วินีตวัตถุเรื่องลักทรัพย์: ทรงถามว่าคิดอย่างไร ก่อนตัดสิน
ข้อปฏิบัติ

วินีตวัตถุเรื่องลักทรัพย์: ทรงถามว่าคิดอย่างไร ก่อนตัดสิน

กึจิตฺโต ตฺวํ

เรื่องตัดสินจริงในสิกขาบทห้ามลักทรัพย์ พระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุแต่ละรูปว่ามีจิตอย่างไร การเก็บของไว้คืนเจ้าของ การปล่อยสัตว์เพราะสงสาร การถือวิสาสะ และการขอยืม ไม่เป็นการลัก แต่การกระทำเดียวกันที่ทำด้วยจิตคิดจะลักเป็นอาบัติร้ายแรง

๗ ข้อ

ในวินีตวัตถุ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ มหาวิภังค์ พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มีเรื่องที่ภิกษุสงสัยว่าตนลักทรัพย์หรือไม่ แล้วกราบทูลให้พระพุทธเจ้าวินิจฉัย ปาราชิกข้อนี้ห้ามภิกษุถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยไถยจิต คือจิตคิดจะลัก เป็นวินัยของภิกษุที่ละเอียดกว่าศีลข้อ ๒ ของคฤหัสถ์ แต่หลักเรื่องเคารพของของผู้อื่นใช้ได้กับทุกคน

รูปแบบที่ซ้ำกันในเรื่องเหล่านี้คือ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ภิกษุ เธอมีจิตอย่างไร แล้ววินิจฉัยตามจิตนั้น การกระทำภายนอกที่เหมือนกัน เช่น เก็บผ้าที่ลอยน้ำมา หรือปล่อยหมูที่ติดบ่วง อาจไม่เป็นอาบัติเลย หรืออาจเป็นปาราชิก ขึ้นอยู่กับว่าทำด้วยไถยจิตหรือไม่

อนาปัตติวารของสิกขาบทนี้สรุปไว้ว่า ภิกษุผู้สำคัญว่าเป็นของตน ถือเอาด้วยวิสาสะ ขอยืม หรือสำคัญว่าเป็นของบังสุกุล ไม่ต้องอาบัติ หน้านี้เลือกเฉพาะเรื่องที่ช่วยให้เห็นหลักนี้ชัด

  1. ๑

    อย่าตัดสินจากคำพูดประโยคเดียว อนาปตฺติ ภิกฺขุ นิรุตฺติปเถ

    ภิกษุรูปหนึ่งเก็บจีวรที่เพื่อนตากไว้กลางแจ้งเพราะกลัวหาย เจ้าของออกมาถามว่าใครลักจีวรไป เธอตอบว่า ผมลักไป เจ้าของจึงกล่าวหาว่าไม่เป็นสมณะ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอมีจิตอย่างไร เธอทูลว่าพูดไปตามถ้อยคำเท่านั้น พระองค์ทรงวินิจฉัยว่าไม่เป็นอาบัติ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อได้ยินใครพูดยอมรับผิดแบบพูดเล่นหรือพูดตามคำถาม อย่าเพิ่งตัดสิน ให้ถามข้อเท็จจริงและเจตนาก่อน

  2. ๒

    เก็บไว้เพื่อคืนเจ้าของ สามิกานํ ทสฺสามีติ

    ภิกษุรูปหนึ่งเก็บชิ้นเนื้อที่เหยี่ยวคาบมา อีกรูปหนึ่งเก็บผ้าที่หลุดจากมือช่างย้อมลอยมาติดเท้า ทั้งสองตั้งใจจะคืนเจ้าของ แต่เจ้าของกลับกล่าวหาว่าไม่เป็นสมณะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ไม่มีไถยจิตไม่ต้องอาบัติ ส่วนภิกษุที่รีบหยิบไว้ด้วยไถยจิตก่อนเจ้าของจะเห็น ต้องอาบัติปาราชิก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เจอกระเป๋าเงินหรือโทรศัพท์ตกหล่น ให้เก็บด้วยความตั้งใจคืน แล้วแจ้งเจ้าของหรือผู้ดูแลสถานที่ทันที เพื่อให้เจตนาชัดทั้งกับตัวเองและคนอื่น

