เวขณสสูตร: แสงที่สว่างกว่ายังมีเสมอ
การฝึกจิต

เวขณสสูตร: แสงที่สว่างกว่ายังมีเสมอ

เวขณสสุตฺตํ

เวขณสปริพาชกเปล่งว่า "นี้เป็นวรรณอย่างยิ่ง" พระพุทธเจ้าทรงไล่เทียบแสงจากหิ่งห้อยถึงดวงอาทิตย์ ตรัสเรื่องกามคุณ ๕ กามสุข และสุขที่เลิศกว่ากามสุข แล้วเชิญคนซื่อตรงให้มาปฏิบัติจนรู้เห็นเอง

๘ ข้อ

ในเวขณสสูตร มัชฌิมนิกาย เวขณสปริพาชกมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวัน และเปล่งอุทานว่า "นี้เป็นวรรณอย่างยิ่ง" อรรถกถาอธิบายว่าเวขณสะเป็นอาจารย์ของสกุลุทายีปริพาชก พระพุทธเจ้าทรงเรียกเขาด้วยชื่อโคตรว่ากัจจานะ

เมื่อถูกถาม เวขณสะชี้วรรณนั้นไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกับชายที่รักหญิงงามที่ไม่เคยเห็น แล้วทรงไล่เทียบแสงทีละคู่ ตั้งแต่แก้วไพฑูรย์ หิ่งห้อย ประทีปน้ำมัน กองไฟใหญ่ ดาวประกายพรึก ดวงจันทร์วันเพ็ญ จนถึงดวงอาทิตย์เที่ยงวันในฤดูสารท

จากนั้นตรัสเรื่องกามคุณ ๕ ความสุขที่อาศัยกามคุณเกิดขึ้น และความสุขที่เลิศกว่ากามสุข ตรัสว่าเรื่องนี้รู้ได้ยากสำหรับผู้มีความเห็นและลัทธิต่างกัน เวขณสะโกรธและกล่าวกระทบ พระพุทธเจ้าตรัสตอบอย่างสงบ ให้งดเรื่องเบื้องต้นและเบื้องปลายไว้ แล้วเชิญคนซื่อตรงมาปฏิบัติจนรู้เห็นเอง ท้ายพระสูตรเวขณสะประกาศตนเป็นอุบาสก

  1. ๑

    วรรณอย่างยิ่งที่ชี้ไม่ได้ อยํ ปรโม วณฺโณ

    เวขณสะกล่าวว่าวรรณอย่างยิ่งคือวรรณที่ไม่มีวรรณอื่นยิ่งกว่า แต่ชี้ไม่ได้ว่าคืออะไร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกับชายที่ประกาศว่ารักหญิงงามที่สุดในชนบท ทั้งที่ไม่รู้ว่านางเป็นใคร อยู่ที่ไหน รูปร่างอย่างไร เวขณสะจึงเปรียบวรรณนั้นกับแก้วไพฑูรย์แปดเหลี่ยมบนผ้ากัมพลแดง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อพูดถึงสิ่งที่ดีที่สุด ลองอธิบายให้คนอื่นเห็นภาพ ถ้าทำไม่ได้ อาจเป็นเพียงความรู้สึก ไม่ใช่ความรู้

  2. ๒

    บันไดแสงจากหิ่งห้อยถึงดวงอาทิตย์ ขชฺโชปนโก

    พระพุทธเจ้าทรงถามทีละคู่ว่าอะไรงามกว่า เวขณสะตอบว่า หิ่งห้อยในคืนเดือนมืดงามกว่าแก้วไพฑูรย์ ประทีปน้ำมันงามกว่าหิ่งห้อย กองไฟใหญ่งามกว่าประทีป ดาวประกายพรึกยามใกล้รุ่งงามกว่ากองไฟ ดวงจันทร์เที่ยงคืนวันเพ็ญงามกว่าดาว และดวงอาทิตย์เที่ยงวันในฤดูสารทงามกว่าดวงจันทร์ เวขณสะจึงกลายเป็นยกย่องวรรณที่ด้อยกว่าหิ่งห้อยว่าเป็นวรรณอย่างยิ่ง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนตัดสินว่าความคิดหรือผลงานของเราดีที่สุด ให้ลองเทียบกับตัวอย่างที่ดีกว่าอย่างน้อยหนึ่งชิ้น

  3. ๓

    รู้มากกว่า แต่ไม่อ้างว่าสูงสุด จนฺทิมสูริยานํ

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า เทวดาที่มีแสงสว่างกว่าแสงดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีจำนวนมาก และพระองค์ทรงรู้จักดี ถึงกระนั้นก็ไม่ตรัสว่ามีวรรณใดที่ไม่มีวรรณอื่นยิ่งกว่า

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ผู้ที่รู้จริงมักพูดอย่างระมัดระวัง ฝึกใช้คำว่า "เท่าที่รู้ตอนนี้" แทนคำว่า "ที่สุด" หรือ "แน่นอนที่สุด"

  4. ๔

    กามคุณ ๕ และกามสุข ปญฺจ กามคุณา

    รูปที่รู้ด้วยตา เสียงที่รู้ด้วยหู กลิ่นที่รู้ด้วยจมูก รสที่รู้ด้วยลิ้น และสัมผัสที่รู้ด้วยกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้กำหนัด เรียกว่ากามคุณ ๕ ความสุขโสมนัสที่อาศัยกามคุณเหล่านี้เกิดขึ้น เรียกว่ากามสุข

