สภิยสูตร: ภิกษุ สมณะ พราหมณ์ ที่แท้วัดกันที่ใจ
หลักธรรมพื้นฐาน

สภิยสูตร: ภิกษุ สมณะ พราหมณ์ ที่แท้วัดกันที่ใจ

สภิยสุตฺตํ

สภิยปริพาชกถือคำถามที่เจ้าลัทธิดัง ๆ ตอบไม่ได้มาทูลถามพระพุทธเจ้า ว่าอย่างไรจึงเรียกว่าภิกษุ ผู้ฝึกตน พราหมณ์ สมณะ นาคะ ผู้มีความเพียร และมุนี — ทุกคำตอบนิยามด้วยคุณธรรมภายใน ไม่ใช่เครื่องแต่งกายหรือชาติกำเนิด

๘ ข้อ

ในสภิยสูตร สุตตนิบาต ขุททกนิกาย เทวดาผู้เคยเป็นญาติของสภิยปริพาชกได้ตั้งปัญหาไว้ชุดหนึ่ง และบอกว่าสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดตอบได้ ให้ไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของผู้นั้น สภิยะนำปัญหาไปถามเจ้าลัทธิที่มีชื่อเสียงทั้งหก ตั้งแต่ปูรณกัสสปจนถึงนิครนถ์นาฏบุตร แต่ไม่มีใครตอบได้ ซ้ำยังแสดงความโกรธ ความขัดเคือง และย้อนถามเขากลับ จนสภิยะคิดจะสึกกลับไปครองเรือน

สภิยะลังเลที่จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ยังหนุ่มและบวชไม่นาน แต่แล้วก็คิดได้ว่าไม่ควรดูแคลนสมณะเพียงเพราะยังหนุ่ม เมื่อไปเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงเปิดโอกาสให้ถามได้ทุกข้อ สภิยะปลื้มใจว่าไม่เคยได้โอกาสเช่นนี้จากใครมาก่อน

คำถามมีหลายชุด ชุดละสี่คำ เช่น ภิกษุ ผู้สงบเสงี่ยม ผู้ฝึกตน พราหมณ์ สมณะ ผู้ล้างบาป นาคะ มุนี ผู้มีความเพียร ผู้มีจรณะ พระพุทธเจ้าทรงตอบเป็นคาถาทีละคำ โดยนิยามทุกคำด้วยคุณธรรมที่ขัดเกลาแล้วในใจ ท้ายพระสูตร สภิยะขอบวช พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้เคยเป็นนักบวชลัทธิอื่นต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน สภิยะทูลว่ายินดีอยู่ถึงสี่ปี แล้วได้บวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์

  1. ๑

    ภิกษุ: ผู้ข้ามความสงสัย วิติณฺณกงฺโข

    ผู้ถึงความดับกิเลสด้วยทางที่ตนอบรมเอง ข้ามความสงสัยได้ ละทั้งความอยากเป็นและความอยากไม่เป็น อยู่จบพรหมจรรย์ ภพใหม่สิ้นแล้ว บัณฑิตเรียกว่าภิกษุ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความสงสัยในทางที่ตนเลือกคลายได้ด้วยการลงมือทำจนเห็นผลเอง ลองเลือกข้อปฏิบัติหนึ่งข้อแล้วทำต่อเนื่องสักเดือน แทนการอ่านเปรียบเทียบไปเรื่อย ๆ

  2. ๒

    ผู้สงบเสงี่ยม: ไม่เบียดเบียนใครในโลก น โส หึสติ กิญฺจิ สพฺพโลเก

    ผู้วางใจเป็นกลางในอารมณ์ทั้งปวง มีสติ ไม่เบียดเบียนสัตว์ใด ๆ ในโลก ข้ามห้วงน้ำคือกิเลสได้ สงบ ไม่ขุ่นมัว ไม่ฟูขึ้นด้วยกิเลส บัณฑิตเรียกว่าผู้สงบเสงี่ยม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความสุภาพที่แท้ไม่ได้อยู่ที่มารยาทภายนอกอย่างเดียว ให้ถามตัวเองว่าวันนี้คำพูดหรือการกระทำของเราทำให้ใครเดือดร้อนบ้างไหม

  3. ๓

    ผู้ฝึกตน: อบรมอินทรีย์ทั้งภายในภายนอก ยสฺสินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ

    ผู้อบรมอินทรีย์แล้ว เข้าใจแจ่มแจ้งทั้งโลกนี้และโลกอื่น ทั้งภายในและภายนอก อบรมตนแล้ว รอเวลาสิ้นชีวิตอยู่ บัณฑิตเรียกว่าผู้ฝึกตนแล้ว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การฝึกตนเริ่มที่ประตูรับรู้ เช่น ตา หู ลิ้น ลองสังเกตว่าอะไรที่เห็นหรือได้ยินแล้วดึงใจไปได้ง่ายที่สุด แล้วตั้งใจรู้ทันตรงนั้น

