ปุคคลปสาทสูตร: โทษของความเลื่อมใสที่ผูกไว้กับตัวบุคคล
ใช้ในชีวิตประจำวัน

ปุคคลปสาทสูตร: โทษของความเลื่อมใสที่ผูกไว้กับตัวบุคคล

ปญฺจิเม ภิกฺขเว อาทีนวา ปุคฺคลปฺปสาเท

เมื่อความเลื่อมใสผูกอยู่กับคนคนเดียว วันที่คนนั้นทำผิด ถูกลงโทษ ย้ายไป ลาสิกขา หรือตาย ผู้เลื่อมใสก็เลิกคบภิกษุอื่น เลิกฟังธรรม และเสื่อมจากธรรมไปด้วย — ศรัทธาที่มั่นคงจึงควรตั้งอยู่บนธรรม ไม่ใช่บนตัวบุคคล

๘ ข้อ

ในปุคคลปสาทสูตร ทุจริตวรรค อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความเลื่อมใสในบุคคลมีโทษห้าอย่าง ทุกข้อเริ่มจากเหตุการณ์ที่เกิดกับบุคคลที่ตนเลื่อมใส คือ ต้องอาบัติจนสงฆ์ยกวัตร ต้องอาบัติจนสงฆ์ให้นั่งท้ายสงฆ์ หลีกไปสู่ทิศอื่น ลาสิกขา และตาย

ทุกข้อจบลงด้วยห่วงโซ่เดียวกัน ผู้เลื่อมใสคิดว่า "บุคคลผู้เป็นที่รักของเราเป็นอย่างนี้เสียแล้ว" จึงหมดความเลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย (บางข้อกล่าวเพียงว่าไม่คบภิกษุอื่น) เมื่อไม่คบภิกษุอื่นก็ไม่ได้ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรมก็เสื่อมจากสัทธรรม

หน้านี้นำพระสูตรในปัญจกนิบาตอีกสองสูตรมาประกอบ คือกกุธสูตร ซึ่งตรัสถึงศาสดาห้าจำพวกที่สาวกต้องคอยปกปิดความไม่บริสุทธิ์ให้ และวรรณนาสูตร ซึ่งตรัสถึงการเลื่อมใสหรือชมโดยไม่ใคร่ครวญก่อน

  1. ๑

    เมื่อผู้ที่เลื่อมใสถูกสงฆ์ลงโทษหนัก สงฺโฆ อุกฺขิปติ

    บุคคลที่ตนเลื่อมใสต้องอาบัติจนสงฆ์ยกวัตร (ลงอุกเขปนียกรรม) ผู้เลื่อมใสคิดว่าคนที่เรารักถูกสงฆ์ยกวัตรเสียแล้ว จึงไม่มีความเลื่อมใสมากในภิกษุทั้งหลาย แล้วก็ไม่คบภิกษุอื่น ไม่ได้ฟังสัทธรรม และเสื่อมจากสัทธรรม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อครูหรือบุคคลที่เคารพมีข่าวผิดพลาดร้ายแรง อย่าเหมารวมว่าทั้งวัด ทั้งศาสนา หรือทั้งวงการเสียหมด แยกให้ออกระหว่างความผิดของคนกับคุณค่าของธรรม

  2. ๒

    เมื่อผู้ที่เลื่อมใสถูกให้นั่งท้ายสงฆ์ สงฺเฆน อนฺเต นิสีทาปิโต

    บุคคลที่ตนเลื่อมใสต้องอาบัติจนสงฆ์ให้นั่งในที่สุดสงฆ์ ผู้เลื่อมใสรู้สึกว่าคนที่ตนรักถูกลดฐานะ จึงหมดความเลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย และเสื่อมไปตามห่วงโซ่เดียวกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อองค์กรลงโทษหรือลดตำแหน่งคนที่เราชื่นชม ให้ฟังข้อเท็จจริงก่อน อย่าตัดสินใจเลิกเชื่อทั้งระบบเพียงเพราะความผูกพันส่วนตัว

