Numbered Discourses: Fours
巴利文暹罗版(Siam Raṭṭha) · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · 卷 21 · 346 页
由 AI 根据整卷内容摘要(共 188 个主题)——点击即可跳到该主题开始的位置。
- 页 1–2 อนุพุทธสูตร พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุที่ภัณฑคามว่า เหตุที่พระองค์และเหล่าสัตว์ต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏมายาวนาน ก็เพราะยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดธรรม ๔ ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันเป็นของพระอริยะ เมื่อรู้แจ้งแทงตลอดธรรมทั้ง ๔ นี้แล้ว ตัณหาในภพย่อมถูกตัดขาด ภพใหม่ย่อมไม่มีอีกต่อไป สูตรนี้วางรากฐานว่าศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ คือหัวใจของการหลุดพ้นจากทุกข์
- 页 2–3 ปปติตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันเป็นของพระอริยะ ชื่อว่าตกไปจากธรรมวินัยนี้ ส่วนผู้ที่ประกอบด้วยธรรมทั้ง ๔ นี้ ชื่อว่าไม่ตกไปจากธรรมวินัย เป็นการย้ำว่าความสำเร็จในศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ คือเครื่องวัดว่าผู้บวชยังดำรงอยู่ในหนทางแห่งพระศาสนาหรือไม่
- 页 3–4 พาลบัณฑิตสูตร (การยกย่องติเตียนโดยไม่ไตร่ตรอง) พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติของคนพาลผู้ทำร้ายตนเองและถูกวิญญูชนติเตียน คือ กล่าวยกย่องคนที่ไม่ควรยกย่องและติเตียนคนที่ควรยกย่องโดยไม่ไตร่ตรอง รวมทั้งทำให้เกิดความเลื่อมใสในที่ไม่ควรและหมดเลื่อมใสในที่ควร ตรงข้ามกับบัณฑิตผู้ไตร่ตรองก่อนแล้วจึงกล่าวตามความจริง ปิดท้ายด้วยคาถาเปรียบผู้พูดพร่ำเพรื่อโดยไม่ไตร่ตรองกับนักเลงการพนัน แต่การประทุษร้ายจิตต่อพระสุคตนั้นร้ายแรงยิ่งกว่า
- 页 4–6 มิจฉาปฏิปัตติสูตร (มารดา บิดา พระตถาคต และสาวก) พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ปฏิบัติผิดต่อบุคคล ๔ จำพวก คือ มารดา บิดา พระตถาคต และสาวกของพระตถาคต ย่อมทำตนให้เสียหายและก่อบาปอกุศลเป็นอันมาก ส่วนผู้ปฏิบัติชอบต่อบุคคลทั้ง ๔ นี้ย่อมได้รับการสรรเสริญและก่อบุญเป็นอันมาก มีคาถาย้ำว่าผู้ประพฤติอธรรมต่อมารดาบิดาถูกบัณฑิตติเตียนในโลกนี้และไปสู่อบายในโลกหน้า ส่วนผู้ประพฤติธรรมได้รับสรรเสริญและไปสู่สวรรค์
- 页 6–8 บุคคลสูตร ๔ จำพวก (อนุโสตคามีถึงติณณะ) พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคล ๔ จำพวกในโลก คือ ผู้ลอยตามกระแสกิเลส (อนุโสตคามี) ผู้ทวนกระแสด้วยความยากลำบาก (ปฏิโสตคามี) ผู้มีจิตตั้งมั่นดุจพระอนาคามีที่จะปรินิพพานในภพนั้น (ฐิตัตตะ) และผู้ข้ามถึงฝั่งยืนบนบกแล้วดุจพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ มีคาถาขยายความเปรียบการฝืนกระแสกิเลสของผู้ปฏิบัติธรรมกับกระแสน้ำ
- 页 8–9 บุคคลสูตร ๔ จำพวกว่าด้วยพหูสูต สูตรนี้จำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามความเป็นผู้ได้สดับน้อยหรือมาก และเข้าใจหรือไม่เข้าใจอรรถธรรมที่สดับมา คือ สดับน้อยไม่เข้าใจ สดับน้อยแต่เข้าใจ สดับมากไม่เข้าใจ และสดับมากทั้งเข้าใจและปฏิบัติตาม คาถาท้ายสูตรชี้ว่าความเป็นพหูสูตอย่างเดียวไม่พอ ต้องประกอบด้วยศีลด้วยจึงได้รับการยกย่องอย่างสมบูรณ์