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาใช้เงินหรือเวลาเพื่อความสุขทางประสาทสัมผัส ให้รู้ตัวว่ากำลังเสพกามสุข ไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ไม่ปล่อยให้เป็นความสุขชนิดเดียวในชีวิต

  5. ๕

    สุขที่เลิศกว่ากามสุข กามคฺคสุขํ

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า กามสุขเลิศกว่ากามทั้งหลาย และสุขอันเลิศกว่ากามสุขเป็นสิ่งที่เลิศในเรื่องนี้ แล้วตรัสว่าเรื่องกาม กามสุข และสุขที่เลิศกว่ากามสุข รู้ได้ยากสำหรับผู้มีความเห็น ความพอใจ ความชอบใจ และลัทธิอาจารย์ต่างออกไป ผู้ที่รู้เรื่องนี้ได้คือภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองสังเกตช่วงเวลาที่ใจสงบโดยไม่ได้เสพอะไรเลย เช่น ตอนเดินเงียบ ๆ หรือนั่งหายใจ แล้วเทียบกับความสุขจากการช้อปปิ้งหรือไถฟีด

  6. ๖

    งดเรื่องเบื้องต้นและเบื้องปลาย ติฏฺฐตุ ปุพฺพนฺโต ติฏฺฐตุ อปรนฺโต

    เวขณสะโกรธ แล้วกล่าวกระทบว่าสมณพราหมณ์บางพวกไม่รู้เงื่อนเบื้องต้นและเบื้องปลาย แต่ประกาศว่ารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว คำของพวกนั้นน่าหัวเราะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่อ้างเช่นนั้นโดยไม่รู้จริงควรถูกโต้แย้งตามเหตุผล แต่ขอให้งดเรื่องเบื้องต้นและเบื้องปลายไว้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อมีคนพูดกระทบ ให้ตอบที่ประเด็นด้วยใจสงบ และพาการสนทนากลับไปสู่เรื่องที่พิสูจน์ได้

  7. ๗

    คนซื่อตรงจงมา เอตุ วิญฺญู ปุริโส อสโฐ อมายาวี อุชุชาติโก

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า ขอบุรุษผู้รู้ความ ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา เป็นคนซื่อตรง จงมาเถิด เราจะสั่งสอน เราจะแสดงธรรม เมื่อปฏิบัติตามแล้ว ไม่นานก็จะรู้เอง เห็นเอง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ท่าทีที่ใช้ศึกษาธรรมคือความจริงใจกับตัวเอง ไม่เสแสร้งว่ารู้ และลงมือทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง

  8. ๘

    เด็กที่เครื่องผูกหลุดไปเอง อวิชฺชาพนฺธนา

    พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกับเด็กอ่อนที่ถูกผูกไว้ห้าแห่ง คือข้อเท้าทั้งสอง ข้อมือทั้งสอง และที่คอ เมื่อเด็กโตขึ้นและอินทรีย์แก่กล้า เครื่องผูกก็หลุดไป เด็กนั้นรู้ว่าตนพ้นแล้ว ผู้ปฏิบัติตามคำสอนก็หลุดพ้นจากเครื่องผูกคืออวิชชาได้เช่นนั้น เวขณสะเลื่อมใสและประกาศตนเป็นอุบาสก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความเข้าใจชีวิตค่อย ๆ เติบโตได้ เหมือนเด็กที่โตขึ้น ไม่ต้องกดดันตัวเองให้เข้าใจทุกอย่างในวันเดียว แต่ให้ปฏิบัติต่อเนื่อง

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

บทเรียนแรกของพระสูตรนี้คือความถ่อมตนทางความรู้ สิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด อาจเป็นเพียงแสงหิ่งห้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ยังไม่เคยเห็น การเปิดใจเทียบกับสิ่งอื่นทำให้เราไม่ติดอยู่กับความเชื่อเดิม

เรื่องกามสุขไม่ได้สอนให้เกลียดความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แต่ชวนให้รู้ว่ายังมีความสุขที่ละเอียดกว่านั้น ซึ่งไม่ต้องพึ่งการได้มาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ท่าทีของพระพุทธเจ้าเมื่อถูกกล่าวกระทบก็เป็นแบบอย่างที่ดี ไม่โต้กลับด้วยอารมณ์ แต่เปลี่ยนการโต้เถียงเป็นคำเชิญให้ลองพิสูจน์เอง

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ขุททกวัตถุวิภังค์: บัญชีกิเลสเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน

ขุทฺทกวตฺถุวิภงฺโค

วิภังค์ที่ ๑๗ รวบรวมกิเลสและข้อบกพร่องย่อย ๆ ไว้เป็นหมวด ตั้งแต่ความมัวเมาในความไม่มีโรค ความหนุ่มสาว และชีวิต…

มหาสุตโสมชาดก: รักษาคำสัญญาแม้ต้องกลับไปหาภัย

มหาสุตโสมชาตกํ

พระเจ้าสุตโสมถูกโปริสาทจับตัวไป จึงขอกลับไปฟังคาถาจากพราหมณ์ตามที่สัญญาไว้ แล้วกลับมาตามคำพูด ความสัตย์และคาถา…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้