ปุคคลบัญญัติ: เจ็ดจำพวกที่เดินคนละทาง แต่ถึงที่เดียวกัน
ศึกษาเชิงลึก

ปุคคลบัญญัติ: เจ็ดจำพวกที่เดินคนละทาง แต่ถึงที่เดียวกัน

เอกกนิทฺเทโส

เอกกนิทเทสจำแนกอริยบุคคลด้วยเกณฑ์สองอย่าง คือได้วิโมกข์ ๘ ด้วยกายหรือไม่ และเดินด้วยปัญญาเป็นตัวนำหรือด้วยศรัทธาเป็นตัวนำ จึงได้อุภโตภาควิมุต ปัญญาวิมุต กายสักขี ทิฏฐิปัตตะ สัทธาวิมุต ธัมมานุสารี และสัทธานุสารี

๘ ข้อ

ในปุคคลบัญญัติ พระอภิธรรมปิฎก เอกกนิทเทสเป็นส่วนที่ขยายความบุคคลจำพวกเดียว คือไล่นิยามชื่อเรียกบุคคลทีละชื่อ ตั้งแต่ผู้พ้นแล้วในสมัย ผู้มีธรรมอันกำเริบ ปุถุชน โคตรภูบุคคล ไปจนถึงพระสัมมาสัมพุทธะและพระปัจเจกพุทธะ

กลุ่มที่โดดเด่นที่สุดในนิทเทสนี้คือชุดเจ็ดจำพวก ซึ่งใช้เกณฑ์สองอย่างมาไขว้กัน อย่างแรกคือถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายหรือไม่ อย่างที่สองคืออาสวะสิ้นแล้วทั้งหมดหรือสิ้นบางส่วน และผู้ที่ยังไม่สิ้นนั้นเดินด้วยปัญญินทรีย์หรือสัทธินทรีย์เป็นตัวนำ

สิ่งที่พระอภิธรรมทำในที่นี้คือการยืนยันว่าเส้นทางไม่ได้มีแบบเดียว คนที่ได้ฌานลึกกับคนที่ไม่ได้ คนที่นำด้วยความเข้าใจกับคนที่นำด้วยความเชื่อมั่น ล้วนถูกจัดไว้เป็นอริยบุคคลเหมือนกัน ต่างกันที่วิธีเดินและเครื่องมือที่ถนัด

  1. ๑

    อุภโตภาควิมุต: พ้นทั้งสองส่วน อุภโตภาควิมุตฺโต

    บุคคลที่ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายแล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา เรียกว่าอุภโตภาควิมุต คือได้ทั้งด้านสมาธิที่ลึกที่สุดและด้านปัญญาที่ตัดอาสวะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม สิ่งที่นำมาใช้ได้คือเห็นว่าสมาธิและปัญญาเป็นคนละด้าน และไม่ได้มาพร้อมกันเสมอ

  2. ๒

    ปัญญาวิมุต: ไม่ได้วิโมกข์ ๘ แต่อาสวะสิ้น ปญฺญาวิมุตฺโต

    บุคคลที่มิได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา เรียกว่าปัญญาวิมุต ข้อนี้ระบุชัดว่าการสิ้นอาสวะไม่ได้ผูกกับการได้สมาบัติครบทุกขั้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้สึกท้อเพราะสมาธิไม่ลึกอย่างที่หวัง ให้จำข้อนี้ไว้ แล้วทุ่มไปที่การเห็นตามจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแทน

  3. ๓

    กายสักขี: สัมผัสวิโมกข์ได้ แต่ยังไม่สิ้นทั้งหมด กายสกฺขี

    บุคคลที่ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายแล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ และอาสวะบางอย่างของผู้นั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา เรียกว่ากายสักขี คือเป็นพยานด้วยกายของตนเองในสิ่งที่ยังไม่จบ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ประสบการณ์ที่ลึกและงดงามในการปฏิบัติเป็นพยานที่ดี แต่ไม่ใช่เส้นชัย อย่าหยุดเดินเพราะประทับใจสิ่งที่เจอระหว่างทาง

  4. ๔

    ทิฏฐิปัตตะ กับ สัทธาวิมุต: ต่างกันที่ตัวนำ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต

    ทั้งสองจำพวกรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เห็นธรรมที่พระตถาคตประกาศแล้วด้วยปัญญา และอาสวะบางอย่างสิ้นไปแล้ว คัมภีร์แยกสัทธาวิมุตออกด้วยประโยคสั้น ๆ ว่าแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าเราเป็นคนที่เชื่อก่อนแล้วค่อยเข้าใจ ไม่ต้องรู้สึกว่าด้อยกว่าคนที่เข้าใจก่อนแล้วค่อยเชื่อ ทั้งสองทางอยู่ในบัญชีเดียวกัน

  5. ๕

    ธัมมานุสารี กับ สัทธานุสารี: ผู้ที่ยังอยู่ระหว่างทาง ธมฺมานุสารี

    ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ถ้าปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งและอบรมมรรคโดยมีปัญญาเป็นประธาน เรียกธัมมานุสารี ถ้าสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งและมีศรัทธาเป็นประธาน เรียกสัทธานุสารี เมื่อตั้งอยู่ในผลแล้ว ธัมมานุสารีกลายเป็นทิฏฐิปัตตะ และสัทธานุสารีกลายเป็นสัทธาวิมุต

