ปฏิปทา ๔
จตสฺโส ปฏิปทาทางปฏิบัติ ๔ แบบ ลำบากหรือสะดวก รู้ช้าหรือรู้เร็ว — ทุกแบบไปถึงได้เหมือนกัน การปฏิบัติที่ยากไม่ได้แปลว่าผิดทาง
อฏฺฐิมานิ ภิกฺขเว กุสีตวตฺถูนิ
เหตุการณ์เดียวกัน เช่น ต้องทำงาน เดินทางมา กินอิ่ม หรือเพิ่งหายป่วย คนหนึ่งใช้เป็นข้ออ้างว่าขอนอนก่อน อีกคนใช้เป็นเหตุให้รีบลงมือเพียร — ต่างกันที่วิธีคิด
ในกุสีตวัตถุสูตรและอารัพภวัตถุสูตร อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสถึงกุสีตวัตถุ คือเรื่องที่คนเกียจคร้านยกมาอ้าง ๘ ข้อ และอารัพภวัตถุ คือเหตุให้ปรารภความเพียร ๘ ข้อ
สองพระสูตรนี้ใช้สถานการณ์เดียวกันทั้ง ๘ ข้อ คือ ต้องทำงาน ทำงานเสร็จแล้ว ต้องเดินทาง เดินทางมาแล้ว บิณฑบาตไม่ได้อาหารพอ ได้อาหารพอ ป่วยเล็กน้อย และเพิ่งหายป่วย คนเกียจคร้านคิดว่า "กายจะลำบาก หรือกายลำบากแล้ว เราจะนอน" ส่วนผู้ปรารภความเพียรคิดว่า "ถ้าเป็นอย่างนี้ เราจะเริ่มเพียรไว้ก่อน"
ความเพียรที่พูดถึงคือความเพียรเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ พระสูตรตรัสกับภิกษุ แต่รูปแบบความคิดนี้พบได้ในชีวิตของทุกคน
คนเกียจคร้านคิดว่า เราจะต้องทำงาน เมื่อทำงานกายจะลำบาก เราจะนอนก่อน ผู้ปรารภความเพียรคิดว่า เมื่อทำงานอยู่จะมนสิการคำสอนได้ไม่ง่าย จึงรีบปรารภความเพียรเสียก่อน
ถ้ารู้ว่าบ่ายนี้งานจะยุ่ง ให้ทำสิ่งดีที่ตั้งใจไว้ เช่น อ่านหนังสือธรรมะหรือออกกำลังกาย ตั้งแต่เช้า
คนเกียจคร้านคิดว่า เราทำงานแล้ว กายลำบากแล้ว เราจะนอน ผู้ปรารภความเพียรคิดว่า ระหว่างทำงานเราไม่อาจมนสิการคำสอนได้ ตอนนี้งานเสร็จแล้ว จึงควรปรารภความเพียร
หลังเลิกงาน ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ลองใช้สิบนาทีแรกนั่งสงบใจหรือทบทวนวันนี้ก่อน
คนเกียจคร้านคิดว่า เราจะต้องเดินทาง กายจะลำบาก จึงนอนเสีย ผู้ปรารภความเพียรคิดว่า ระหว่างเดินทางจะมนสิการคำสอนได้ไม่ง่าย จึงเพียรไว้ก่อน
ก่อนไปต่างจังหวัดหรือเดินทางไกล ให้ทำกิจวัตรดี ๆ ของวันนั้นให้เสร็จก่อนออกจากบ้าน
คนเกียจคร้านคิดว่า เราเดินทางมาแล้ว กายลำบากแล้ว เราจะนอน ผู้ปรารภความเพียรคิดว่า ระหว่างเดินทางเราไม่อาจมนสิการคำสอนได้ ตอนนี้ถึงแล้วจึงควรเพียร
เมื่อถึงที่พักหลังเดินทาง แทนที่จะปล่อยวันนั้นหายไปทั้งวัน ให้ทำสิ่งเล็ก ๆ ที่ตั้งใจไว้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง
