ค้านอย่างไรจึงเป็นธรรม
ข้อปฏิบัติ

ค้านอย่างไรจึงเป็นธรรม

ธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา

ปริวารแยกการทำความเห็นแย้งที่เป็นธรรมกับที่ไม่เป็นธรรม การลงโทษตามคำรับที่ถูกและที่ผิด ควรให้โอกาสแก่ผู้จะกล่าวโทษเมื่อใด ควรสนทนาเรื่องกติกากับใคร และเจตนา ๕ อย่างเบื้องหลังการตั้งคำถาม

๘ ข้อ

ในคัมภีร์ปริวาร พระวินัยปิฎก ตอนอุปาลิปัญจกะ ทิฏฐาวิกรรมวรรคที่ ๔ ท่านพระอุบาลีทูลถามเรื่องการทำความเห็นแย้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าการทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรมมี ๕ อย่าง คือแย้งในเรื่องที่ไม่เป็นอาบัติ แย้งในอาบัติที่แสดงคืนไม่ได้ แย้งในอาบัติที่แสดงไปแล้ว แย้งพร้อมกันสี่ห้ารูป และแย้งเพียงนึกอยู่ในใจ ส่วนที่เป็นธรรมก็ตรงกันข้าม

อีกชุดหนึ่งระบุว่าต้องแย้งต่อหน้าภิกษุผู้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อยู่ในเขตเดียวกัน และเป็นผู้มีสิทธิตามปกติ จากนั้นทรงแสดงการทำตามปฏิญญาที่เป็นธรรมและไม่เป็นธรรม คือสงฆ์ต้องปรับตามความผิดจริง ไม่ใช่ตามชนิดของอาบัติที่ผู้ถูกกล่าวหาเลือกรับ

วรรคนี้ยังมีเรื่องการทำโอกาส คือผู้ประสงค์จะกล่าวโทษต้องขออนุญาตก่อน และสงฆ์ควรให้โอกาสแก่ใคร เรื่องว่าควรสนทนาวินัยกับภิกษุที่มีคุณสมบัติอย่างไร และเรื่องเจตนา ๕ อย่างของการถามปัญหา ในวรรคเดียวกันยังมีเรื่องการรับประเคน ของที่เป็นเดน การห้ามภัตร วิสุทธิ ๕ และโภชนะ ๕ ซึ่งเป็นข้อวัตรเฉพาะของพระ จึงไม่ได้นำมาไว้ในหน้านี้

  1. ๑

    แย้งในเรื่องที่ยังเป็นเรื่องอยู่ ปญฺจ อธมฺมิกา ทิฏฺฐาวิกมฺมา

    การทำความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรมสามข้อแรกคือ แย้งในสิ่งที่ไม่เป็นอาบัติอยู่แล้ว แย้งในอาบัติชนิดที่แสดงคืนไม่ได้ และแย้งในอาบัติที่เจ้าตัวแสดงไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่เป็นธรรมคือแย้งในอาบัติจริง ชนิดที่แสดงคืนได้ และยังไม่ได้แสดง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนทักท้วง ตรวจสามข้อ คือมันผิดกติกาจริงไหม แก้ไขได้ไหม และเขาแก้ไปแล้วหรือยัง ถ้าแก้แล้วก็ปล่อยให้จบ

  2. ๒

    อย่ารวมหัวกันแย้งพร้อมกัน น จตูหิ ปญฺจหิ ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ

    ข้อที่สี่ของความเห็นแย้งที่ไม่เป็นธรรมคือทำความเห็นแย้งพร้อมกันสี่ห้ารูป ส่วนที่เป็นธรรมคือไม่ทำพร้อมกันสี่ห้ารูป คือให้แต่ละคนแสดงความเห็นของตนเอง ไม่ใช่ยกพวกกันขึ้นมา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าหลายคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องเดียวกัน ให้แต่ละคนพูดในนามตัวเอง ไม่ใช่นัดกันเดินเข้าไปพร้อมกันเพื่อกดดัน

  3. ๓

    แย้งในใจไม่นับ ต้องพูดออกมา น มโนมานเสน ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ

    ข้อที่ห้าคือทำความเห็นแย้งด้วยนึกในใจ ซึ่งจัดเป็นไม่เป็นธรรม ส่วนที่เป็นธรรมคือไม่แย้งด้วยการนึกในใจ หมายความว่าความเห็นแย้งต้องแสดงออกมาให้ที่ประชุมรับรู้จึงจะมีผล

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าไม่เห็นด้วยแต่เงียบในที่ประชุม อย่าไปพูดทีหลังว่าเราไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้น ให้พูดตอนที่ยังพูดได้

  4. ๔

    แย้งต่อหน้าคนที่อยู่ในกติกาเดียวกัน สมานสํวาสกสฺส สนฺติเก ทิฏฺฐึ อาวิกโรติ

    อีกชุดหนึ่งระบุว่าความเห็นแย้งที่เป็นธรรมต้องทำต่อหน้าภิกษุผู้เป็นสมานสังวาส คืออยู่ในกติกาเดียวกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน และเป็นปกตัตตะ คือยังมีสิทธิตามปกติ ไม่ใช่ไปพูดกับคนนอกวง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    พูดข้อคัดค้านกับคนที่มีส่วนตัดสินใจในเรื่องนั้น ไม่ใช่ไประบายกับเพื่อนต่างแผนกที่ช่วยอะไรไม่ได้

  5. ๕

    ปรับตามความผิดจริง ไม่ใช่ตามที่เขายอมรับ ธมฺมิกา ปฏิญฺญาตกรณา

    การทำตามปฏิญญาที่ไม่เป็นธรรมคือ ผู้ต้องอาบัติหนักถูกโจทด้วยอาบัติหนัก แต่รับว่าต้องอาบัติเบา แล้วสงฆ์ปรับตามที่เขารับ หรือกลับกัน คือผิดเบาแต่รับว่าผิดหนักแล้วสงฆ์ปรับหนักตาม ส่วนที่เป็นธรรมคือผิดอย่างไร ถูกโจทอย่างนั้น รับตามนั้น และปรับตามนั้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    อย่ารับผิดเกินจริงเพื่อให้เรื่องจบเร็ว และอย่ายอมให้ใครรับผิดน้อยกว่าที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์

  6. ๖

    ขออนุญาตก่อนกล่าวโทษ และควรให้โอกาสแก่ใคร อลํ โอกาสกมฺมํ กาตุํ

    ผู้จะกล่าวโทษผู้อื่นต้องขอให้เขาทำโอกาสก่อน และสงฆ์ไม่ควรให้โอกาสแก่ผู้ที่ไม่มีความละอาย เป็นคนพาล ไม่ใช่ปกตัตตะ พูดโดยประสงค์ให้อีกฝ่ายเคลื่อนจากพรหมจรรย์ และไม่ได้ประสงค์ให้เขาออกจากอาบัติ ส่วนผู้ที่ควรให้โอกาสคือผู้มีความละอาย เป็นบัณฑิต เป็นปกตัตตะ และพูดโดยประสงค์ให้เขาออกจากอาบัติ ไม่ใช่ประสงค์ให้เขาพ้นไปจากหมู่

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนจะรับฟังคำร้องเรียน ถามผู้ร้องว่าต้องการให้เรื่องจบอย่างไร ถ้าคำตอบคือขอให้ไล่คนนั้นออกอย่างเดียว ให้ระวังเป็นพิเศษ

  7. ๗

    คุยเรื่องกติกากับคนที่รู้ที่มาของกติกา วินโย สากจฺฉาตพฺโพ

    ทรงระบุว่าไม่ควรสนทนาวินัยกับผู้ที่ไม่รู้วัตถุ ไม่รู้นิทาน คือเรื่องเดิมที่เป็นเหตุให้บัญญัติ ไม่รู้ตัวบัญญัติ ไม่รู้บทที่บัญญัติเพิ่มภายหลัง และไม่รู้ทางถ้อยคำที่เชื่อมกัน ส่วนผู้ที่ควรสนทนาด้วยคือผู้รู้ครบทั้งห้าอย่างนั้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาจะถกเรื่องระเบียบ เลือกคุยกับคนที่รู้ว่าระเบียบข้อนั้นเกิดจากเหตุอะไรและเคยแก้มาแล้วกี่ครั้ง

  8. ๘

    เจตนา ๕ อย่างเบื้องหลังคำถาม ปญฺจิมา อุปาลิ ปญฺหปุจฺฉา

    การถามปัญหามี ๕ อย่าง คือถามเพราะความรู้น้อยและงมงาย ถามเพราะมีความปรารถนาลามกครอบงำ ถามเพราะดูหมิ่น ถามทั้งที่ไม่ประสงค์จะรู้ และถามด้วยความคิดว่าถ้าเขาตอบถูกก็ดี ถ้าเขาตอบไม่ถูก เราจะตอบให้เขาเองโดยชอบ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนถามในที่ประชุม ถามตัวเองว่าเราอยากรู้จริง อยากให้เขาได้อธิบาย หรืออยากให้คนเห็นว่าเขาตอบไม่ได้

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

หน้านี้ตอบคำถามที่คนทำงานเป็นทีมเจอบ่อย คือเราไม่เห็นด้วยแล้วจะทักอย่างไรให้เป็นการทักที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่การบ่น

หลักที่คมที่สุดสองข้อคือ ต้องพูดออกมา เพราะการแย้งอยู่ในใจไม่นับ กับอย่ารวมหัวกันแย้งพร้อมกันหลายคน เพราะนั่นเปลี่ยนสภาพจากการทักท้วงเป็นการกดดัน อีกข้อที่ใช้ได้คือห้ามรื้อเรื่องที่จบไปแล้ว ถ้าเขาขอโทษและแก้ไขแล้ว การหยิบมาพูดอีกไม่ใช่การรักษากติกา

เรื่องการทำตามปฏิญญาก็ตรงกับสถานการณ์จริง บางครั้งคนที่ถูกทักจะรีบยอมรับความผิดที่เบากว่าเพื่อให้เรื่องจบ หรือรับผิดหนักกว่าความจริงเพราะรู้สึกผิด ปริวารบอกว่าทั้งสองแบบใช้ไม่ได้ ต้องตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ภิกขุนีวิภังค์: เมื่อความโกรธแช่งทั้งตนเอง ผู้อื่น และทั้งหมู่

นิรเยน วา พฺรหฺมจริเยน วา อภิสเปยฺย

เรื่องต้นบัญญัติสามเรื่องเกี่ยวกับความโกรธ ถูกถามธรรมดาแล้วสาบานแช่งด้วยนรก ทะเลาะแล้วพร่ำตีตนร้องไห้ และโกรธแ…

พักกุลเถราปทาน: ผู้สังเกตเห็นความป่วยและรีบหายามาถวาย

พกฺกุลตฺเถราปทานํ

อดีตชาติของพระพักกุละตามคัมภีร์อปทาน ดาบสผู้มีศิษย์มาก สังเกตอิริยาบถแล้วรู้ว่าพระอโนมทัสสีพุทธเจ้าประชวรด้วยโ…

ตรวจกฎทีละข้อ: ชุดคำถามที่ปริวารใช้กับทุกสิกขาบท

มหาวิภงฺเค โสฬส มหาวารา

ปริวารเปิดเล่มด้วยการยิงคำถามชุดเดียวกันใส่สิกขาบททุกข้อ — บัญญัติที่ไหน ปรารภใคร เพราะเรื่องอะไร แก้ไขเพิ่มกี…

อาทิตตสูตรและพระสูตรในอาทิตตวรรค: ขนของออกจากบ้านที่ไฟไหม้

อาทิตฺตสุตฺตํ

เมื่อบ้านถูกไฟไหม้ ของที่ขนออกมาได้เท่านั้นที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ชีวิตที่ถูกชราและมรณะเผาอยู่ก็เช่นกัน ของที่ให…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้