  3. ๓

    ปล่อยสัตว์เพราะสงสาร การุญฺญาธิปฺปาโย

    ภิกษุรูปหนึ่งปล่อยหมูที่ติดบ่วงเพราะสงสาร มีเรื่องคล้ายกันเรื่องเนื้อที่ติดบ่วงและปลาที่ติดลอบ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้มีความประสงค์จะช่วยเหลือไม่ต้องอาบัติ ส่วนผู้ที่ปล่อยไปก่อนเจ้าของจะเห็นด้วยไถยจิต ต้องอาบัติปาราชิก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความเมตตาต่อสัตว์เป็นสิ่งดี แต่สัตว์หรือทรัพย์ของคนอื่นมีกฎหมายคุ้มครอง ถ้าเห็นสัตว์ถูกทารุณ ให้แจ้งเจ้าของหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แทนการตัดสินใจทำเองคนเดียว

  4. ๔

    สำคัญผิดว่าเป็นของทิ้ง ปํสุกูลสญฺญิสฺส

    ขโมยลักมะม่วงแล้วทิ้งห่อหนีเมื่อเจ้าของตามมา ภิกษุเห็นว่าเป็นของทิ้งจึงเก็บไปฉัน คนเลี้ยงโคพาดผ้าไว้บนต้นไม้แล้วไปถ่ายอุจจาระ ภิกษุสำคัญว่าเป็นผ้าบังสุกุลจึงถือเอาไป พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่า ผู้สำคัญว่าเป็นของบังสุกุลไม่ต้องอาบัติ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ของที่ดูเหมือนไม่มีเจ้าของอาจมีเจ้าของอยู่ใกล้ ๆ ก่อนหยิบให้ถามหรือรอดูสักครู่ และถ้ามีคนมาบอกว่าเป็นของเขา ก็คืนให้

  5. ๕

    ความสนิทที่ใช้ได้จริง วิสฺสาสคาโห อหํ ภควา

    ภิกษุสองรูปเป็นเพื่อนกัน รูปหนึ่งรับส่วนของเคี้ยวของสงฆ์แทนเพื่อนที่ไปบิณฑบาต แล้วถือวิสาสะฉันเสีย เพื่อนทราบแล้วกล่าวหาว่าไม่เป็นสมณะ พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่าไม่เป็นอาบัติเพราะถือวิสาสะ อีกเรื่องหนึ่ง ภิกษุฉันส่วนของรูปอื่นเพราะสำคัญว่าเป็นของตน ก็ไม่เป็นอาบัติเช่นกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความสนิทที่ทำให้หยิบของกันได้ต้องเป็นความสนิทที่อีกฝ่ายยอมรับจริง ถ้าไม่แน่ใจให้ถามก่อน และบอกเขาหลังใช้ เพื่อไม่ให้มิตรภาพกลายเป็นความขุ่นเคือง

  6. ๖

    ขอยืมได้ แต่ใช้ผิดที่ไม่ได้ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ตาวกาลิเก

    ภิกษุรูปหนึ่งขอยืมไม้ของสงฆ์ไปค้ำฝากุฎีของตน พระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัยว่าไม่เป็นอาบัติเพราะขอยืม แต่เมื่อภิกษุนำเสนาสนะที่อุบาสกถวายไว้ใช้ในวิหารหนึ่งไปใช้ที่อื่น อุบาสกติเตียน จึงทรงห้าม ผู้ใช้ต้องอาบัติทุกกฏ ภายหลังภิกษุไม่กล้านำแม้เครื่องลาดไปใช้ที่โรงอุโบสถ ต้องนั่งกับพื้นจนเปื้อนฝุ่น จึงทรงอนุญาตให้นำไปใช้ชั่วคราวได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ของส่วนรวมในที่ทำงานหรือชุมชน ยืมได้ตามระเบียบ แต่ควรคืนที่เดิม และใช้ตามที่ผู้บริจาคหรือเจ้าของตั้งใจไว้

