ลำดับนั้น พระเถระเมื่อจะแสดงความผิดในวาทะของปริพาชกจงกล่าว ว่า ปริพาชกท่านไม่กล่าวถึงความกำหนัดเพราะความดำริว่าเป็นของบุรุษ ท่าน
กล่าวถึงอารมณ์งดงามวิจิตรว่าเป็นกามหรือ. ปสูรปริพาชกตอบว่า ถูกแล้ว
บรรพชิตผู้เจริญ. ลำดับนั้น พระเถระให้ปสูรปริพาชกรับรองตลอด ๓ ครั้ง
แล้วเรียกผู้ตัดสินปัญหามาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พวกท่านจงฟังความผิด ในวาทะของปริพาชกเถิด แล้วกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสปสูระ ศาสดาของท่านยังมี
อยู่หรือ. ปสูระตอบว่า ยังมีอยู่บรรพชิต. ถามว่า ศาสดานั้นย่อมเห็นรูปารมณ์ที่
ควรรู้ได้ด้วยจักษุ หรือว่าเสพสัททารมณ์เป็นต้น. ปริพาชกตอบว่า ใช่ ย่อม เสพบรรพชิต ถามว่า ผิว่าเป็นอย่างนั้น ความเป็นศาสดาของศาสดานั้นอยู่ที่ ไหน ศาสดานั้นยังเป็นผู้บริโภคกามครองเรือนอยู่มิใช่หรือ ครั้นพระเถระกล่าว อย่างนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
ความงดงามในโลกเป็นกามของท่าน
แล ท่านไม่กล่าวถึงความกำหนัดเพราะ
ความดำริว่าเป็นกาม เมื่อเห็นรูปน่ารื่นรมย์
เมื่อฟังเสียงน่ารื่นรมย์ เมื่อดมกลิ่นน่ารื่น-
รมย์ เมื่อลิ้มรสน่ารื่นรมย์ เมื่อถูกต้องผัสสะ
น่ารื่นรมย์ แม้ศาสดาของท่านก็จักเป็นผู้ยัง
บริโภคกามอยู่.
เมื่อพระเถระกล่าวอย่างนี้แล้ว ปริพาชกจนปัญญาคิดว่า บรรพชิต นี้เป็นผู้มีวาทะน่านับถือเราจักบวชในสำนักของบรรพชิตนี้แล้วศึกษาตำราการ