  3. ๓

    เมื่อผู้ที่เลื่อมใสย้ายไปที่อื่น ทิสาปกฺกนฺโต โหติ

    บุคคลที่ตนเลื่อมใสหลีกไปสู่ทิศอื่น ผู้เลื่อมใสคิดว่าคนที่ตนรักจากไปเสียแล้ว จึงไม่มีความเลื่อมใสในภิกษุรูปอื่น ไม่คบหา ไม่ฟังธรรม และเสื่อมจากสัทธรรม ข้อนี้ไม่มีใครทำผิดเลย แต่ความเลื่อมใสที่ผูกกับตัวบุคคลก็ยังพาให้เสื่อมได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อครูสอนสมาธิย้ายไป หรือโค้ชที่ชอบเลิกสอน ลองไปกลุ่มปฏิบัติต่อสักสองสามครั้งก่อนตัดสินใจเลิก การปฏิบัติไม่ได้ย้ายตามครูไปด้วย

  4. ๔

    เมื่อผู้ที่เลื่อมใสลาสิกขา วิพฺภนฺโต โหติ

    บุคคลที่ตนเลื่อมใสลาสิกขาไป ผู้เลื่อมใสคิดว่าคนที่ตนรักลาสิกขาเสียแล้ว จึงไม่คบหาภิกษุอื่น ไม่ฟังสัทธรรม และเสื่อมจากสัทธรรม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อคนที่เคยเป็นแบบอย่างเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ให้ถือว่าเป็นการตัดสินใจของเขา ไม่ใช่หลักฐานว่าสิ่งที่เราฝึกมานั้นไร้ค่า

  5. ๕

    เมื่อผู้ที่เลื่อมใสตายไป กาลกโต โหติ

    บุคคลที่ตนเลื่อมใสทำกาละ ผู้เลื่อมใสคิดว่าคนที่ตนรักตายไปเสียแล้ว จึงไม่คบภิกษุอื่น ไม่ฟังสัทธรรม และเสื่อมจากสัทธรรม ข้อนี้เกิดขึ้นแน่นอนกับทุกคนที่เราเลื่อมใส

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้ตัวว่าการปฏิบัติของเราขึ้นอยู่กับครูคนเดียว ให้เริ่มสร้างรากของตัวเองตั้งแต่วันนี้ เช่น อ่านพระสูตรเอง และรู้จักเพื่อนปฏิบัติหลายคน

  6. ๖

    ห่วงโซ่แห่งความเสื่อม สทฺธมฺมํ อสุณนฺโต สทฺธมฺมา ปริหายติ

    ทั้งห้าข้อเดินตามลำดับเดียวกัน คือ ไม่คบภิกษุอื่น จึงไม่ได้ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ได้ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม สิ่งที่เสียไปจริงจึงไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นการตัดขาดตัวเองจากแหล่งของธรรมทั้งหมด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อผิดหวังในใครสักคน สังเกตว่าเรากำลังถอยออกจากชุมชนหรือสิ่งดี ๆ ที่เคยทำอยู่หรือไม่ ถ้าใช่ ให้รักษาอย่างน้อยหนึ่งกิจวัตรไว้ เช่น ฟังธรรมสัปดาห์ละครั้ง