  4. ๔

    พราหมณ์และผู้ล้างบาป: ลอยบาปทิ้งหมด พาเหตฺวา สพฺพปาปกานิ

    ผู้ลอยบาปทั้งหมดแล้ว ปราศจากมลทิน มีจิตตั้งมั่นดี ดำรงตนมั่นคง ไม่ถูกตัณหาและทิฐิครอบงำ บัณฑิตเรียกว่าพราหมณ์ ส่วนผู้ล้างบาปได้หมดทั้งภายในและภายนอก บัณฑิตเรียกว่าผู้ล้างบาป — ความเป็นพราหมณ์และการชำระล้างในที่นี้จึงหมายถึงการชำระใจ ไม่ใช่การอาบน้ำหรือชาติกำเนิด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าอยากรู้สึกว่า "ได้ล้างตัว" หลังทำผิด ให้ล้างที่ต้นเหตุ คือยอมรับ ขอโทษ แก้ไข และตั้งใจไม่ทำซ้ำ มากกว่าหาพิธีมาช่วยให้สบายใจ

  5. ๕

    สมณะ: ผู้มีกิเลสสงบแล้ว สมิตาวิ

    ผู้มีกิเลสสงบแล้ว ละบุญและบาปได้ ปราศจากธุลีคือกิเลส รู้แจ้งโลกนี้และโลกหน้า ล่วงพ้นการเกิดและการตาย คงที่ บัณฑิตเรียกว่าสมณะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาประเมินผู้ที่เราศรัทธา ให้ดูที่ความสงบของใจเขาในสถานการณ์จริง เช่น เมื่อถูกวิจารณ์หรือไม่ได้ดั่งใจ มากกว่าดูจากตำแหน่งหรือชื่อเสียง

  6. ๖

    นาคะ: ผู้ไม่ทำความชั่วใด ๆ อาคุํ น กโรติ กิญฺจิ โลเก

    คำว่านาคในที่นี้หมายถึงผู้ประเสริฐ คือผู้ไม่กระทำความชั่วอะไร ๆ ในโลก สลัดเครื่องผูกทั้งหลายออกได้ ไม่ข้องติดในสิ่งใด หลุดพ้นแล้ว คงที่

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความยิ่งใหญ่ที่แท้วัดจากสิ่งที่ไม่ทำ ลองนึกถึงการเอาเปรียบเล็ก ๆ ที่คนทั่วไปทำกันจนชิน แล้วเลือกไม่ทำ แม้ไม่มีใครเห็น

  7. ๗

    ผู้มีความเพียร: งดเว้นจากบาปทั้งปวง วิรโต อิธ สพฺพปาปเกหิ

    ผู้งดเว้นจากบาปทั้งหมด ล่วงพ้นทุกข์ในนรกได้ บัณฑิตเรียกว่าผู้มีความเพียร ผู้นั้นแกล้วกล้า คงที่ และเป็นนักปราชญ์ ความเพียรในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่ความขยันทำงาน แต่คือกำลังใจที่ใช้ถอยห่างจากความชั่ว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    นับความเพียรจากสิ่งที่เราอดใจไม่ทำได้ด้วย เช่น ไม่ตอบโต้ด้วยคำแรง ไม่เปิดดูสิ่งที่รู้ว่าทำให้ใจเสีย ไม่ใช่แค่นับชั่วโมงทำงาน

  8. ๘

    มุนี: ผู้รู้ธรรมของคนดีและคนไม่ดี อสตญฺจ สตญฺจ ญตฺวา ธมฺมํ

    ผู้รู้ธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง ทั้งภายในและภายนอก แล้วดำรงอยู่ ก้าวพ้นเครื่องข้องและข่ายคือตัณหาและทิฐิ เป็นที่บูชาของเทวดาและมนุษย์ บัณฑิตเรียกว่ามุนี

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ฝึกแยกให้ออกว่าคุณสมบัติแบบไหนทำให้คนเป็นคนดีหรือไม่ดี แล้วมองหาคุณสมบัติทั้งสองแบบในตัวเราเองก่อน ก่อนจะใช้ไปตัดสินผู้อื่น

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

คำนิยามในพระสูตรนี้บรรยายผู้ที่ฝึกตนถึงที่สุดแล้ว เราอาจยังไปไม่ถึง แต่ใช้เป็นเข็มทิศได้ ใจความคือคำเรียกที่น่านับถือทั้งหลายได้มาด้วยการขัดเกลาใจ ไม่ได้มาจากชุดที่สวม ตำแหน่ง หรือตระกูล

เรื่องเล่าตอนต้นก็มีบทเรียนในตัว เจ้าลัทธิที่ตอบไม่ได้กลับโกรธผู้ถาม ส่วนพระพุทธเจ้าเชิญให้ถามทุกข้อ เวลาเราถูกถามคำถามยาก ๆ การยอมรับว่ายังไม่รู้ดีกว่าการโกรธคนถาม

และสภิยะเองก็เกือบไม่ได้พบคำตอบ เพราะคิดว่าผู้ตอบยังหนุ่มเกินไป อย่าตัดสินความรู้ของใครจากอายุหรือรุ่นเพียงอย่างเดียว

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ถุงเงินที่ริมแม่น้ำ: ของตกของคนอื่น ทำอย่างไรจึงถูก

รตนํ วา รตนสมฺมตํ วา

ภิกษุรูปหนึ่งเก็บถุงเงินที่พราหมณ์ลืมไว้ริมแม่น้ำเพื่อจะคืนให้ แต่พราหมณ์กลับอ้างว่าของตนมีมากกว่านั้นเพื่อเลี…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้