ภัทเทกรัตตสูตร: ผู้มีราตรีเดียวเจริญ
ภทฺเทกรตฺตสุตฺตํไม่ตามอดีต ไม่หวังอนาคต เห็นแจ้งสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ และทำความเพียรเสียวันนี้ — คาถาสั้นที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบ…
อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิเยยฺย
คำอธิบายสิกขาบทห้ามลักทรัพย์ครอบคลุมไปถึงการสั่งให้คนอื่นทำ การนัดหมายและทำสัญญาณ การปฏิเสธของฝาก การฟ้องศาลจนเจ้าของแพ้ และการหลบด่านภาษี
ในสิกขาบทวิภังค์และบทภาชนีย์ของปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ มหาวิภังค์ พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ พระอุบาลีจำแนกสิกขาบทห้ามถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ออกเป็นข้อ ๆ อย่างละเอียด ปาราชิกเป็นอาบัติหนักที่สุด ภิกษุที่ต้องแล้วขาดจากความเป็นภิกษุทันที ไม่อาจกลับมาบวชใหม่ในชาตินั้นได้
สิกขาบทนี้ละเอียดกว่าศีลข้อที่ ๒ ของคฤหัสถ์มาก เพราะมีเกณฑ์มูลค่า มีการแบ่งขั้นตอนของการกระทำ และมีการจำแนกทรัพย์ตามที่ตั้ง เช่น ทรัพย์อยู่ในดิน บนดิน ในน้ำ ในเรือ ในยาน ในสวน ในนา และในด่านภาษี เกณฑ์มูลค่า ๕ มาสกหรือ ๑ บาทนั้นเทียบกับกฎหมายบ้านเมืองในสมัยนั้น ซึ่งพระราชาลงโทษผู้ลักทรัพย์เท่านั้นว่าเป็นโจร
หน้านี้เลือกเฉพาะส่วนที่พูดถึงการลักที่ไม่ได้ลงมือด้วยมือตนเอง เพราะเป็นส่วนที่ตรงกับชีวิตคนทำงานสมัยนี้มากที่สุด ส่วนเรื่องเจตนาและกรณีตัวอย่างที่ทรงวินิจฉัย อยู่ในวินีตวัตถุของสิกขาบทเดียวกัน
ทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ หมายถึงทรัพย์ที่เจ้าของยังไม่ได้ให้ ไม่ได้ละวาง ยังรักษาปกครองอยู่ ยังถือกรรมสิทธิ์อยู่ว่าเป็นของเรา และยังมีผู้อื่นหวงแหน คำนิยามนี้ตัดปัญหาเรื่องของที่ถูกทิ้งหรือของบังสุกุลออกไปตั้งแต่ต้น
ก่อนหยิบของที่วางอยู่ในที่ทำงานหรือที่สาธารณะ ให้ถามว่ายังมีคนถือว่าเป็นของเขาอยู่ไหม ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถามก่อน
เมื่อไถยจิตปรากฏขึ้น ภิกษุลูบคลำทรัพย์ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหวต้องถุลลัจจัย และให้เคลื่อนจากฐานจึงต้องปาราชิก ท่านแบ่งไว้เป็นขั้น ๆ เพื่อแสดงว่าความผิดหนักขึ้นตามระยะที่เจตนาเดินหน้าไป ไม่ใช่เกิดขึ้นทีเดียวตอนจบ
เมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดจะเอาของที่ไม่ใช่ของเรา ให้หยุดที่ความคิด อย่ารอให้ถึงขั้นที่แก้ไขไม่ได้
สิกขาบทกำหนดว่า ทรัพย์ราคา ๑ บาท ควรแก่ ๑ บาท หรือเกินกว่านั้น ถือเป็นเกณฑ์ปาราชิก โดยอ้างอิงว่าพระราชาในสมัยนั้นจับผู้ลักทรัพย์ราคา ๕ มาสกขึ้นไปแล้วลงโทษด้วยการประหาร จองจำ หรือเนรเทศ พร้อมบริภาษว่าเป็นโจร ส่วนทรัพย์ราคาน้อยกว่านั้น ท่านปรับอาบัติเบาลงตามลำดับ
อย่าใช้ความเล็กน้อยของมูลค่าเป็นข้ออ้าง ของเล็กที่หยิบบ่อย ๆ ก็ยังเป็นการหยิบของคนอื่นอยู่ดี
ภิกษุสั่งกำหนดทรัพย์ว่า ท่านจงลักทรัพย์ชื่อนี้ ต้องอาบัติทุกกฏตั้งแต่ตอนสั่ง เมื่อผู้รับคำสั่งลักได้ ต้องปาราชิกทั้งสองรูป แต่ถ้าผู้ลักไปเอาทรัพย์อย่างอื่นมา ผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับสิ่งที่สั่ง และถ้าผู้สั่งเกิดความร้อนใจแล้วพูดห้ามไว้ทัน ผู้สั่งก็พ้นจากอาบัติหนัก
อย่าสั่งงานที่ตัวเองไม่กล้าทำเอง และถ้าเผลอสั่งไปแล้ว ให้รีบบอกเลิกให้ชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษร
