ปุคคลบัญญัติ: คน ๗ จำพวกในห้วงน้ำ และนักรบ ๕ จำพวก
ข้อปฏิบัติ

ปุคคลบัญญัติ: คน ๗ จำพวกในห้วงน้ำ และนักรบ ๕ จำพวก

สตฺตกนิทฺเทโส

อุปมาคนตกน้ำเจ็ดจำพวก ตั้งแต่จมแล้วจมเลย จนถึงข้ามถึงฝั่งยืนบนบก โดยวัดที่ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ว่าโผล่ขึ้นแล้วทรงอยู่ได้แค่ไหน พร้อมอุปมานักรบ ๕ จำพวกที่ถอยคนละจุด

๘ ข้อ

ในปุคคลบัญญัติ พระอภิธรรมปิฎก สัตตกนิทเทสขยายความบุคคล ๗ จำพวกด้วยอุปมาคนอยู่ในห้วงน้ำ เกณฑ์ที่ใช้คือกุศลธรรมห้าอย่างเดียวกันทุกจำพวก ได้แก่ศรัทธาอันดี หิริอันดี โอตตัปปะอันดี วิริยะอันดี และปัญญาอันดี คำถามคือเมื่อโผล่ขึ้นมาในกุศลธรรมเหล่านี้แล้ว สิ่งที่โผล่ขึ้นนั้นเสื่อมไป คงอยู่ หรือเจริญต่อ

จำพวกที่หนึ่งคือจมแล้วคราวเดียวก็จมอยู่นั่นเอง ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมอันดำโดยส่วนเดียว จำพวกที่สองคือโผล่ขึ้นแล้วจมลงอีก จำพวกที่สามคือโผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่ จากจำพวกที่สี่เป็นต้นไปคัมภีร์เทียบกับระดับอริยบุคคล คือโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และผู้สิ้นอาสวะที่เรียกว่าข้ามถึงฝั่งเป็นพราหมณ์ยืนอยู่บนบก

ในปัญจกนิทเทสก่อนหน้านั้นมีอุปมานักรบอาชีพ ๕ จำพวก ที่ถอยคนละจุดกัน บางคนเห็นฝุ่นก็ถอย บางคนเห็นธงจึงถอย บางคนได้ยินเสียงจึงถอย บางคนถูกอาวุธเล็กน้อยก็ระส่ำระสาย และจำพวกที่ห้าอดทนได้ทั้งหมดจนชนะสงคราม พระพุทธเจ้าทรงเทียบทั้งห้าจำพวกกับภิกษุที่เผชิญสิ่งยั่วยวนต่างระดับกัน

  1. ๑

    จมแล้วจมอยู่นั่นเอง สกึ นิมุคฺโค นิมุคฺโคว โหติ

    จำพวกแรกคือผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมอันดำโดยส่วนเดียว คัมภีร์อธิบายสั้นเพียงเท่านี้ คือไม่มีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาโผล่ขึ้นมาเลย

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อย่าใช้ข้อนี้ตัดสินใคร ให้ใช้เตือนตัวเองว่าวันที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรดีเหลืออยู่ แค่การละอายต่อสิ่งที่ทำผิดสักเรื่องก็นับว่าโผล่ขึ้นแล้ว

  2. ๒

    โผล่ขึ้นแล้วจมลงอีก อุมฺมุชฺชิตฺวา นิมุชฺชติ

    ผู้ที่โผล่ขึ้นในกุศลธรรมคือศรัทธาอันดี หิริอันดี โอตตัปปะอันดี วิริยะอันดี ปัญญาอันดี แต่ธรรมเหล่านั้นไม่ตั้งอยู่ ไม่เจริญ เสื่อมไปถ่ายเดียว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าตั้งใจใหม่ทุกต้นปีแล้วเลิกทุกเดือนที่สอง ให้เปลี่ยนจากตั้งใจใหญ่ ๆ เป็นทำเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันโดยไม่ต้องใช้แรงใจมาก