  7. ๗

    ทำตามคำสั่งเสียของเจ้าของ อนาปตฺติ อาวุโส อายสฺมโต อชฺชุกสฺส

    คหบดีผู้อุปัฏฐากพระอัชชุกะสั่งไว้ว่า ในเด็กสองคน คือลูกชายกับหลานชาย ใครมีศรัทธาให้บอกที่ฝังทรัพย์แก่คนนั้น หลังคหบดีตาย หลานชายเป็นผู้มีศรัทธา พระอัชชุกะจึงบอกแก่หลาน ลูกชายไปถามพระอานนท์ พระอานนท์ตอบว่าลูกชายเป็นทายาท และว่าพระอัชชุกะไม่เป็นสมณะ พระอุบาลีจึงถามพระอานนท์ว่า ผู้ที่เจ้าของสั่งให้บอกแล้วบอก ต้องอาบัติหรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าไม่ต้องแม้ทุกกฏ พระอุบาลีจึงสรุปว่าพระอัชชุกะไม่ต้องอาบัติ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนตัดสินว่าใครโกง ให้ถามข้อเท็จจริงสำคัญก่อน เช่น เจ้าของสั่งไว้อย่างไร และเมื่อได้ข้อมูลใหม่ก็พร้อมเปลี่ยนความเห็น

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าการลักไม่ได้วัดแค่มือที่หยิบ แต่วัดที่ใจที่คิดจะเอาของที่เขาไม่ได้ให้ ในทางกลับกัน ถ้าเมื่อไรจิตคิดจะเอาเข้ามาแทรก การกระทำที่ดูเหมือนเดิมก็กลายเป็นการลักทันที

ในชีวิตประจำวัน หลักนี้ใช้ได้กับของที่เก็บได้ ของส่วนรวมในที่ทำงาน ไฟล์หรือผลงานของคนอื่น และการยืมของจากเพื่อน วิธีที่ง่ายที่สุดคือทำให้เจตนาชัด ถามก่อน บอกให้รู้ และคืนเมื่อควรคืน

เมื่อเราต้องตัดสินคนอื่น เรื่องเหล่านี้ยังสอนให้ถามข้อเท็จจริงและเจตนาก่อน ไม่ด่วนสรุปจากภาพที่เห็นหรือคำพูดประโยคเดียว

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ธัมมสังคณี: สติ สัมปชัญญะ กำลังพิจารณาและกำลังภาวนา

สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ

นิกเขปกัณฑ์ไขความว่าความหลงลืมสติคือความไม่ทรงจำ ความเลื่อนลอย ส่วนสติคือความระลึก ความไม่เลื่อนลอย สัมปชัญญะค…

ธัมมัฏฐิตตากถาและอนิจจตากถา: ความไม่เที่ยงเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ต่างหากหรือไม่

อนิจฺจตากถา

สองกถาปิดท้ายวรรคที่ ๑๑ ถามว่าความตั้งอยู่ ความไม่เที่ยง ความแก่ และความตาย เป็นภาวะที่สำเร็จแล้วต่างหากหรือ ฝ…

วิปรีตกถาและสัมมติญาณกถา: รู้แบบไหนนับเป็นปัญญาที่เห็นจริง

สมฺมติญาณกถา

กลุ่มกถาในวรรคที่ ๕ ถามถึงชนิดและขอบเขตของความรู้ ผู้เพ่งปฐวีกสิณมีความรู้วิปริตหรือ ความรู้ทั้งปวงเป็นปฏิสัมภ…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้