พุทธคุณ ๙
นว พุทฺธคุณาคำแปลของบทสวด "อิติปิ โส ภควา…" ทีละคำ — บทที่คนสวดกันทุกวันแต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าแปลว่าอะไร
สตฺตกนิทฺเทโส
อุปมาคนตกน้ำเจ็ดจำพวก ตั้งแต่จมแล้วจมเลย จนถึงข้ามถึงฝั่งยืนบนบก โดยวัดที่ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ว่าโผล่ขึ้นแล้วทรงอยู่ได้แค่ไหน พร้อมอุปมานักรบ ๕ จำพวกที่ถอยคนละจุด
ในปุคคลบัญญัติ พระอภิธรรมปิฎก สัตตกนิทเทสขยายความบุคคล ๗ จำพวกด้วยอุปมาคนอยู่ในห้วงน้ำ เกณฑ์ที่ใช้คือกุศลธรรมห้าอย่างเดียวกันทุกจำพวก ได้แก่ศรัทธาอันดี หิริอันดี โอตตัปปะอันดี วิริยะอันดี และปัญญาอันดี คำถามคือเมื่อโผล่ขึ้นมาในกุศลธรรมเหล่านี้แล้ว สิ่งที่โผล่ขึ้นนั้นเสื่อมไป คงอยู่ หรือเจริญต่อ
จำพวกที่หนึ่งคือจมแล้วคราวเดียวก็จมอยู่นั่นเอง ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมอันดำโดยส่วนเดียว จำพวกที่สองคือโผล่ขึ้นแล้วจมลงอีก จำพวกที่สามคือโผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่ จากจำพวกที่สี่เป็นต้นไปคัมภีร์เทียบกับระดับอริยบุคคล คือโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และผู้สิ้นอาสวะที่เรียกว่าข้ามถึงฝั่งเป็นพราหมณ์ยืนอยู่บนบก
ในปัญจกนิทเทสก่อนหน้านั้นมีอุปมานักรบอาชีพ ๕ จำพวก ที่ถอยคนละจุดกัน บางคนเห็นฝุ่นก็ถอย บางคนเห็นธงจึงถอย บางคนได้ยินเสียงจึงถอย บางคนถูกอาวุธเล็กน้อยก็ระส่ำระสาย และจำพวกที่ห้าอดทนได้ทั้งหมดจนชนะสงคราม พระพุทธเจ้าทรงเทียบทั้งห้าจำพวกกับภิกษุที่เผชิญสิ่งยั่วยวนต่างระดับกัน
จำพวกแรกคือผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมอันดำโดยส่วนเดียว คัมภีร์อธิบายสั้นเพียงเท่านี้ คือไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาโผล่ขึ้นมาเลย
อย่าใช้ข้อนี้ตัดสินใคร ให้ใช้เตือนตัวเองว่าวันที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรดีเหลืออยู่ แค่การละอายต่อสิ่งที่ทำผิดสักเรื่องก็นับว่าโผล่ขึ้นแล้ว
ผู้ที่โผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือศรัทธาอันดี หิริอันดี โอตตัปปะอันดี วิริยะอันดี ปัญญาอันดี แต่ธรรมเหล่านั้นไม่ตั้งอยู่ ไม่เจริญ เสื่อมไปถ่ายเดียว
ถ้าตั้งใจใหม่ทุกต้นปีแล้วเลิกทุกเดือนที่สอง ให้เปลี่ยนจากตั้งใจใหญ่ ๆ เป็นทำเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันโดยไม่ต้องใช้แรงใจมาก
ผู้ที่โผล่ขึ้นในกุศลธรรมห้าอย่างเดียวกัน แล้วธรรมเหล่านั้นไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ คัมภีร์นับว่านี่คือคนละจำพวกกับผู้ที่จมลงอีก แม้จะยังไม่ก้าวหน้า
ช่วงที่รู้สึกว่าปฏิบัติแล้วไม่ไปไหน ให้รู้ว่าการรักษาระดับไว้ไม่ให้ตกก็เป็นฐานะหนึ่งที่คัมภีร์ยอมรับ แล้วค่อยหาว่าจะเติมอะไรต่อ
ผู้ที่โผล่ขึ้นในกุศลธรรมห้าอย่างนั้น แล้วเป็นพระโสดาบันเพราะสัญโญชน์ ๓ สิ้นไป เป็นผู้ไม่ตกไปในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีความตรัสรู้เป็นที่ไปในเบื้องหน้า อุปมาคือโผล่พ้นน้ำแล้วมองเห็นฝั่ง
การเห็นทิศทางชัดว่าจะไปไหน ทำให้ความพยายามระหว่างทางเบาลงมาก ถ้ายังไม่ชัด ให้ใช้เวลาทบทวนเป้าหมายมากกว่าเร่งเดิน