- 页 9–10 ผู้ทำให้สงฆ์งาม ๔ จำพวก พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกที่ฉลาด ได้รับการฝึกดี แกล้วกล้า เป็นพหูสูต ทรงจำธรรม และปฏิบัติสมควรแก่ธรรม อันช่วยทำให้หมู่สงฆ์งดงาม ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว แสดงว่าความงามของพุทธบริษัทขึ้นกับคุณธรรมและความรู้ธรรม มิใช่เพศหรือสถานะ
- 页 10–12 เวสารัชชสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงเวสารัชชญาณ ๔ ประการ คือความแกล้วกล้าไม่หวั่นเกรงเมื่อประกาศพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ ไม่มีผู้ใดท้วงได้ว่ายังไม่ตรัสรู้ธรรมบางอย่าง ไม่มีผู้ใดท้วงได้ว่าอาสวะยังไม่สิ้น ไม่มีผู้ใดท้วงได้ว่าธรรมที่แสดงว่าเป็นอันตรายนั้นไม่เป็นจริง และไม่มีผู้ใดท้วงได้ว่าธรรมที่แสดงเพื่อความสิ้นทุกข์ไม่นำไปสู่ผลนั้นจริง ด้วยความมั่นใจนี้พระองค์จึงบันลือสีหนาทและหมุนธรรมจักรได้อย่างไม่หวั่นเกรง
- 页 12 ตัณหุปปาทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุแห่งการเกิดตัณหาของภิกษุ ๔ ประการ คือ เพราะจีวร เพราะบิณฑบาต เพราะเสนาสนะ และเพราะความอยากมีอยากเป็น (ภวาภวะ) เป็นการเตือนให้ภิกษุระวังตัณหาที่แอบแฝงในปัจจัยสี่และในความทะยานอยาก มีคาถาท้ายสูตรกล่าวถึงภิกษุผู้เห็นโทษของตัณหาแล้วปราศจากตัณหา มีสติ เที่ยวไป
- 页 13–16 โยคสูตรและวิสังโยคสูตร สูตรนี้แสดงโยคะ (เครื่องผูกสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ) ๔ ประการ คือ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ ซึ่งเกิดจากการไม่รู้แจ้งความเกิดดับ คุณ โทษ และทางออกของกาม ภพ ทิฏฐิ และผัสสายตนะตามจริง แล้วแสดงวิสังโยคะคือความหลุดพ้นจากโยคะทั้ง ๔ ด้วยการรู้แจ้งตามความเป็นจริง ผู้พัวพันโยคะย่อมท่องเที่ยวในสังสารวัฏ ส่วนผู้หลุดพ้นทั้งหมดเรียกว่าผู้ถึงฝั่งแห่งโยคะ จบวรรคที่ ๑ (ภัณฑคามวรรค) ที่นี่
- 页 16–18 วิตักกสูตร (อิริยาบถกับความเพียร) เริ่มวรรคที่ ๒ (จรวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ว่าภิกษุจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอนตื่นอยู่ก็ตาม หากเกิดกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกแล้วปล่อยให้ครอบงำใจไม่ละทิ้ง ก็ชื่อว่าเกียจคร้านไม่มีความเพียร แต่หากละวิตกอกุศลเหล่านั้นได้ทันทีในทุกอิริยาบถ ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียร แสดงว่าความเพียรทางจิตขึ้นกับการจัดการความคิดอกุศล ไม่ใช่ท่าทางภายนอก
- 页 18–19 สัมปันนสีลสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมในปาติโมกข์ สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย เมื่อถึงพร้อมด้วยศีลเหล่านี้แล้ว ไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือนอน อภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉาย่อมถูกละได้ ความเพียรเกิด สติตั้งมั่น กายสงบ จิตเป็นสมาธิ แสดงความเชื่อมโยงระหว่างศีลบริสุทธิ์กับการข่มนิวรณ์ในทุกอิริยาบถ
- 页 19–20 สัมมัปปธานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงสัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ ประการ คือ เพียรระวังไม่ให้บาปอกุศลที่ยังไม่เกิดได้เกิด เพียรละบาปอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น เป็นหลักความเพียรพื้นฐานของภิกษุ มีคาถาสรรเสริญผู้มีสัมมัปปธานว่าชนะมารและถึงความปลอดโปร่งจากภัยแห่งชาติมรณะ
- 页 20–22 ปธานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงปธาน (ความเพียร) อีก ๔ ประการ คือ สังวรปธาน (สำรวมอินทรีย์ไม่ให้บาปเกิดจากการเห็นได้ยินเป็นต้น) ปหานปธาน (ละวิตกอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว) ภาวนาปธาน (เจริญโพชฌงค์ ๗) และอนุรักขนาปธาน (รักษาสมาธินิมิตที่ดีไว้ เช่น อสุภสัญญาต่างๆ) ธรรม ๔ ประการนี้ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นเครื่องนำภิกษุผู้มีความเพียรไปสู่ความสิ้นทุกข์
- 页 22 อัคคปัญญัตติสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงบัญญัติว่าผู้เป็นเลิศ ๔ ประการ คือ ราหุอสุรินทร์เป็นเลิศในหมู่ผู้มีอัตภาพ พระเจ้ามันธาตุเป็นเลิศในหมู่ผู้บริโภคกาม มารผู้มีบาปเป็นเลิศในหมู่ผู้มีอธิปไตย ส่วนพระตถาคตทรงเป็นเลิศในโลกทั้งปวงพร้อมเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่มนุษย์ เป็นการยกย่องพุทธคุณเทียบกับผู้เป็นเลิศประเภทอื่นในโลก
- 页 22–23 โสขุมมสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงความละเอียดประณีต (โสขุมมะ) ๔ ประการ ได้แก่ ความละเอียดแห่งรูป เวทนา สัญญา และสังขาร ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความละเอียดอย่างยิ่งในธรรมเหล่านี้ย่อมไม่แสวงหาความละเอียดอื่นที่ยิ่งกว่า คาถาท้ายสูตรกล่าวถึงภิกษุผู้รู้แจ้งความเกิดดับของขันธ์โดยความเป็นทุกข์มิใช่ตัวตน ว่าเป็นผู้สงบทรงร่างกายสุดท้าย
- 页 23 อคติคมนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงอคติ (ทางที่ผิดเพราะลำเอียง) ๔ ประการ คือ ลำเอียงเพราะรัก (ฉันทาคติ) ชัง (โทสาคติ) หลง (โมหาคติ) และกลัว (ภยาคติ) ผู้ที่ล่วงละเมิดธรรมด้วยอคติทั้ง ๔ นี้ย่อมเสื่อมยศเหมือนดวงจันทร์ข้างแรม
- 页 23 นาคติคมนสูตร ตรงข้ามกับสูตรก่อนหน้า พระพุทธเจ้าตรัสถึงการไม่ลำเอียงด้วยอคติ ๔ คือไม่ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง หรือกลัว ผู้ไม่ล่วงละเมิดธรรมด้วยอคติเหล่านี้ย่อมมียศเจริญขึ้นเหมือนดวงจันทร์ข้างขึ้น เน้นย้ำความสำคัญของความเที่ยงธรรมในการตัดสินใจและปฏิบัติต่อผู้อื่น
- 页 23–24 อคติ-นาคติคมนสูตร (ทวนซ้ำ) สูตรนี้ทวนเนื้อหาเรื่องอคติ ๔ (ฉันทา โทสา โมหา ภยาคติ) และการไม่มีอคติ ๔ ไว้ในสูตรเดียวกัน พร้อมคาถาเดิมเรื่องยศเสื่อมและยศเจริญเปรียบกับข้างแรมข้างขึ้นของดวงจันทร์ เป็นการย้ำหลักธรรมเรื่องความเที่ยงธรรมอีกครั้งก่อนเชื่อมโยงไปสู่สูตรถัดไปเรื่องผู้แจกอาหารในสงฆ์
- 页 24–25 ภัตตุทเทสกสูตร พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างภัตตุทเทสก์ (ภิกษุผู้ทำหน้าที่แจกจ่ายอาหารในสงฆ์) ผู้ประกอบด้วยอคติ ๔ ว่าย่อมตกนรกเหมือนถูกโยนลงไปตามที่ทำไว้ ส่วนผู้ไม่ลำเอียงด้วยอคติย่อมไปสวรรค์ เป็นอุปมาที่นำหลักอคติ ๔ มาใช้กับตำแหน่งหน้าที่ในสงฆ์ที่ต้องอาศัยความยุติธรรม ปิดท้ายวรรคที่ ๒ (จรวรรค) ด้วยคาถาว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรมไม่ลำเอียงย่อมเป็นเครื่องประดับหมู่คณะ
- 页 25–28 ปฐมอุรุเวลสูตร เริ่มวรรคที่ ๓ (อุรุเวลวรรค) พระพุทธเจ้าทรงเล่าย้อนถึงคราวประทับที่ต้นอชปาลนิโครธริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราหลังตรัสรู้ใหม่ๆ ทรงครุ่นคิดว่าการอยู่โดยไม่มีที่เคารพเป็นทุกข์ จึงทรงหาสมณะหรือพราหมณ์ที่จะทรงเคารพพึ่งพิง แต่ไม่ทรงเห็นผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติยิ่งกว่าพระองค์ จึงทรงตัดสินพระทัยเคารพธรรมที่ตรัสรู้เองแทน ขณะนั้นท้าวสหัมบดีพรหมมาปรากฏรับรองว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในอดีต อนาคต และปัจจุบันต่างเคารพธรรมเป็นใหญ่เช่นกัน
- 页 28–30 ทุติยอุรุเวลสูตร (เถรกรณธรรม) พระพุทธเจ้าทรงเล่าเหตุการณ์ที่พราหมณ์ชราต่อว่าพระองค์ไม่แสดงความเคารพต่อพราหมณ์ผู้เฒ่าตามธรรมเนียม พระองค์ตรัสตอบว่าความเป็นผู้เฒ่า (เถระ) แท้จริงไม่ได้วัดที่อายุ แต่วัดที่ธรรม ๔ ประการที่ทำให้เป็นเถระ คือ มีศีล เป็นพหูสูตทรงจำธรรม ได้ฌาน ๔ โดยไม่ยาก และสิ้นอาสวะ ผู้เฒ่าทางกายที่พูดจาไร้สาระยังนับเป็นพาล ส่วนหนุ่มที่พูดจามีเหตุผลตรงกาลนับเป็นบัณฑิตและเรียกว่าเถระได้
- 页 30–31 โลกสูตร (ความหมายของคำว่าตถาคต) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายความหมายของพระนาม "ตถาคต" ว่าเพราะทรงตรัสรู้แจ้งโลก เหตุเกิดของโลก ความดับของโลก และทางปฏิบัติให้ถึงความดับของโลกตามความเป็นจริง สิ่งใดที่สัตว์โลกเห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้งแล้ว พระองค์ก็ทรงรู้แจ้งสิ่งนั้นด้วย และคำที่ตรัสก็สอดคล้องตรงกับการกระทำเสมอจึงได้พระนามว่าตถาคต
- 页 31–33 กาฬการามสูตร พระพุทธเจ้าตรัสที่กาฬการาม เมืองสาเกต ว่าทรงรู้แจ้งสิ่งที่สัตว์โลกทั้งปวงเห็น ได้ยิน รู้สึก รู้แจ้งแล้ว แต่ไม่ทรงยึดติดว่าสิ่งที่เห็นคือสิ่งที่พึงเห็นหรือสิ่งที่ยังไม่เห็นคือสิ่งที่พึงเห็น ทรงวางพระทัยเป็นกลางเหนือการยึดมั่นในผัสสะทุกประเภท แสดงลักษณะพิเศษของพระตถาคตที่ไม่ยึดติดในประสบการณ์รับรู้ใดๆ แม้จะทรงรู้แจ้งมันอย่างถ่องแท้
- 页 33 พรหมจริยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าการประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้มีไว้เพื่อหลอกลวงผู้คน ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องการสรรเสริญ ลาภสักการะ หรือชื่อเสียง ไม่ใช่เพื่อเอาชนะคำวิจารณ์ผู้อื่นหรือให้คนรู้จักตน แต่มีไว้เพื่อสำรวม เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด และเพื่อความดับทุกข์อย่างแท้จริง เป็นการเตือนสติภิกษุถึงเป้าหมายที่แท้จริงของการบวช
- 页 33–34 กุหสูตร พระพุทธเจ้าทรงแยกภิกษุ ๒ ประเภท คือ ผู้มีมารยาหลอกลวง กระด้าง ประจบสอพลอ โอ้อวด ฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ ซึ่งตรัสว่าไม่ใช่สาวกแท้และไม่เจริญในธรรมวินัยนี้ ส่วนผู้ไม่มีมารยา ไม่ประจบ มีปัญญา ไม่กระด้าง มีสมาธิดี จึงเป็นสาวกแท้และเจริญงอกงามในธรรมวินัยนี้
- 页 34–35 อัปปสูตร (ปัจจัยสี่ที่หาง่ายและไม่มีโทษ) พระพุทธเจ้าตรัสถึงปัจจัย ๔ ที่หาได้ง่าย มีน้อย และไม่มีโทษ คือ ผ้าบังสุกุลสำหรับจีวร อาหารบิณฑบาต โคนไม้เป็นเสนาสนะ และมูตรเน่าเป็นยา ภิกษุผู้สันโดษพอใจในปัจจัยที่หาได้ง่ายนี้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นสมณะ เนื้อหานี้ปูทางไปสู่สูตรอริยวงศ์ที่ตามมา
