เรื่องพระธนิยะ: กุฎีดินเผาและไม้หลวงที่ไม่มีใครให้
ใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องพระธนิยะ: กุฎีดินเผาและไม้หลวงที่ไม่มีใครให้

ธนิโย กุมฺภการปุตฺโต

พระธนิยะอดีตช่างหม้อสร้างกุฎีดินเผาจนถูกสั่งรื้อเพราะขาดความเอ็นดูต่อสัตว์ แล้วไปบอกเจ้าพนักงานว่าพระราชาพระราชทานไม้หลวงแล้วทั้งที่ไม่จริง จนเจ้าพนักงานถูกจับ เป็นต้นเรื่องของสิกขาบทห้ามภิกษุลักทรัพย์

๗ ข้อ

ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาราชิกกัณฑ์ มีเรื่องต้นบัญญัติของปาราชิกข้อที่ ๒ ว่าด้วยการถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ขณะพระพุทธเจ้าประทับที่ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ พระธนิยะ กุมภการบุตร ซึ่งชำนาญงานช่างหม้อมาก่อนบวช ทำกุฎีหญ้าอยู่ที่เชิงเขาอิสิคิลิ แต่ถูกคนหาหญ้าหาฟืนรื้อเอาหญ้าและไม้ไปถึงสามครั้ง ท่านจึงขยำโคลนทำกุฎีดินล้วนแล้วเผาจนเป็นสีแดงงาม พระพุทธเจ้าทรงเห็นแล้วติเตียนว่าไม่มีความเอ็นดูต่อสัตว์ รับสั่งให้รื้อ และห้ามภิกษุทำกุฎีดินล้วน

ต่อมาพระธนิยะไปขอไม้จากเจ้าพนักงานรักษาไม้ที่รู้จักกัน เจ้าพนักงานบอกว่ามีแต่ไม้หลวงที่สงวนไว้ซ่อมพระนครยามมีภัย ถ้าพระราชาพระราชทานจึงขนไปได้ พระธนิยะตอบว่าพระราชาพระราชทานแล้ว เจ้าพนักงานเชื่อเพราะคิดว่าสมณะศากยบุตรพูดจริง ภายหลังวัสสการพราหมณ์ตรวจพบ เจ้าพนักงานถูกจองจำ พระธนิยะไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารและอ้างพระดำรัสครั้งขึ้นครองราชย์ที่ถวายหญ้า ไม้ และน้ำแก่สมณพราหมณ์ พระราชาตรัสว่าหมายถึงของในป่าที่ไม่มีใครหวงแหน แล้วปล่อยท่านไปพร้อมเตือนว่าอย่าทำอีก ประชาชนติเตียนว่าสมณะเหล่านี้แม้พระราชายังหลอกได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบท และภายหลังทรงเพิ่มอนุบัญญัติเมื่อพระฉัพพัคคีย์ลักห่อผ้าของช่างย้อมแล้วอ้างว่าข้อห้ามมีเฉพาะในเขตบ้าน

สิกขาบทนี้เป็นวินัยของภิกษุ ซึ่งมีโทษถึงขาดจากความเป็นภิกษุ แต่เรื่องต้นบัญญัติให้บทเรียนแก่ทุกคน ทั้งความเอ็นดูต่อสัตว์เล็ก การไม่อ้างสิทธิ์ที่ไม่มีจริง และการรักษาความไว้วางใจที่ผู้อื่นมีต่อเรา

