สังคหวัตถุ ๔
จตฺตาริ สงฺคหวตฺถูนิธรรมยึดเหนี่ยวใจคน ๔ ข้อ — ให้ พูดดี ทำประโยชน์ และวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ใช้ได้ทั้งในบ้านและที่ทำงาน
ปตฺตกมฺมสุตฺตํ
สิ่งที่คนทั่วไปปรารถนาแต่หาได้ยาก ๔ อย่าง ธรรม ๔ ที่นำไปสู่สิ่งเหล่านั้น การใช้ทรัพย์ที่สมควร และความสุข ๔ อย่างของผู้ครองเรือน ซึ่งความสุขจากการงานที่ไม่มีโทษมีค่ามากกว่าอีกสามอย่างรวมกัน
ในปัตตกัมมสูตร จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสกับอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า มีสิ่ง ๔ อย่างที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ แต่หาได้ยากในโลก คือ ขอให้ได้ทรัพย์โดยทางธรรม ขอให้มียศพร้อมทั้งญาติและมิตร ขอให้มีอายุยืน และเมื่อตายแล้วขอให้ไปสู่สุคติ
ทรงบอกว่าสิ่งทั้งสี่นี้ได้มาด้วยธรรม ๔ อย่าง คือ ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา แล้วตรัสถึงกรรมอันสมควร ๔ ประการที่อริยสาวกทำด้วยทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยัน ด้วยหยาดเหงื่อ และโดยชอบธรรม
ในพระสูตรถัดไปคืออนณสูตร (ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่าอันนนาถสูตร) ทรงแสดงความสุข ๔ อย่างของคฤหัสถ์ คือ สุขจากการมีทรัพย์ สุขจากการใช้ทรัพย์ สุขจากการไม่เป็นหนี้ และสุขจากการงานที่ไม่มีโทษ แล้วตรัสในคาถาว่า สามอย่างแรกรวมกันยังไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหกของอย่างสุดท้าย
สี่อย่างที่คนปรารถนาแต่หาได้ยาก คือ ได้ทรัพย์โดยทางธรรม มียศพร้อมทั้งญาติและมิตร มีชีวิตยืนยาว และเมื่อตายแล้วไปสู่สุคติโลกสวรรค์ แต่ละข้อตั้งอยู่บนข้อก่อนหน้า
เขียนเป้าหมายชีวิตของตัวเอง แล้วเติมคำว่า "โดยทางธรรม" ต่อท้ายทุกข้อ ดูว่าข้อไหนยังต้องปรับวิธีการ
อริยสาวกมีศรัทธา เชื่อในการตรัสรู้ของพระตถาคตว่า พระผู้มีพระภาคเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง เป็นผู้จำแนกธรรม
ศรัทธาในการตรัสรู้คือความมั่นใจว่าทางนี้เดินได้จริง ใช้ความมั่นใจนี้เป็นแรงให้ลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่แค่เชื่อ
อริยสาวกงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ไปจนถึงงดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ศีล ๕ คือรากฐานของยศที่มั่นคง ชื่อเสียงที่สร้างบนการโกหกหรือการเอาเปรียบพังได้ในข้ามคืน
อริยสาวกอยู่ครองเรือนด้วยใจที่ปราศจากมลทินคือความตระหนี่ มีการสละอันปล่อยแล้ว มีมือเปิด ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ และยินดีในการแบ่งปัน
ทำให้การแบ่งปันเป็นนิสัย เช่น กันส่วนเล็ก ๆ ของรายได้ไว้ช่วยคนอื่นทุกเดือน ตามกำลังที่ไม่เดือดร้อนตัวเอง
คนที่ถูกความโลภอย่างไม่สม่ำเสมอ ความพยาบาท ความหดหู่ง่วงงุน ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ หรือความลังเลสงสัยครอบงำ ย่อมทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ละเลยสิ่งที่ควรทำ แล้วเสื่อมจากยศและความสุข อริยสาวกรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต จึงละเสียได้
เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องเงินหรืองานสำคัญ ตรวจก่อนว่าตอนนี้ใจถูกความโลภ ความโกรธ ความง่วง ความร้อนรน หรือความลังเลครอบงำอยู่หรือไม่
ด้วยทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันและโดยชอบธรรม อริยสาวก (๑) เลี้ยงตน พ่อแม่ บุตร ภรรยา คนรับใช้ คนงาน และมิตรสหายให้เป็นสุข (๒) ป้องกันอันตรายจากไฟ น้ำ พระราชา โจร และทายาทที่ไม่เป็นที่รัก (๓) ทำพลี ๕ คือ ญาติพลี อติถิพลี ปุพพเปตพลี ราชพลี เทวตาพลี (๔) ถวายทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ฝึกตนและสงบตน ทรัพย์ที่หมดไปนอกจากสี่ทางนี้ ทรงเรียกว่าสิ้นเปลืองโดยไม่สมควร
เมื่อดูรายจ่ายประจำเดือน ลองจัดเป็นสี่กลุ่มนี้ แล้วดูว่ามีรายจ่ายส่วนไหนที่ไม่เข้ากลุ่มใดเลย
อนณสูตรตรัสว่า คฤหัสถ์ได้ความสุข ๔ อย่าง คือ สุขใจว่าเรามีทรัพย์ที่หามาโดยชอบ สุขจากการใช้ทรัพย์นั้นและทำบุญ สุขใจว่าเราไม่เป็นหนี้ใครไม่ว่าน้อยหรือมาก และสุขใจว่าเรามีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่ไม่มีโทษ
สังเกตว่าความสุขแต่ละแบบรู้สึกต่างกันอย่างไร การได้ใช้เงินกับคนที่รักกับการรู้ว่าเงินนั้นหามาอย่างสุจริต ให้ความอิ่มใจคนละแบบ
ในคาถาท้ายพระสูตร ผู้มีปัญญาเมื่อพิจารณาแล้วย่อมรู้ว่า ความสุขสามอย่างแรกรวมกัน ยังไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหกของความสุขที่เกิดจากการงานที่ไม่มีโทษ
เมื่อมีโอกาสได้เงินมากขึ้นแลกกับการทำสิ่งที่ต้องปิดบัง ให้นึกถึงคาถานี้ ความสบายใจที่ไม่มีอะไรต้องซ่อนมีค่ากว่า
พระสูตรนี้ไม่ได้ตำหนิการอยากมีเงิน มีชื่อเสียง หรือมีอายุยืน แต่บอกว่าสิ่งเหล่านี้ควรได้มาโดยธรรม และมีเหตุที่ต้องสร้าง ไม่ใช่เพียงขอหรือหวัง
ข้อที่สำคัญที่สุดอยู่ท้ายสุด ความสุขจากการมีเงิน ใช้เงิน และไม่มีหนี้ ล้วนมีค่า แต่เทียบไม่ได้กับความสุขของคนที่ไม่ต้องกลัวว่าสิ่งที่ตนทำ พูด หรือคิด จะนำโทษมาให้
เนื้อหานี้เป็นหลักธรรมเรื่องการดำเนินชีวิต ไม่ใช่คำแนะนำด้านการเงินหรือการลงทุน ผู้ที่มีภาระหนี้ไม่ควรรู้สึกว่าตนผิดหรือด้อยค่า การวางแผนแก้หนี้ทีละขั้นกับผู้รู้เฉพาะทางก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสุขข้อนี้
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ธรรมยึดเหนี่ยวใจคน ๔ ข้อ — ให้ พูดดี ทำประโยชน์ และวางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ใช้ได้ทั้งในบ้านและที่ทำงาน
เรารักหรือชังใครบางคน เพียงเพราะเขาทำดีหรือทำไม่ดีกับคนที่เรารักหรือคนที่เราไม่ชอบ พระสูตรนี้ชี้ให้เห็นกลไกนั้…
พระมหากัจจานะตอบพระเจ้ามธุรราชว่า คำอ้างว่าวรรณะของตนประเสริฐกว่าเป็นเพียงคำเล่าลือในโลก เพราะคนทุกวรรณะมีทรัพ…
พระเจ้าปเสนทิโกศลถามพระเขมาเถรีว่าพระตถาคตหลังตายยังมีอยู่หรือไม่ ท่านตอบด้วยอุปมานับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาและตว…