ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
ฉบับ มมร. · เล่ม ๔๗ · หน้า ๗๖๐ · ข้อ 415
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

พูด จึงเข้าไปยังกรุงสาวัตถีแสวงหาบาตรจีวรเข้าไปยังพระเชตวัน เห็นพระ โลฬุทุายี ณ ที่นั้นมีกายสีทองน่าเลื่อมใสโดยตลอดในอาการร่างกายและมารยาท เข้าใจว่าภิกษุรูปนี้คงมีปัญญามาก คงเป็นนักพูด จึงบวชในสำนักของท่านแล้ว ข่มท่านด้วยวาทะหลีกเข้าไปสู่ลัทธินั้นแหละพร้อมด้วยเพศแล้วคิดว่าเราจักทำ การโต้วาทะกับพระสมณโคดมอีก จึงประกาศในกรุงสาวัตถีโดยนัยก่อนนั้นแล แวดล้อมด้วยมหาชน กล่าวอยู่ว่าเราจักข่มพระสมณโคดมเป็นต้นได้ไปยังพระ-

เชตวัน. เทวดาที่สิงอยู่ ณ ซุ้มประตูพระเชตวันคิดว่า ผู้นี้ไม่ควรต้อนรับจึงได้

บันดาลปิดปากเขาเสีย ปสูระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งเหมือนคน

ใบ้. พวกมนุษย์คิดว่า เดี๋ยวท่านปสูระคงจักถามต่างมองหน้าปสูระนั้น แล้วพา

กันตะโกนว่า ท่านปสูระพูดซิ ท่านปสูระพูดซิ. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ปสูระจะพูดได้อย่างไร เมื่อทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน ณ ที่นั้นจึงได้ตรัสพระสูตรนี้.

ในคาถาต้นนั้นพึงทราบความสังเขปดังต่อไปนี้ สมณพราหมณ์ผู้ประ กอบด้วยทิฏฐิเหล่านี้ย่อมกล่าวว่า ความบริสุทธิ์มีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้นหมายถึง ทิฏฐิของตน แต่ไม่กล่าวถึงความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่น. เมื่อเป็นอย่างนี้ สมณพราหมณ์เป็นอันมากกล่าวความดีงามในศาสดาเป็นต้นของตนที่ตนอาศัย แล้วเท่านั้นว่านี้เป็นวาทะอันดีงาม ยึดมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างมีว่าโลกเที่ยงเป็น

ต้น. พึงทราบคาถาว่า ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้นยึดมั่นอย่างนี้ ประสงค์จะ

กล่าวโต้ตอบกัน,

ในบทเหล่านั้น บทว่า พาลํ ทหนฺติ มิถุ อญฺมญฺํ ย่อมโต้- เถียงกันและกันว่าเป็นคนเขลา คือชนทั้งสองนั้นย่อมโต้เถียงกันและกัน ว่าเป็น