  7. ๗

    ศาสดาที่สาวกต้องคอยปกป้อง สาวกา สีลโต รกฺขนฺติ

    ในกกุธสูตร ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพระเทวทัตคิดจะปกครองสงฆ์ ตรัสถึงศาสดาห้าจำพวกที่ศีล อาชีวะ ธรรมเทศนา ไวยากรณ์ หรือญาณทัสสนะไม่บริสุทธิ์ แต่อ้างว่าบริสุทธิ์ สาวกรู้แต่คิดว่าถ้าบอกคฤหัสถ์ ท่านจะไม่พอใจ อีกทั้งท่านยังได้รับปัจจัยสี่อยู่ และท่านทำกรรมใดก็จะปรากฏด้วยกรรมนั้นเอง สาวกจึงคอยปกป้องศาสดาเช่นนั้น และศาสดาเช่นนั้นก็หวังให้สาวกปกป้อง ส่วนพระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์บริสุทธิ์จริง สาวกไม่ต้องปกป้องพระองค์ และพระองค์ก็ไม่หวังให้ปกป้อง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าพบว่าตัวเองหรือกลุ่มกำลังช่วยกันปิดข่าวหรือแก้ต่างให้ผู้นำอยู่บ่อย ๆ นั่นเป็นสัญญาณเตือน ผู้นำที่ดีจริงไม่ต้องให้ผู้ตามคอยปกปิดให้

  8. ๘

    ใคร่ครวญก่อนเลื่อมใส อนนุวิจฺจ อปริโยคาเหตฺวา

    ในวรรณนาสูตร ตรัสถึงภิกษุณีที่ไม่ใคร่ครวญให้ถ่องแท้ก่อน แล้วสรรเสริญผู้ไม่ควรสรรเสริญ ติเตียนผู้ควรสรรเสริญ แสดงความเลื่อมใสในสิ่งที่ไม่ควรเลื่อมใส และแสดงความไม่เลื่อมใสในสิ่งที่ควรเลื่อมใส ส่วนผู้ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงชม ติ เลื่อมใส หรือไม่เลื่อมใส ย่อมเป็นฝ่ายที่ดี

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนแชร์คำสอนหรือยกย่องใครว่าเป็นผู้รู้ ให้ดูว่าคำสอนนั้นตรงกับพระสูตรหรือไม่ และชีวิตของผู้สอนสอดคล้องกับคำสอนหรือเปล่า

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

พระสูตรนี้ไม่ได้สอนว่าห้ามเคารพครูบาอาจารย์ ความเลื่อมใสในผู้มีคุณธรรมเป็นสิ่งดีและเป็นประตูเข้าสู่ธรรม แต่ทรงเตือนว่าถ้าความเลื่อมใสนั้นแขวนอยู่กับคนคนเดียว ศรัทธาทั้งหมดก็จะพังลงพร้อมกับคนนั้น

เรื่องนี้เห็นได้บ่อยในปัจจุบัน ทั้งผู้ติดตามพระหรืออาจารย์ที่มีชื่อเสียง ผู้ติดตามอินฟลูเอนเซอร์สายพัฒนาตน หรือพนักงานที่ภักดีต่อหัวหน้าคนเดียว เมื่อคนที่เป็นศูนย์กลางมีข่าวเสีย ย้ายไป หรือจากไป หลายคนก็ทิ้งทั้งการปฏิบัติและชุมชนไปด้วย

วิธีป้องกันคือรักษาความสัมพันธ์กับธรรมโดยตรง ฟังหลายครู อ่านพระสูตรเอง และมีกัลยาณมิตรหลายคน เมื่อครูคนหนึ่งผิดพลาด สิ่งที่ครูสอนไว้อย่างถูกต้องก็ยังถูกต้องอยู่

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ตรวจกฎทีละข้อ: ชุดคำถามที่ปริวารใช้กับทุกสิกขาบท

มหาวิภงฺเค โสฬส มหาวารา

ปริวารเปิดเล่มด้วยการยิงคำถามชุดเดียวกันใส่สิกขาบททุกข้อ — บัญญัติที่ไหน ปรารภใคร เพราะเรื่องอะไร แก้ไขเพิ่มกี…

โจทด้วยเลศ: เอาเรื่องอื่นมาทำให้ดูเหมือนหลักฐาน

อญฺญภาคิยสฺส อธิกรณสฺส กิญฺจิ เทสํ เลสมตฺตํ อุปาทาย

ภิกษุสองรูปเห็นแพะสองตัวอยู่ด้วยกัน จึงสมมติว่าเป็นคนที่ตนเกลียด แล้วอ้างว่าคราวนี้เห็นกับตา พระพุทธเจ้าทรงแจก…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้