  3. ๓

    โผล่ขึ้นแล้วหยุดอยู่ อุมฺมุชฺชิตฺวา ฐิโต โหติ

    ผู้ที่โผล่ขึ้นในกุศลธรรมห้าอย่างเดียวกัน แล้วธรรมเหล่านั้นไม่เสื่อม ไม่เจริญ คงตั้งอยู่ คัมภีร์นับว่านี่คือคนละจำพวกกับผู้ที่จมลงอีก แม้จะยังไม่ก้าวหน้า

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ช่วงที่รู้สึกว่าปฏิบัติแล้วไม่ไปไหน ให้รู้ว่าการรักษาระดับไว้ไม่ให้ตกก็เป็นฐานะหนึ่งที่คัมภีร์ยอมรับ แล้วค่อยหาว่าจะเติมอะไรต่อ

  4. ๔

    โผล่ขึ้นแล้วเหลียวมองดู อุมฺมุชฺชิตฺวา วิปสฺสติ

    ผู้ที่โผล่ขึ้นในกุศลธรรมห้าอย่างนั้น แล้วเป็นพระโสดาบันเพราะสัญโญชน์ ๓ สิ้นไป เป็นผู้ไม่ตกไปในอบายเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีความตรัสรู้เป็นที่ไปในเบื้องหน้า อุปมาคือโผล่พ้นน้ำแล้วมองเห็นฝั่ง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การเห็นทิศทางชัดว่าจะไปไหน ทำให้ความพยายามระหว่างทางเบาลงมาก ถ้ายังไม่ชัด ให้ใช้เวลาทบทวนเป้าหมายมากกว่าเร่งเดิน

  5. ๕

    โผล่ขึ้นแล้วว่ายข้ามไป อุมฺมุชฺชิตฺวา ปตรติ

    ผู้ที่เป็นพระสกทาคามี เพราะสัญโญชน์ ๓ สิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความก้าวหน้าที่วัดได้จริงคือกิเลสเบาบางลง ไม่ใช่ประสบการณ์แปลก ๆ ที่เจอระหว่างปฏิบัติ

  6. ๖

    ว่ายไปถึงที่ตื้นพอหยั่งถึง อุมฺมุชฺชิตฺวา ปฏิคาธปฺปตฺโต โหติ

    ผู้ที่เป็นอุปปาติกะเพราะโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ สิ้นไป จะปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากภพนั้นเป็นธรรมดา อุปมาคือเท้าหยั่งถึงพื้นแล้ว น้ำพัดไปไม่ได้อีก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม สิ่งที่ใช้ได้คือภาพของจุดที่เท้าแตะพื้น คือจุดที่ความมั่นคงไม่ขึ้นกับกระแสรอบตัวอีกต่อไป

  7. ๗

    ข้ามถึงฝั่ง เป็นพราหมณ์ยืนอยู่บนบก ติณฺโณ โหติ ปารคโต ถเล ติฏฺฐติ พฺราหฺมโณ

    ผู้ที่รู้ยิ่งด้วยตนเอง ทำให้แจ้ง เข้าถึงเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ในปัจจุบัน คำว่าพราหมณ์ในที่นี้ใช้ในความหมายว่าผู้ลอยบาปแล้ว ไม่ใช่วรรณะโดยกำเนิด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เป้าหมายในคำสอนนี้อยู่ในชีวิตนี้ ไม่ใช่รางวัลหลังความตาย ข้อนี้ช่วยให้การปฏิบัติวันนี้มีความหมายขึ้น

