อธิกรณสมถะ ๗: เจ็ดวิธีระงับข้อพิพาทอย่างเป็นธรรม
ข้อปฏิบัติ

อธิกรณสมถะ ๗: เจ็ดวิธีระงับข้อพิพาทอย่างเป็นธรรม

สมถกฺขนฺธกํ

วิธีที่พระวินัยใช้ระงับเรื่องขัดแย้งในสงฆ์ ตั้งแต่การพิจารณาต่อหน้าทุกฝ่าย การรับรองผู้บริสุทธิ์ การไม่เอาผิดสิ่งที่ทำขณะวิกลจริต การรับสารภาพ การถือเสียงข้างมาก การลงโทษผู้ให้การกลับไปกลับมา จนถึงการกลบด้วยหญ้า

๘ ข้อ

ในสมถขันธกะ จุลวรรค พระวินัยปิฎก พระพุทธเจ้าทรงวางวิธีระงับอธิกรณ์ไว้หลายวิธี แต่ละวิธีมีเรื่องต้นเหตุ เช่น พระฉัพพัคคีย์ลงโทษภิกษุลับหลัง พระทัพพมัลลบุตรถูกใส่ความ พระคัคคะถูกโจทด้วยอาบัติที่ทำขณะวิกลจริต ภิกษุทะเลาะกันกลางสงฆ์จนระงับไม่ได้ และพระอุปวาฬให้การกลับไปกลับมา

ท้ายขันธกะทรงสรุปว่าอธิกรณ์แต่ละประเภทระงับด้วยสมถะใดบ้าง และทุกกรณีต้องมีสัมมุขาวินัยด้วยเสมอ เมื่ออธิกรณ์ระงับโดยชอบแล้ว ผู้ที่รื้อฟื้นขึ้นมาอีกต้องอาบัติปาจิตตีย์

วิธีเหล่านี้รู้จักกันในชื่ออธิกรณสมถะ ๗ และเป็นระเบียบของภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะ หน้านี้สรุปไว้เพื่อดูหลักความยุติธรรมที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งนำมาปรับใช้กับการแก้ความขัดแย้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชนได้

  1. ๑

    สัมมุขาวินัย: ระงับต่อหน้า สมฺมุขาวินเยน

    การระงับต่อหน้ามีองค์ประกอบคือ พร้อมหน้าสงฆ์ (ผู้เข้าร่วมมาครบ นำฉันทะของผู้ไม่มามาด้วย ไม่มีผู้คัดค้าน) พร้อมหน้าธรรมและวินัย (ระงับโดยธรรม โดยวินัย โดยคำสอนของพระศาสดา) และพร้อมหน้าบุคคล (คู่กรณีทั้งสองอยู่พร้อมหน้า) ถ้าตกลงกันในที่เดิมไม่ได้ ให้ไปยังอาวาสที่มีภิกษุมากกว่า หรือตั้งคณะภิกษุผู้มีคุณสมบัติ ๑๐ ประการให้พิจารณา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อย่าตัดสินเรื่องของใครลับหลังเขา ให้ทุกฝ่ายอยู่พร้อมหน้า และตกลงกันก่อนว่าจะใช้หลักอะไรตัดสิน

  2. ๒

    สติวินัย: รับรองผู้บริสุทธิ์ สติวินโย

    เมื่อภิกษุผู้บริสุทธิ์ถูกโจทด้วยศีลวิบัติที่ไม่มีมูล สงฆ์ให้สติวินัยแก่ท่านผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติ เป็นการรับรองอย่างเป็นทางการ เรื่องต้นเหตุคือพระทัพพมัลลบุตรที่ถูกกล่าวหาเท็จ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อพิสูจน์แล้วว่าใครถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูล ควรประกาศให้ชัดว่าเขาพ้นข้อกล่าวหา ไม่ปล่อยให้ข่าวลือค้างอยู่

  3. ๓

    อมูฬหวินัย: ไม่เอาผิดสิ่งที่ทำขณะวิกลจริต อมูฬฺหวินโย

    ภิกษุที่ทำสิ่งไม่สมควรไว้มากขณะวิกลจริต ถูกโจทซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้ท่านบอกว่าระลึกไม่ได้เพราะทำไปขณะหลง เมื่อหายแล้วสงฆ์ให้อมูฬหวินัยแก่ท่าน เรื่องต้นเหตุคือพระคัคคะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อคนในครอบครัวหรือในทีมทำสิ่งไม่ดีในช่วงที่ป่วยทางจิต ช่วยกันดูแลความเสียหาย แต่ไม่ตามทวงถามความผิดจากเขาซ้ำ ๆ เมื่อเขาดีขึ้นแล้ว

  4. ๔

    ปฏิญญาตกรณะ: ระงับด้วยการรับสารภาพ ปฏิญฺญาตกรณํ

    ภิกษุที่ต้องอาบัติเบาไปหาภิกษุอีกรูปหนึ่ง แสดงอาบัติของตน ผู้รับถามว่า "เห็นหรือ" ผู้แสดงตอบว่า "เห็น" ผู้รับว่า "พึงสำรวมต่อไป" พระวินัยห้ามลงกรรมโดยไม่ตามคำรับ และการปรับตามคำรับต้องตรงกับความผิดจริง ถ้าต้องอาบัติหนักแต่รับว่าอาบัติเบา แล้วปรับตามนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อคนยอมรับผิดเอง ให้เรื่องจบที่การยอมรับและความตั้งใจจะระวัง ไม่ต้องขยายเป็นการประจาน แต่ก็ไม่ยอมรับคำสารภาพที่ย่อความผิดให้เล็กกว่าจริง