ถ้าภิกษุหลายรูปชักชวนกันแล้วรูปหนึ่งลักทรัพย์มาได้ ต้องอาบัติปาราชิกทุกรูป ถ้านัดหมายเวลาไว้แล้วผู้ลักทำตามเวลานั้น ต้องปาราชิกทั้งสองรูป แต่ถ้าลักก่อนหรือหลังเวลาที่นัด ผู้นัดหมายไม่ต้องอาบัติ ส่วนการทำนิมิตคือขยิบตา ยักคิ้ว หรือผงกศีรษะเป็นสัญญาณ ก็มีเกณฑ์อย่างเดียวกัน
การพยักหน้าอนุมัติเงียบ ๆ ก็เป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่ง ถ้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กำลังจะเกิด ให้พูดออกมาให้ได้ยิน
ภิกษุผู้รับของฝาก เมื่อเจ้าของขอคืนแล้วปฏิเสธว่าฉันไม่ได้รับไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อทำให้เจ้าของเกิดความสงสัยต้องถุลลัจจัย และเมื่อเจ้าของทอดธุระว่าคงไม่ได้คืนแล้ว จึงต้องปาราชิก ความผิดสำเร็จเมื่ออีกฝ่ายหมดหวัง ไม่ใช่เมื่อเราเก็บของไว้เฉย ๆ
ของที่เพื่อนฝากไว้ เงินที่รับมาแทนคนอื่น หรืองานที่รับผิดชอบแทน ให้ตอบและคืนให้ตรงเวลา อย่าปล่อยให้เจ้าของต้องเลิกทวง
ต่อจากเรื่องของฝาก ท่านกล่าวว่า ภิกษุฟ้องร้องยังโรงศาลแล้วยังเจ้าของให้แพ้ ต้องอาบัติปาราชิก ส่วนผู้ที่ฟ้องแล้วแพ้เจ้าของ ต้องอาบัติถุลลัจจัย การใช้กระบวนการที่ถูกต้องตามรูปแบบเพื่อเอาของที่ไม่ใช่ของตน ไม่ทำให้การเอานั้นถูกต้องขึ้น
ถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเจ้าของจริง อย่าอาศัยเอกสารที่รัดกุมกว่าหรือทนายที่เก่งกว่ามาเป็นเครื่องมือเอาชนะ
ด่านภาษีคือสถานที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงตั้งไว้ที่ช่องเขา ท่าน้ำ หรือประตูบ้าน เพื่อเก็บภาษีผู้ผ่านเข้าไป ภิกษุที่มีไถยจิตนำทรัพย์ซึ่งควรเสียภาษีผ่านด่านไป ย่างเท้าก้าวแรกต้องถุลลัจจัย ก้าวที่สองต้องปาราชิก ยืนอยู่ในด่านแล้วโยนทรัพย์ให้ตกนอกด่านก็ต้องปาราชิก ส่วนการหลบเลี่ยงด่านต้องอาบัติทุกกฏ
การสำแดงของหรือรายได้ให้ตรงตามจริง เป็นเรื่องเดียวกับการไม่หยิบของคนอื่น ไม่ใช่เรื่องความสามารถในการวางแผน
แก่นของสิกขาบทนี้คือไถยจิต คือจิตคิดจะลัก ถ้าไม่มีจิตนี้ การกระทำเดียวกันก็ไม่เป็นการลัก แต่ถ้ามีจิตนี้ การไม่ได้ยื่นมือไปหยิบเองก็ไม่ช่วยอะไร คนที่สั่ง คนที่นัดหมาย และคนที่ให้สัญญาณ ล้วนอยู่ในข่ายเดียวกับคนที่หยิบ
สิ่งที่ร่วมสมัยมากคือสามกรณี คือการปฏิเสธของที่เขาฝากไว้ การใช้กระบวนการทางกฎหมายเอาชนะเจ้าของที่แท้จริง และการหลบด่านภาษี ทั้งสามอย่างนี้ในสายตาคนทั่วไปอาจดูเป็นความฉลาด แต่พระวินัยจัดไว้ในหมวดเดียวกับการขโมย
จุดที่น่าสนใจอีกข้อคือ เมื่อผู้สั่งเกิดความร้อนใจแล้วพูดห้ามไว้ทัน ถ้าผู้รับคำยอมเลิก ทั้งสองไม่ต้องอาบัติหนัก และแม้ผู้รับคำจะไม่ยอมเลิก ผู้สั่งที่ห้ามแล้วก็พ้นความผิดหนักไปด้วย ทางกลับตัวมีอยู่จริง แต่ต้องกลับก่อนที่งานจะสำเร็จ
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ไม่ตามอดีต ไม่หวังอนาคต เห็นแจ้งสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ และทำความเพียรเสียวันนี้ — คาถาสั้นที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบ…
จีวรขันธกะปิดท้ายด้วยมาติกา ๘ ข้อ ที่บอกว่าจีวรที่เกิดขึ้นควรแบ่งแก่ใคร ตามถ้อยคำของผู้ถวาย ตั้งแต่ถวายแก่สีมา…
กถาวัตถุถามว่า ผู้ทำให้มารดาเสียชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นผู้ทำอนันตริยกรรมหรือไม่ ฝ่ายเถรวาทเทียบกับศีลข้ออื่นแ…
หลังพุทธปรินิพพาน ภิกษุบางรูปคร่ำครวญ บางรูปอดกลั้นด้วยสติ เมื่อเจ็ดฝ่ายส่งทูตมาขอส่วนพระสรีระและเจ้ามัลละไม่ย…