พรหมชาลสูตร: เมื่อถูกติและเมื่อถูกชม
พฺรหฺมชาลสุตฺตํอาจารย์ติพระรัตนตรัย ศิษย์กลับชม พระพุทธเจ้าจึงสอนภิกษุว่า ถูกติอย่าโกรธ ถูกชมอย่าลิงโลด คำติที่ไม่จริงให้ชี้แ…
อโมฆํ ทิวสํ กยิรา
คาถาของพระเถระสามรูปที่พูดเรื่องเวลา พระสัมภูตะสอนให้รู้ว่าเมื่อไรควรช้า เมื่อไรควรเร็ว พระกาติยานะถูกปลุกให้ลุกขึ้นและทำที่พึ่งให้ตน พระสิริมัณฑะเตือนว่าสิ่งที่ปิดไว้ย่อมถูกฝนรั่วรด และวันคืนที่ผ่านไปคือชีวิตที่ลดลง
ในเถรคาถา ขุททกนิกาย มีคาถาของพระเถระหลายรูปที่พูดถึงเวลาและความไม่ประมาท หน้านี้รวมสามรูปไว้ด้วยกัน คือพระสัมภูตเถระในจตุกกนิบาต และพระกาติยานเถระกับพระสิริมัณฑเถระในฉักกนิบาต
พระสัมภูตะเทียบคนพาลกับบัณฑิตด้วยเรื่องจังหวะ คนที่รีบเมื่อควรช้าและช้าเมื่อควรรีบ ย่อมเสื่อมเหมือนพระจันทร์ข้างแรม คาถาของพระกาติยานะเป็นคำปลุกที่เรียกชื่อท่านตรง ๆ ให้ลุกขึ้นนั่ง อย่ามัวหลับ อย่าให้มัจจุราชชนะ ส่วนพระสิริมัณฑะเริ่มด้วยภาพฝนที่รั่วรดสิ่งที่มุงปิดไว้ แล้วพูดถึงโลกที่ถูกความตาย ความแก่ และความเจ็บ ตามไหม้เหมือนกองไฟ
คาถาเรื่องฝนนี้ อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงการปกปิดความผิด ผู้ปิดความผิดไว้ย่อมถูกกิเลสรั่วรดยิ่งขึ้น ผู้เปิดเผยย่อมไม่ถูกรั่วรด
พระสัมภูตะกล่าวว่า ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นพาล ย่อมประสบทุกข์ เพราะจัดการไม่แยบคาย ประโยชน์ของเขาย่อมเสื่อมไปเหมือนพระจันทร์ข้างแรม เขาย่อมเสื่อมยศและแตกจากมิตร
สังเกตว่าเรามักรีบตอบข้อความตอนโกรธ แต่ผัดการไปหาหมอหรือคุยเรื่องสำคัญกับครอบครัว ลองสลับจังหวะสองเรื่องนี้
ผู้ใดช้าในเวลาที่ควรช้า รีบด่วนในเวลาที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นบัณฑิต ถึงความสุขเพราะจัดการโดยแยบคาย ประโยชน์ของเขาย่อมบริบูรณ์เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น ได้ยศและชื่อเสียง ไม่แตกจากมิตร
ก่อนเริ่มงานแต่ละชิ้น ถามสั้น ๆ ว่างานนี้เสียหายเพราะช้า หรือเสียหายเพราะรีบ แล้วเลือกจังหวะให้ตรงกับคำตอบ
คาถาเรียกพระกาติยานะให้ลุกขึ้นนั่ง อย่านอนมาก จงตื่นอยู่ อย่าให้มัจจุราชผู้เป็นพวกพ้องของคนประมาทชนะท่านผู้เกียจคร้านด้วยอุบายเหมือนคนโกง จงอย่าประมาทตลอดยามต้นและยามหลัง จงทำความเพียรให้มั่น
ตั้งเวลาทำเรื่องสำคัญที่สุดของวันไว้ในช่วงที่สดชื่นที่สุด และอย่าเอาช่วงนั้นไปเลื่อนดูโทรศัพท์
เหมือนกำลังคลื่นมหาสมุทรครอบงำคนที่ข้ามไม่ได้ ชาติและชราย่อมครอบงำท่านฉันนั้น จงทำเกาะที่ดีให้แก่ตน เพราะที่พึ่งอื่นของท่านไม่มี พระศาสดาได้ทรงชี้ทางนี้ที่พ้นจากเครื่องข้องและภัยคือชาติและชราแล้ว