  1. ๑

    สวยงาม แต่ขาดความเอ็นดูต่อสัตว์ ปาเณสุ อนุทฺทยา อนุกมฺปา อวิเหสา

    กุฎีดินเผาของพระธนิยะงดงามน่าดู มีสีแดงเหมือนแมลงค่อมทอง มีเสียงเหมือนเสียงกระดึง แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าความเอ็นดู ความอนุเคราะห์ และความไม่เบียดเบียนหมู่สัตว์ ไม่มีแก่ผู้ทำ รับสั่งให้รื้อเพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังถือเป็นแบบอย่าง พระบาลีไม่ได้บรรยายว่าสัตว์เดือดร้อนอย่างไร แต่พอเข้าใจได้ว่าการขยำโคลนและเผาด้วยไฟกระทบสัตว์เล็กในดินและในกองเชื้อเพลิง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนเริ่มงานที่ภูมิใจ เช่น ต่อเติมบ้าน ถางสวน หรือจัดงานใหญ่ ลองถามว่ามีใครหรือสัตว์อะไรต้องรับผลกระทบ แล้วเลือกวิธีที่เบียดเบียนน้อยที่สุด

  2. ๒

    อ้างว่าได้รับอนุญาตทั้งที่ยังไม่ได้ อทินฺนํ ทินฺนนฺติ

    เจ้าพนักงานบอกชัดว่าไม้หลวงสงวนไว้ซ่อมพระนครยามมีภัย จะขนไปได้ก็ต่อเมื่อพระราชาพระราชทาน พระธนิยะตอบว่าพระราชทานแล้ว เจ้าพนักงานเชื่อ เพราะคิดว่าสมณะเหล่านี้ประพฤติธรรม พูดจริง และคงไม่กล่าวของที่ยังไม่ได้ให้ว่าให้แล้ว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อย่าพูดว่า "อนุมัติแล้ว" หรือ "เจ้าของเขาไม่ว่าอะไร" ถ้ายังไม่ได้ถามจริง ถามให้ชัดก่อนใช้ของส่วนรวมหรือของคนอื่น

  3. ๓

    คนที่เชื่อใจเรากลายเป็นผู้รับเคราะห์ ปุราหํ หญฺญามิ

    เจ้าพนักงานรักษาไม้ถูกจองจำนำตัวไป พระธนิยะเห็นจึงถามว่าถูกจับเพราะเรื่องอะไร เขาตอบว่าเรื่องไม้นั้น และขอให้ท่านรีบไปก่อนที่เขาจะถูกประหาร คนที่ไม่ได้ตั้งใจทำผิดเลยต้องเสี่ยงชีวิต เพราะเชื่อคำพูดของผู้ที่ตนนับถือ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนขอให้ใครทำอะไรตามคำยืนยันของเรา นึกว่าถ้าคำนั้นผิด เขาจะเดือดร้อนแค่ไหน และรับผิดชอบคำพูดของตนเต็มที่

  4. ๔

    ตีความคำอนุญาตให้เข้าข้างตัว เตน เลเสน

    พระธนิยะทูลเตือนความจำพระเจ้าพิมพิสารถึงพระดำรัสที่ถวายหญ้า ไม้ และน้ำแก่สมณพราหมณ์ พระราชาตรัสว่าหมายถึงสมณพราหมณ์ผู้มีความละอาย และหมายถึงของในป่าที่ไม่มีใครหวงแหน แต่ท่านกลับใช้คำนั้นเป็นเลศนำไม้ที่เขาไม่ได้ให้ไป พระราชาไม่ทรงลงโทษ ตรัสว่าท่านรอดตัวเพราะเพศบรรพชิต แต่อย่าทำอย่างนี้อีก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาอ่านนโยบาย สัญญา หรือคำอนุญาต ให้ถามว่าผู้ให้ตั้งใจหมายถึงอะไร ไม่ใช่หาว่าถ้อยคำเปิดช่องให้เราเอาได้แค่ไหน

  5. ๕

    ความไว้วางใจของส่วนรวมเสียหาย ราชานํปิ อิเม วญฺเจนฺติ

    ประชาชนติเตียนว่าสมณะเหล่านี้ประกาศว่าพูดจริง มีศีล แต่แม้พระราชายังหลอกได้ จะไม่หลอกคนอื่นหรือ พระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่าการกระทำนี้ไม่ทำให้ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสเลื่อมใส และทำให้ผู้ที่เลื่อมใสแล้วบางคนเปลี่ยนใจ ความผิดของคนเดียวจึงกระทบทั้งหมู่คณะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อทำงานในนามองค์กร ครอบครัว หรือกลุ่มที่เรานับถือ จำไว้ว่าความไม่ซื่อตรงเล็ก ๆ ของเรา ทำให้คนมองทั้งกลุ่มต่างไป

