คนเขลา ย่อมเห็นโดยความเป็นคนเขลาว่า คนนี้เป็นคนเขลา คนนี้เป็นคน เขลา ดังนี้. บทว่า วทนฺติ เต อญฺสิตา กโถชฺชํ คือ สมณพราหมณ์ เหล่านั้นอาศัยศาสดาของกันและกันเป็นต้น ย่อมกล่าวคำทะเลาะกัน. บทว่า ปสํสกามา กุสลาวทานา ปรารถนาความสรรเสริญสำคัญว่าเราเป็นคนฉลาด คือ ปรารถนาแต่ความสรรเสริญเป็นผู้มีความสำคัญว่า แม้เราทั้งสองก็เป็นผู้มี วาทะฉลาด มีวาทะเป็นบัณฑิต. พึงทราบคาถาต่อไปว่า ยุตฺโต กถายํ ขวนขวายหาถ้อยคำวิวาท โดยกำจัดวาทะหนึ่งในบรรดาวาทะเหล่านั้น อย่างนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยุตฺโต กถายํ คือ ขวนขวายหาถ้อยคำวิวาท. บทว่า ปสํสมิจฺฉํ วินิฆาติ โหติ ปรารถนาแต่ความสรรเสริญกระทบกระ- เทียบกัน คือ ปรารถนาความสรรเสริญของตนกล่าวถ้อยคำกระทบกระเทียบกัน มาก่อน โดยนัยมีอาทิว่าเราจักข่มได้อย่างไรหนอ. บทว่า อปาหตสฺมึ ใน เพราะวาทะอันผู้ตัดสินไม่ท่าให้เลื่อมใส ความว่า ในเพราะวาทะอันผู้ตัดสิน ปัญหาไม่ทำให้เลื่อมใสโดยนัยมีอาทิว่า ท่านกล่าวปราศจากอรรถ ท่านกล่าว ปราศจากพยัญชนะ ดังนี้. บทว่า นินฺทาย โส กุปฺปติ บุคคลนั้นย่อมโกรธ เพราะความนินทา คือบุคคลนั้นย่อมโกรธเพราะความนินทาอันเกิดขึ้นในวาทะ อันผู้ตัดสิน ไม่ทำให้เลื่อมใสอย่างนี้. บทว่า รนฺธเมสี คือผู้แสวงหาโทษ
ของคนอื่น. พึงทราบคาถาต่อไปว่า ไม่แต่โกรธอย่างเดียว ยังกล่าววาทะของ
บุคคลนั้นว่าเป็นวาทะเสื่อมสิ้นอีกด้วย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปริหีนมาหุ อปาหตํ ผู้ตัดสินปัญหาทั้งหลาย กล่าววาทะของบุคคลอันตนไม่ทำให้เลื่อมใสแล้วว่าเป็นวาทะเสื่อมสิ้น คือ กล่าว