หลักธรรมพื้นฐาน

คาถาเย ธมฺมา: หัวใจที่พระอัสสชิกล่าว

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา

คาถาสั้น ๆ ที่พระอัสสชิกล่าวแก่อุปติสสะ (ต่อมาคือพระสารีบุตร) — สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุและความดับของสิ่งเหล่านั้น

๕ ข้อ

ในมหาขันธกะ พระวินัยปิฎก เล่าว่าอุปติสสปริพาชกเห็นพระอัสสชิเดินบิณฑบาตด้วยอาการสงบน่าเลื่อมใส จึงเข้าไปถามว่าใครเป็นศาสดาของท่าน และศาสดาสอนอย่างไร

พระอัสสชิตอบว่าท่านเพิ่งบวชใหม่ ไม่อาจแสดงธรรมโดยพิสดารได้ แต่จะบอกใจความโดยย่อ อุปติสสะตอบว่า จะน้อยหรือมากก็ตาม ขอเพียงใจความเถิด ต้องการใจความเท่านั้น

พระอัสสชิจึงกล่าวคาถาว่า "เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห เตสญฺจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณ" — ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้

อุปติสสะได้ดวงตาเห็นธรรมทันที แล้วไปบอกโกลิตะ (ต่อมาคือพระโมคคัลลานะ) ซึ่งก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นกัน ทั้งสองพาปริพาชก ๒๕๐ คนออกจากสำนักสญชัยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

  1. ๑

    ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา

    สิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งความทุกข์ อารมณ์ และเหตุการณ์ในชีวิต ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หรือเพราะโชคชะตา แต่มีเหตุปัจจัยให้เกิด ข้อนี้เป็นหลักเดียวกับปฏิจจสมุปบาทที่ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อหงุดหงิดขึ้นมา ลองย้อนดูว่ามีเหตุอะไรนำมาก่อน เช่น นอนน้อย หิว หรือความคาดหวังที่ไม่ได้พูดออกไป

  2. ๒

    พระตถาคตตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห

    พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเพียงว่าทุกข์มีอยู่ แต่ชี้ให้เห็นเหตุของทุกข์ด้วย ตรงกับอริยสัจข้อที่สองคือสมุทัย ได้แก่ตัณหา

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    แยกให้ออกระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับความอยากที่เราพกเข้าไปในสิ่งนั้น ส่วนหลังคือส่วนที่เราทำงานกับมันได้

  3. ๓

    และความดับของธรรมเหล่านั้น เตสญฺจ โย นิโรโธ

    สิ่งที่เกิดเพราะเหตุ ย่อมดับได้เมื่อเหตุดับ นี่คือความหวังในคำสอน ทุกข์ไม่ใช่สิ่งถาวร เพราะมันไม่ได้ตั้งอยู่ได้ด้วยตัวเอง ตรงกับอริยสัจข้อที่สามคือนิโรธ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้สึกว่าปัญหาจะอยู่ตลอดไป ให้เตือนตัวเองว่าสิ่งที่มีเหตุเกิด ย่อมมีทางดับ

  4. ๔

    พระมหาสมณะมีวาทะอย่างนี้ เอวํวาที มหาสมโณ

    พระอัสสชิสรุปคำสอนทั้งหมดของศาสดาไว้ที่เรื่องเหตุและความดับ แสดงว่าแก่นคำสอนไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรมหรือความเชื่อเรื่องผู้สร้าง แต่อยู่ที่การเข้าใจเหตุปัจจัย

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ามีคนถามว่าพุทธศาสนาสอนอะไร ลองตอบให้สั้นเท่าพระอัสสชิ: ทุกอย่างมีเหตุ และดับได้ที่เหตุ

  5. ๕

    ดวงตาเห็นธรรม ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ

    เมื่อฟังจบ อุปติสสะเกิดความเข้าใจว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา" นี่คือสำนวนที่พระไตรปิฎกใช้บรรยายการได้ดวงตาเห็นธรรมหรือการบรรลุโสดาปัตติผล

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ประโยคนี้ใช้พิจารณาได้ทุกวัน เมื่อสิ่งที่ชอบกำลังจะจบ หรือสิ่งที่ไม่ชอบกำลังเกิดขึ้น

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

คาถานี้สอนวิธีมองปัญหาแบบพุทธในประโยคเดียว คือ อย่าถามแค่ว่า "ทำไมต้องเป็นฉัน" แต่ถามว่า "สิ่งนี้เกิดจากเหตุอะไร และถ้าเหตุนั้นหมด มันจะดับอย่างไร"

เรื่องราวยังให้แง่คิดสองอย่าง คือ ความสงบในกิริยาของคนหนึ่งคนอาจเปิดทางให้คนอื่นสนใจธรรมได้มากกว่าคำพูดยาว ๆ และผู้ฟังที่พร้อมจริงต้องการเพียงใจความ ไม่ได้ต้องการคำอธิบายที่ยืดยาว

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ปาสาทิกสูตร: เมื่อศาสดาจากไป จะไม่แตกกันได้อย่างไร

ปาสาทิกสุตฺตํ

เมื่อนิครนถนาฏบุตรสิ้นชีวิต ศิษย์แตกเป็นสองฝ่ายทิ่มแทงกันด้วยวาจา พระพุทธเจ้าจึงสอนวิธีป้องกันความแตกแยก คือปร…

อิติวุตตกะ: ตัวช่วยภายใน ตัวช่วยภายนอก และความพร้อมเพรียงของหมู่

โยนิโส มนสิกาโร

สำหรับผู้ที่ยังฝึกอยู่ ไม่มีตัวช่วยภายในใดมีอุปการะมากเท่าการคิดอย่างแยบคาย และไม่มีตัวช่วยภายนอกใดมีอุปการะมา…

สัตติคุมพชาดก: นกแขกเต้าสองพี่น้องที่โตมาต่างสำนัก

ยาทิสํ กุรุเต มิตฺตํ

นกแขกเต้าสองตัวเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ตัวหนึ่งโตในหมู่โจร อีกตัวโตในอาศรมฤาษี เมื่อพระราชาหลงป่ามา ตัวแรกร้อง…

จักกวากชาดก: กากับนกจักรพราก ผู้เบียดเบียนย่อมกินไม่อิ่ม

จกฺกวากชาตกํ

กาตะกละคิดว่านกจักรพรากสวยเพราะได้กินปลาดี ๆ นกจักรพรากตอบว่ากินแต่สาหร่ายและแหน ความผ่องใสมาจากการไม่เบียดเบี…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้