คนเกียจคร้านเมื่อได้อาหารไม่พอก็คิดว่ากายลำบาก ไม่ควรแก่การงาน เมื่อได้อาหารพอก็คิดว่ากายหนักเหมือนถั่วที่ชุ่มน้ำ แล้วนอนทั้งสองกรณี ส่วนผู้ปรารภความเพียรคิดว่ากายเบา ควรแก่การงาน แล้วลงมือเพียร
สังเกตว่าเรามักใช้ทั้ง "หิว" และ "อิ่ม" เป็นเหตุผลเลื่อนงานเหมือนกัน ถ้ารู้ทันแบบนี้ ข้ออ้างจะมีน้ำหนักน้อยลง
คนเกียจคร้านคิดว่า อาพาธเล็กน้อยเกิดขึ้นแล้ว มีข้ออ้างที่จะนอน ผู้ปรารภความเพียรคิดว่า อาพาธอาจกำเริบขึ้นได้ จึงรีบเพียรไว้ก่อน
ถ้าแค่ไม่สบายตัวเล็กน้อย ให้เลือกทำสิ่งดีที่เหมาะกับกำลัง เช่น นั่งภาวนาสั้น ๆ หรือฟังธรรม แทนการยกเลิกทุกอย่าง
คนเกียจคร้านคิดว่า เพิ่งหายป่วย กายยังอ่อนเพลีย จะนอนก่อน ผู้ปรารภความเพียรคิดว่า อาพาธอาจกลับมาอีกได้ จึงรีบปรารภความเพียรไว้ก่อน
ความป่วยเตือนว่าร่างกายไม่แน่นอน เมื่อหายแล้วให้ค่อย ๆ กลับมาทำสิ่งดีตามกำลัง อย่ารอให้ทุกอย่างพร้อมสมบูรณ์
ทั้งแปดข้อเป็นสถานการณ์เดียวกันในสองพระสูตร ความต่างอยู่ที่คนหนึ่ง "นอนเสีย ไม่ปรารภความเพียร" อีกคนหนึ่ง "ปรารภความเพียรเพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ"
เขียนข้ออ้างที่ใช้บ่อยที่สุดของตัวเองไว้ข้างหนึ่ง แล้วเขียนวิธีคิดแบบผู้เพียรไว้อีกข้างหนึ่ง อ่านทุกครั้งที่อยากเลื่อน
สิ่งที่พระสูตรนี้ชี้ให้เห็นคือ สถานการณ์ไม่ได้ตัดสินว่าเราจะขี้เกียจหรือขยัน วิธีคิดต่อสถานการณ์ต่างหากที่ตัดสิน เรื่องเดียวกันเป็นได้ทั้งข้ออ้างและแรงผลักดัน
วิธีใช้คือจับประโยคที่ขึ้นต้นว่า "เดี๋ยวก่อน เพราะ..." ในหัวของตัวเอง แล้วลองเปลี่ยนเป็น "เพราะ... จึงควรเริ่มตอนนี้" เช่น "เพราะพรุ่งนี้งานยุ่ง วันนี้จึงควรนั่งสมาธิสักสิบนาที"
พระสูตรนี้ไม่ได้ห้ามการพักผ่อน ถ้าป่วยจริงหรือร่างกายหมดแรงจริงควรพักและทำตามคำแนะนำของแพทย์ สิ่งที่ต้องระวังคือนิสัยที่ใช้เรื่องเล็กน้อยเป็นข้ออ้างเลื่อนสิ่งดีออกไปเรื่อย ๆ
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ทางปฏิบัติ ๔ แบบ ลำบากหรือสะดวก รู้ช้าหรือรู้เร็ว — ทุกแบบไปถึงได้เหมือนกัน การปฏิบัติที่ยากไม่ได้แปลว่าผิดทาง
บางคนเรียนธรรมมาน้อยและไม่ได้ประโยชน์ บางคนเรียนน้อยแต่ได้ประโยชน์ บางคนเรียนมากแต่ไม่ได้ประโยชน์ บางคนเรียนมา…
อุตติยปริพาชกถามว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง จะพาโลกทั้งหมด ครึ่งหนึ่ง หรือหนึ่งในสามออกจากทุกข์ พระพุทธเจ้าท…
พระสารีบุตรบันลือสีหนาทว่าไม่มีใครรู้ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าในทางสัมโพธิญาณ พระองค์ทรงย้อนถามว่ารู้ใจพระพุทธเจ้าทุ…