  5. ๕

    เยภุยยสิกา: ถือเสียงข้างมาก เยภุยฺยสิกา

    เมื่อภิกษุทะเลาะกันกลางสงฆ์ ทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก จนระงับไม่ได้ ทรงอนุญาตให้ถือเสียงข้างมาก โดยสมมติผู้ให้จับสลากที่ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ชัง หลง หรือกลัว จับสลากได้ ๓ แบบ คือปกปิด กระซิบ และเปิดเผย พระวินัยยังระบุว่าไม่ควรใช้กับเรื่องเล็กน้อย และถ้าผู้ให้จับสลากรู้ว่าฝ่ายที่พูดไม่ตรงธรรมมีมากกว่า ให้จับใหม่

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การลงคะแนนเป็นเครื่องมือหลังจากคุยกันจนสุดแล้ว ผู้นับคะแนนต้องเป็นกลาง และเสียงข้างมากไม่ได้ทำให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นถูก

  6. ๖

    ตัสสปาปิยสิกา: เมื่อผู้ถูกสอบให้การกลับไปกลับมา ตสฺสปาปิยสิกา

    พระอุปวาฬถูกซักถามถึงอาบัติกลางสงฆ์ ปฏิเสธแล้วยอมรับ ยอมรับแล้วปฏิเสธ พูดเท็จทั้งที่รู้ สงฆ์จึงลงตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ท่าน กรรมนี้เป็นธรรมเมื่อผู้ถูกลงเป็นผู้ไม่สะอาด ไม่ละอาย ถูกโจท และสงฆ์พร้อมเพรียงกันทำโดยธรรม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าคนที่ถูกสอบถามเปลี่ยนคำให้การไปเรื่อย ๆ ความไม่ซื่อตรงนั้นเองกลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการ ไม่ใช่แค่ความผิดเดิม

  7. ๗

    ติณวัตถารกะ: กลบด้วยหญ้า ติณวตฺถารเกน

    เมื่อภิกษุทะเลาะกันจนต่างทำผิดไว้มาก และถ้าไล่ปรับทีละเรื่องอาจลุกลามจนแตกกัน ทุกรูปประชุมพร้อมกัน แล้วผู้แทนแต่ละฝ่ายแสดงอาบัติของฝ่ายตนรวมกันในที่ประชุม เว้นอาบัติที่มีโทษหนักและอาบัติที่เกี่ยวกับคฤหัสถ์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    บางครั้งการยอมรับร่วมกันว่า "ต่างคนต่างพลาด" ดีกว่าการนับว่าใครผิดกี่ครั้ง ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง

  8. ๘

    ระงับแล้วไม่รื้อฟื้น อุกฺโกฏนกํ ปาจิตฺติยํ

    เมื่ออธิกรณ์ระงับด้วยวิธีที่ชอบแล้ว ภิกษุที่รื้อฟื้นขึ้นมาอีกต้องอาบัติปาจิตตีย์ และผู้ที่มอบฉันทะไว้แล้วกลับมาติเตียนภายหลังก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์เช่นกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อครอบครัวหรือทีมตกลงเรื่องหนึ่งอย่างเป็นธรรมแล้ว อย่ายกเรื่องนั้นกลับมาทุกครั้งที่ทะเลาะกันเรื่องใหม่

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่เห็นชัดจากเจ็ดวิธีนี้คือ ความขัดแย้งแต่ละแบบต้องการเครื่องมือต่างกัน คนที่ถูกใส่ความต้องการการรับรองว่าบริสุทธิ์ คนที่ทำผิดจริงและยอมรับต้องการทางให้แก้ตัว ส่วนกลุ่มที่เถียงกันไม่จบอาจต้องใช้คณะผู้พิจารณาหรือการลงคะแนน

หลักที่อยู่ใต้ทุกวิธีคือ ทำต่อหน้าผู้เกี่ยวข้อง ยึดหลักที่ตกลงกันไว้ ไม่ตัดสินลับหลัง และเมื่อจบอย่างเป็นธรรมแล้วก็ให้จบจริง ไม่รื้อขึ้นมาใหม่ทุกครั้งที่ไม่พอใจ

ถ้าในบ้านหรือในทีมมีกติกาง่าย ๆ ว่าเรื่องแบบไหนแก้อย่างไร ก่อนที่จะมีเรื่อง ความขัดแย้งเมื่อเกิดขึ้นจริงจะลดความร้อนแรงลงได้มาก

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

พรหมนิมันตนิกสูตร: เมื่อพรหมคิดว่าที่ของตนเที่ยงแท้

พฺรหฺมนิมนฺตนิกสุตฺตํ

พกพรหมเห็นว่าพรหมโลกของตนเที่ยงแท้ และไม่มีทางออกจากทุกข์อื่นที่ยิ่งกว่า พระพุทธเจ้าเสด็จไปทักท้วง มารแทรกให้ท…

สมุททสูตรและพาลิสิกสูตร: ทะเลของผัสสะและเบ็ดของมาร

จกฺขุ ภิกฺขเว ปุริสสฺส สมุทฺโท

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือทะเลที่มีคลื่น น้ำวน และสัตว์ร้าย ผู้ข้ามได้ยืนอยู่บนบก อารมณ์น่าใคร่คือเบ็ด ๖ ของมา…

พรหมจริยกถา: เทวดาประพฤติพรหมจรรย์ได้หรือไม่

นตฺถิ เทเวสุ พฺรหฺมจริยวาโส

กถาวัตถุถามว่าในหมู่เทวดาไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์หรือ ฝ่ายเถรวาทยอมรับว่าเทวดาไม่มีการบวช แต่ชี้ว่าการบวชกับกา…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้