  8. ๘

    นักรบ ๕ จำพวก: ฝุ่น ธง เสียง อาวุธ และชัยชนะ ปญฺจ โยธาชีวา

    นักรบจำพวกที่ ๑ เห็นปลายธุลีก็ชะงัก จำพวกที่ ๒ ทนธุลีได้แต่เห็นปลายธงก็ชะงัก จำพวกที่ ๓ ทนได้จนได้ยินเสียงพลนิกายอึกทึก จำพวกที่ ๔ ทนได้จนถูกอาวุธเล็กน้อยก็ระส่ำระสาย จำพวกที่ ๕ อดทนได้ทั้งหมดจนชนะสงคราม พระพุทธเจ้าทรงเทียบกับภิกษุที่เผชิญสิ่งยั่วยวนเป็นลำดับ ตั้งแต่ได้ยินข่าวเล่าลือ ได้เห็นด้วยตนเอง ได้ถูกทักทายยั่วเย้า ไปจนถึงการถูกต้องกาย และจำพวกที่ห้าคือผู้เข้าฌานจนสิ้นอาสวะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองหาว่าตัวเองมัก "ถอย" ที่จุดไหนในเรื่องที่ตั้งใจไว้ แล้ววางระบบป้องกันไว้ก่อนถึงจุดนั้นหนึ่งขั้น เช่น ถ้ามักพลาดตอนเปิดดูฟีด ก็จัดการตั้งแต่ตอนวางโทรศัพท์

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

อุปมาห้วงน้ำมีประโยชน์ตรงที่ไม่ได้แบ่งคนเป็นดีกับเลว แต่แบ่งตามว่าสิ่งดีที่โผล่ขึ้นมาแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน หลายคนเคยอยู่ในจำพวกที่สองมาก่อน คือตั้งใจดีเป็นพัก ๆ แล้วก็จมลงอีก อุปมานี้บอกว่านั่นเป็นจุดหนึ่งบนเส้นทาง ไม่ใช่คำตัดสิน

จุดที่ควรสังเกตคือคัมภีร์ไม่ได้ให้คุณสมบัติใหม่กับจำพวกที่สูงขึ้น ทั้งเจ็ดจำพวกวัดด้วยธรรมห้าข้อเดียวกัน ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่หาของวิเศษเพิ่ม แต่คือทำให้ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญาที่มีอยู่แล้วตั้งอยู่ได้และเจริญขึ้น

ส่วนอุปมานักรบนั้นพระพุทธเจ้าทรงใช้กับภิกษุผู้รักษาพรหมจรรย์โดยตรง สำหรับฆราวาสไม่ต้องนำมาใช้เป็นข้อวินัย แต่นำโครงมาใช้ได้ คือสิ่งที่ดึงเราออกจากสิ่งที่ตั้งใจไว้มักมาเป็นลำดับ ตั้งแต่ข่าวลือ การได้เห็น การได้คุย จนถึงการเข้ามาใกล้ตัว และจุดที่เราถอยมักเป็นจุดเดิมทุกครั้ง

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

อิติวุตตกะ: ละความโกรธ ความลบหลู่ ความถือตัว

เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ปชหถ อหํ โว ปาฏิโภโค อนาคามิตาย

"ละธรรมอย่างหนึ่งได้ เรารับรองความเป็นอนาคามี" — พระสูตรสั้น ๆ ต้นอิติวุตตกะที่ชี้ให้ละทีละอย่าง ทั้งความโกรธ …

ภิกขุนีวิภังค์: บอกกล่าวก่อน ทั้งตอนเข้าและตอนจากไป

ชานํ สภิกฺขุกํ อารามํ อนาปุจฺฉา ปวิเสยฺย

ไม่มอบหมายห้องแล้วจากไปจนไฟไหม้ก็ไม่มีใครกล้าช่วยขนของ เข้าอารามโดยไม่บอกกล่าว แล้วพอถือกฎเคร่งเกินไปจนเลิกมาช…

วิรัทธสูตร ปารสูตร และอัญญติตถิยวรรค: ถ้ามีคนถามว่าปฏิบัติไปเพื่ออะไร

กิมตฺถิยํ อาวุโส สมเณ โคตเม พฺรหฺมจริยํ

ใครพลาดอริยมรรคก็พลาดทางสิ้นทุกข์ ใครเริ่มก็ได้เริ่มทางนั้น ในหมู่มนุษย์ผู้ถึงฝั่งมีน้อย คนส่วนมากวิ่งเลียบฝั่…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้