ถามตัวเองว่าวันที่เรื่องหนัก ๆ ถาโถมเข้ามา เราจะมีอะไรเป็นที่ยืนภายใน แล้วเริ่มสร้างสิ่งนั้นตั้งแต่วันนี้ เช่น การภาวนาทุกวันแม้ห้านาที
ประทีปที่มีแสงน้อยย่อมถูกลมพัดให้เอนไปเหมือนเถาวัลย์ฉันใด ท่านจงเป็นผู้ไม่ถือมั่น กำจัดมารฉันนั้น เมื่อปราศจากความกำหนัดในเวทนาทั้งหลายแล้ว จงเป็นผู้เยือกเย็นรอเวลาอยู่ในอัตภาพนี้
เวลาที่อารมณ์แรง ๆ มาเหมือนลมพัด ให้นึกว่ามันก็แค่พัดผ่าน ถ้าไม่ยึดไว้ มันก็ทำอะไรใจเราได้น้อย
พระสิริมัณฑะกล่าวว่า สิ่งที่มุงบังไว้ฝนยิ่งรั่วรด สิ่งที่เปิดไว้ฝนไม่รั่วรด เพราะฉะนั้นจงเปิดสิ่งที่มุงบังไว้ ฝนจะไม่รั่วรดท่าน อรรถกถาอธิบายว่าหมายถึงความผิดที่ปกปิดไว้ แล้วคาถาต่อมากล่าวว่าโลกถูกความตายเบียดเบียน ถูกความแก่ล้อมไว้ ถูกลูกศรคือตัณหาทิ่มแทง ความแก่ ความเจ็บ และความตาย มาเหมือนกองไฟ ไม่มีกำลังต้านและไม่มีฝีเท้าจะหนี
เมื่อทำผิดพลาดในงานหรือในครอบครัว ให้บอกตรง ๆ แต่เนิ่น ๆ ความผิดที่ซ่อนไว้มักโตขึ้นและทำให้ใจไม่สงบ
ควรทำวันไม่ให้ไร้ประโยชน์ ด้วยการใส่ใจน้อยบ้างมากบ้าง เพราะคืนผ่านไปเท่าใด ชีวิตก็ลดลงเท่านั้น ไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือนอน คืนสุดท้ายก็ใกล้เข้ามา ท่านไม่มีเวลาจะประมาท
ก่อนนอนทุกคืน ถามตัวเองหนึ่งข้อ: วันนี้ได้ทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อใจตัวเองหรือคนอื่นบ้าง แม้เล็กน้อยก็นับ
สามคาถานี้ตอบปัญหาที่คนยุคนี้พบบ่อย คือผลัดวันประกันพรุ่งในเรื่องสำคัญ แต่รีบร้อนในเรื่องที่ควรคิดให้รอบ ความไม่ประมาทไม่ได้แปลว่าต้องเร่งทุกอย่าง แต่คือรู้ว่าอะไรควรทำตอนนี้ อะไรควรรอ
ข้อเรื่องห้ามนอนมากเป็นคำเตือนนักบวชไม่ให้เกียจคร้าน ไม่ใช่ให้อดนอน การนอนพอเพียงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลกายใจ สิ่งที่ควรระวังคือการหลับทั้งที่ตื่น คือใช้วันไปโดยไม่รู้ตัว
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
อาจารย์ติพระรัตนตรัย ศิษย์กลับชม พระพุทธเจ้าจึงสอนภิกษุว่า ถูกติอย่าโกรธ ถูกชมอย่าลิงโลด คำติที่ไม่จริงให้ชี้แ…
พระเจ้าปเสนทิโกศลเห็นพระสัตตรสวัคคีย์เล่นน้ำในแม่น้ำอจิรวดี พระเจ้าพิมพิสารรอภิกษุอาบน้ำจนค่ำจนประตูเมืองปิด ภ…
ภิกษุนำเตียงตั่งของสงฆ์ไปผิงแดดแล้วทิ้งไว้จนเปียกน้ำค้างและฝน ภิกษุกลุ่มหนึ่งปูที่นอนแล้วจากไปจนปลวกกัด ภิกษุบ…
คำตอบของพระพุทธเจ้าสำหรับคนทำงานที่มีครอบครัว — ขยันหา รักษาไว้ คบคนดี ใช้จ่ายพอดี และอย่าลืมศรัทธา ศีล จาคะ ป…