  6. ๖

    ของเล็กน้อยก็นับ ปญฺจมาสโก ปาโท

    ก่อนทรงบัญญัติ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเคยเป็นมหาอำมาตย์ผู้พิพากษาว่า พระเจ้าพิมพิสารจับโจรได้แล้วประหาร จองจำ หรือเนรเทศ เพราะทรัพย์ประมาณเท่าไร ท่านทูลว่าเพราะทรัพย์หนึ่งบาท ของมีค่าหนึ่งบาท หรือเกินหนึ่งบาท สมัยนั้นในกรุงราชคฤห์ห้ามาสกเป็นหนึ่งบาท

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อย่าคิดว่าของเล็กน้อยในที่ทำงานหรือของส่วนรวม หยิบกลับบ้านได้ไม่เป็นไร ความซื่อตรงเริ่มจากเรื่องเล็ก

  7. ๗

    ไม่หาช่องโหว่ของกฎ ตญฺจ โข คาเม โน อรญฺเญ

    หลังทรงบัญญัติแล้ว พระฉัพพัคคีย์ไปลักห่อผ้าที่ลานตากผ้าของช่างย้อมมาแบ่งกัน เมื่อภิกษุอื่นทักว่ามีสิกขาบทแล้วมิใช่หรือ ก็อ้างว่าทรงบัญญัติไว้ในเขตบ้าน ไม่ใช่ในป่า ภิกษุเหล่านั้นตอบว่าก็เป็นอย่างเดียวกันมิใช่หรือ พระพุทธเจ้าจึงทรงเพิ่มคำว่า จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี ลงในสิกขาบท

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าพบว่ากฎเขียนไว้ไม่ครอบคลุม ให้ทำตามเจตนาของกฎ ไม่ใช่ใช้ช่องว่างนั้นหาประโยชน์ใส่ตัว

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้มีสองช่วงที่ต่อกันอย่างน่าคิด ช่วงแรกพระธนิยะใช้ฝีมือของตนสร้างสิ่งที่สวยงาม แต่ไม่ได้คิดถึงสิ่งมีชีวิตที่ต้องเดือดร้อน ช่วงหลังท่านแก้ปัญหาที่พักด้วยคำพูดประโยคเดียวที่ไม่จริง แล้วคนที่เชื่อใจท่านกลับเป็นผู้ถูกจับ

ในชีวิตประจำวัน การถือเอาสิ่งที่ไม่มีใครให้ไม่ได้มีแค่การขโมยตรง ๆ แต่รวมถึงการใช้ของส่วนรวมเป็นของตัว การอ้างว่า "หัวหน้าอนุมัติแล้ว" ทั้งที่ยังไม่ได้ถาม และการตีความกฎให้เข้าข้างตัวเอง

บทเรียนจากเรื่องนี้คือ ความสามารถและความลำบากของเราไม่ใช่ข้ออ้างให้เบียดเบียนผู้อื่น และความเชื่อใจที่คนอื่นมีต่อเราเป็นสิ่งที่ต้องรักษา ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้หาประโยชน์

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ภัทรฆฏเภทกชาดก: หม้อสารพัดนึกที่ถูกโยนเล่นจนแตก

ภทฺรฆฏเภทกชาตกํ

ลูกเศรษฐีผลาญทรัพย์จนหมดตัว บิดาที่ไปเกิดเป็นเทวดามาให้หม้อสารพัดนึกพร้อมคำกำชับข้อเดียวว่าอย่าให้แตก แต่วันหน…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้