยกามยังเป็นไปอยู่ นั่นเป็นส่วนแห่งความเสื่อม ถ้าความพอใจที่สมควรแก่ฌานนั้นยังตั้งอยู่ นั่นเป็นส่วนแห่งความตั้งอยู่ ถ้าสัญญาและมนสิการที่ไม่ประกอบด้วยวิตกเป็นไปอยู่ นั่นเป็นส่วนแห่งความวิเศษ และถ้าสัญญาและมนสิการที่สหรคตด้วยความเบื่อหน่ายประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นั่นเป็นส่วนแห่งความชำแรกกิเลส
สิ้นวันลองถามสี่คำถาม วันนี้ใจถอยลงไหม อยู่ที่เดิมไหม ดีขึ้นไหม หรือเริ่มคลายจากสิ่งที่เคยติด
แม้ประโยคว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา และอริยสัจ ๔ ทั้งสี่ข้อ ท่านก็ยังจัดไว้ในสุตมยญาณ คือรู้ชัดในระดับที่ได้ฟังมา ญาณที่เห็นด้วยตนเองเป็นข้อถัด ๆ ไปในญาณ ๗๓ ข้อ ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
เมื่อรู้สึกว่าเข้าใจธรรมข้อหนึ่งดีแล้ว ให้ถามต่อว่าเคยเห็นมันเกิดขึ้นกับตัวเองจริง ๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไร
คนสมัยนี้ฟังธรรมได้ง่ายกว่าทุกยุค คลิปหนึ่งจบก็ต่อคลิปถัดไป แต่สิ่งที่มักขาดคือขั้นที่สุตมยญาณพูดถึง นั่นคือหลังฟังจบ เราแยกออกไหมว่าเรื่องที่เพิ่งฟังนั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ เรื่องที่ต้องเลิกทำ หรือเรื่องที่ต้องลงมือฝึก
ลองใช้ตะแกรงห้าช่องนี้ทุกครั้งที่ฟังหรืออ่านธรรม ข้อนี้ควรรู้ให้ชัดขึ้น ข้อนี้ควรกำหนดรู้เวลาเกิดขึ้นในใจ ข้อนี้ควรละ ข้อนี้ควรทำให้มากขึ้น ข้อนี้คือเป้าหมายที่ต้องทำให้แจ้งด้วยตัวเอง เพียงแค่จัดลงช่องได้ การฟังก็เริ่มเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติ
อีกด้านหนึ่งพระสูตรเตือนไว้ตรง ๆ ว่าความรู้ระดับนี้ยังไม่ใช่การพ้นทุกข์ การรู้มากแล้วหยุดอยู่แค่นั้นก็เป็นธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ไม่เสื่อมแต่ก็ไม่ไปไหน
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
คำอธิบายละเอียดของปฏิสัมภิทามรรคว่า เมื่อรู้ลมยาวลมสั้น ความพอใจและความปราโมทย์ทำให้ลมละเอียดลงจนใจวางเฉย และเ…
สคารวมาณพถามพระพุทธเจ้าว่าทรงอยู่ในกลุ่มนักบวชแบบใด ทรงแบ่งผู้ประกาศหลักพรหมจรรย์เป็นสามพวก คือพวกที่อาศัยการฟ…
ราชสีห์กับโคเป็นเพื่อนกันโดยไม่มีอะไรต้องแย่งกัน แต่สุนัขจิ้งจอกยุยงจนทั้งสองฆ่ากันเอง — ผู้เชื่อคำส่อเสียดย่อ…
ท่านพระอุบาลีทูลขอธรรมโดยย่อเพื่อไปปฏิบัติตามลำพัง พระพุทธเจ้าทรงให้เกณฑ์ข้อเดียว — สิ่งใดเป็นไปโดยส่วนเดียวเพ…