ผู้ที่เป็นพระสกทาคามี เพราะสัญโญชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
ความก้าวหน้าที่วัดได้จริงคือกิเลสเบาบางลง ไม่ใช่ประสบการณ์แปลก ๆ ที่เจอระหว่างปฏิบัติ
ผู้ที่เป็นอุปปาติกะเพราะโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ สิ้นไป จะปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากภพนั้นเป็นธรรมดา อุปมาคือเท้าหยั่งถึงพื้นแล้ว น้ำพัดไปไม่ได้อีก
ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม สิ่งที่ใช้ได้คือภาพของจุดที่เท้าแตะพื้น คือจุดที่ความมั่นคงไม่ขึ้นกับกระแสรอบตัวอีกต่อไป
ผู้ที่รู้ยิ่งด้วยตนเอง ทำให้แจ้ง เข้าถึงเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ในปัจจุบัน คำว่าพราหมณ์ในที่นี้ใช้ในความหมายว่าผู้ลอยบาปแล้ว ไม่ใช่วรรณะโดยกำเนิด
เป้าหมายในคำสอนนี้อยู่ในชีวิตนี้ ไม่ใช่รางวัลหลังความตาย ข้อนี้ช่วยให้การปฏิบัติวันนี้มีความหมายขึ้น
นักรบจำพวกที่ ๑ เห็นปลายธุลีก็ชะงัก จำพวกที่ ๒ ทนธุลีได้แต่เห็นปลายธงก็ชะงัก จำพวกที่ ๓ ทนได้จนได้ยินเสียงพลนิกายอึกทึก จำพวกที่ ๔ ทนได้จนถูกอาวุธเล็กน้อยก็ระส่ำระสาย จำพวกที่ ๕ อดทนได้ทั้งหมดจนชนะสงคราม พระพุทธเจ้าทรงเทียบกับภิกษุที่เผชิญสิ่งยั่วยวนเป็นลำดับ ตั้งแต่ได้ยินข่าวเล่าลือ ได้เห็นด้วยตนเอง ได้ถูกทักทายยั่วเย้า ไปจนถึงการถูกต้องกาย และจำพวกที่ห้าคือผู้เข้าฌานจนสิ้นอาสวะ
ลองหาว่าตัวเองมัก "ถอย" ที่จุดไหนในเรื่องที่ตั้งใจไว้ แล้ววางระบบป้องกันไว้ก่อนถึงจุดนั้นหนึ่งขั้น เช่น ถ้ามักพลาดตอนเปิดดูฟีด ก็จัดการตั้งแต่ตอนวางโทรศัพท์
อุปมาห้วงน้ำมีประโยชน์ตรงที่ไม่ได้แบ่งคนเป็นดีกับเลว แต่แบ่งตามว่าสิ่งดีที่โผล่ขึ้นมาแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน หลายคนเคยอยู่ในจำพวกที่สองมาก่อน คือตั้งใจดีเป็นพัก ๆ แล้วก็จมลงอีก อุปมานี้บอกว่านั่นเป็นจุดหนึ่งบนเส้นทาง ไม่ใช่คำตัดสิน
จุดที่ควรสังเกตคือคัมภีร์ไม่ได้ให้คุณสมบัติใหม่กับจำพวกที่สูงขึ้น ทั้งเจ็ดจำพวกวัดด้วยธรรมห้าข้อเดียวกัน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่หาของวิเศษเพิ่ม แต่คือทำให้ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญาที่มีอยู่แล้วตั้งอยู่ได้และเจริญขึ้น
ส่วนอุปมานักรบนั้นพระพุทธเจ้าทรงใช้กับภิกษุผู้รักษาพรหมจรรย์โดยตรง สำหรับฆราวาสไม่ต้องนำมาใช้เป็นข้อวินัย แต่นำโครงมาใช้ได้ คือสิ่งที่ดึงเราออกจากสิ่งที่ตั้งใจไว้มักมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ข่าวลือ การได้เห็น การได้คุย จนถึงการเข้ามาใกล้ตัว และจุดที่เราถอยมักเป็นจุดเดิมทุกครั้ง
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
คำแปลของบทสวด "อิติปิ โส ภควา…" ทีละคำ — บทที่คนสวดกันทุกวันแต่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าแปลว่าอะไร
"ละธรรมอย่างหนึ่งได้ เรารับรองความเป็นอนาคามี" — พระสูตรสั้น ๆ ต้นอิติวุตตกะที่ชี้ให้ละทีละอย่าง ทั้งความโกรธ …
ไม่มอบหมายห้องแล้วจากไปจนไฟไหม้ก็ไม่มีใครกล้าช่วยขนของ เข้าอารามโดยไม่บอกกล่าว แล้วพอถือกฎเคร่งเกินไปจนเลิกมาช…
ใครพลาดอริยมรรคก็พลาดทางสิ้นทุกข์ ใครเริ่มก็ได้เริ่มทางนั้น ในหมู่มนุษย์ผู้ถึงฝั่งมีน้อย คนส่วนมากวิ่งเลียบฝั่…