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองสังเกตว่าเวลาเราเดินต่อได้ในวันที่ยาก อะไรพาเราไป ถ้าคือความเข้าใจ ให้เติมความเข้าใจ ถ้าคือความเชื่อมั่น ให้ดูแลสิ่งที่หล่อเลี้ยงความเชื่อมั่นนั้น

  6. ๖

    ปุถุชนกับโคตรภู: เส้นแบ่งที่บาง ปุถุชฺชโน

    ปุถุชนคือผู้ที่ยังละสัญโญชน์ ๓ ไม่ได้ และไม่ได้ปฏิบัติเพื่อละธรรมเหล่านั้นด้วย ส่วนโคตรภูบุคคลคือผู้ประกอบด้วยธรรมที่เป็นลำดับให้ย่างลงสู่อริยธรรม นิยามปุถุชนจึงมีสองเงื่อนไข และเงื่อนไขที่สองเป็นสิ่งที่เราเลือกได้ทันที

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ายังละอะไรไม่ได้สักอย่าง อย่าเพิ่งท้อ สิ่งที่ทำได้วันนี้คือย้ายตัวเองจากกลุ่มที่ไม่ได้ปฏิบัติมาอยู่กลุ่มที่กำลังปฏิบัติ

  7. ๗

    สมาบัติที่กำเริบได้ กับที่ไม่กำเริบ กุปฺปธมฺโม

    ผู้ได้สมาบัติที่ยังไม่ชำนาญ คือไม่ได้ตามต้องการ ไม่ได้โดยง่าย เข้าออกไม่ได้ดังใจ คัมภีร์เรียกว่าผู้มีธรรมอันกำเริบ และระบุว่าเหตุที่จะกำเริบคืออาศัยความประมาทของผู้นั้น ส่วนผู้ที่ชำนาญจนเข้าออกได้ตามปรารถนา เรียกว่าผู้มีธรรมอันไม่กำเริบ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อะไรที่เพิ่งทำได้ใหม่ ๆ ยังไม่มั่นคง ให้ทำซ้ำจนชำนาญก่อนจะวางใจ ทั้งเรื่องการปฏิบัติและเรื่องนิสัยใหม่ในชีวิตประจำวัน

  8. ๘

    ผู้ควรและผู้ไม่ควรแก่การบรรลุ ภพฺพาคมโน

    ผู้ไม่ควรแก่การบรรลุมรรคผลคือผู้ที่ประกอบด้วยกัมมาวรณ์ กิเลสาวรณ์ วิปากาวรณ์ ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ส่วนผู้ควรคือผู้ที่ไม่มีเครื่องกั้นเหล่านั้น มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา สามข้อหลังเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ด้วยตนเอง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังไปไม่ถึงไหน ให้ตรวจสามข้อนี้ก่อน คือยังเชื่อไหม ยังอยากทำไหม และยังตั้งใจเรียนรู้อยู่ไหม

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ผู้ปฏิบัติจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ เพราะนั่งเท่าไรก็ไม่ได้ความสงบลึกอย่างที่คนอื่นเล่า หรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนคิดมาก ไม่ใช่คนศรัทธาแรง บทนี้ตอบเรื่องนั้นตรง ๆ ว่ามีอริยบุคคลที่ไม่ได้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกายอยู่หลายจำพวก

อีกประเด็นคือเรื่องความมั่นคงของสมาธิ คัมภีร์แยกผู้มีธรรมอันกำเริบกับผู้มีธรรมอันไม่กำเริบ โดยวัดที่ความชำนาญ คือเข้าออกสมาบัติได้ตามต้องการหรือไม่ และเตือนว่าเหตุที่ทำให้เสื่อมคือความประมาท ไม่ใช่โชคชะตา

การรู้จักชุดนี้ควรใช้เพื่อวางใจกับเส้นทางของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อประเมินระดับของตัวเองหรือของใคร คัมภีร์วางนิยามไว้สำหรับการจำแนกธรรม ไม่ได้วางไว้ให้เป็นแบบทดสอบ

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

อานาปาณกถา: ลมที่ละเอียดลงเหมือนเสียงกังสดาลที่ค่อย ๆ เบา

อานาปานกถา

คำอธิบายละเอียดของปฏิสัมภิทามรรคว่า เมื่อรู้ลมยาวลมสั้น ความพอใจและความปราโมทย์ทำให้ลมละเอียดลงจนใจวางเฉย และเ…

จันทกุมารชาดก: เมื่อผู้นำเชื่อคำปรึกษาที่ผิด

จนฺทกุมารชาตกํ

ขัณฑหาลปุโรหิตทูลพระเจ้าเอกราชว่าการบูชายัญด้วยพระโอรส พระมเหสี และสัตว์ทั้งปวงจะพาไปสวรรค์ คนในครอบครัวพากันท…

ธัมมัฏฐิตตากถาและอนิจจตากถา: ความไม่เที่ยงเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ต่างหากหรือไม่

อนิจฺจตากถา

สองกถาปิดท้ายวรรคที่ ๑๑ ถามว่าความตั้งอยู่ ความไม่เที่ยง ความแก่ และความตาย เป็นภาวะที่สำเร็จแล้วต่างหากหรือ ฝ…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้