- 页 35–37 อริยวังสสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงอริยวงศ์ ๔ ประการ อันเป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของพระอริยะที่ไม่เคยถูกลบล้างและไม่มีผู้รู้ตำหนิได้ คือ สันโดษในจีวร บิณฑบาต และเสนาสนะตามมีตามได้โดยไม่ยกตนข่มผู้อื่น และยินดีในการเจริญกุศลและการละอกุศล ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ทั้ง ๔ นี้ย่อมอดทนต่อความไม่ยินดีในการปฏิบัติธรรมได้ทุกทิศทาง
- 页 37–38 ธรรมบทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรมบท ๔ ประการที่เป็นของเก่าแก่ ไม่เคยถูกลบล้างและไม่มีวิญญูชนตำหนิได้ คือ ความไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น (อนภิชฌา) ความไม่พยาบาท สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เป็นหลักธรรมพื้นฐานสากลที่ใช้ได้กับทุกลัทธิ ไม่ว่าใครจะปฏิเสธหรือยอมรับก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงของธรรมเหล่านี้ได้
- 页 38–41 ปริพพาชกสูตร (ธรรมบท ๔ กับปริพาชก) พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังอารามปริพาชกที่ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี ทรงแสดงธรรมบท ๔ ประการเดียวกันแก่เหล่าปริพาชก และทรงท้าให้ผู้ใดตำหนิธรรมเหล่านี้ออกมาโต้แย้งได้ ชี้ว่าหากตำหนิธรรมบทนี้ก็เท่ากับยกย่องผู้มีจิตโลภ พยาบาท หลงลืมสติ และฟุ้งซ่านให้เป็นที่เคารพแทน ซึ่งขัดแย้งในตัวเอง แม้ปริพาชกกลุ่มอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะก็ยังไม่กล้าตำหนิเพราะเกรงถูกครหา จบวรรคที่ ๓ (อุรุเวลวรรค) ที่นี่
- 页 41–42 จักกสูตร เริ่มวรรคที่ ๔ (จักกวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสถึงล้อ (จักร) ๔ ประการที่นำเทวดาและมนุษย์ไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว คือ การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม การคบหาสัตบุรุษ การตั้งตนไว้ชอบ และการได้ทำบุญมาแต่ปางก่อน เปรียบเสมือนล้อที่ขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความมั่งคั่งทั้งทางโลกและทางธรรม
- 页 42 สังคหวัตถุสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงสังคหวัตถุ ๔ ประการ อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคนไว้ด้วยกัน คือ การให้ (ทาน) การพูดจาไพเราะ (ปิยวาจา) การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น (อัตถจริยา) และการวางตนสม่ำเสมอ (สมานัตตตา) มีคาถาเปรียบสังคหวัตถุเหมือนสลักเพลาที่ทำให้รถแล่นไปได้ หากขาดสิ่งนี้แม้มารดาก็ไม่ได้รับความเคารพจากบุตร
- 页 42–44 สีหสูตร (อุปมาราชสีห์) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์กับราชสีห์ที่บันลือสีหนาทยามเย็นก่อนออกหาเหยื่อจนสัตว์ทั้งหลายแตกตื่นวิ่งหนี ฉันใด เมื่อพระตถาคตอุบัติขึ้นและทรงแสดงธรรมเรื่องสักกายะ เหตุเกิด ความดับ และทางดับสักกายะ แม้เทวดาผู้มีอายุยืนในวิมานสูงส่งก็ยังสังเวชใจว่าตนไม่เที่ยงอย่างที่เคยเข้าใจผิดมา ฉันนั้น แสดงอานุภาพของพระธรรมเทศนาที่สั่นคลอนความเชื่อผิดๆ แม้ในหมู่เทวดาชั้นสูง
- 页 44–45 อัคคัปปสาทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ ๔ ประการอันให้ผลเลิศ คือ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศในหมู่สัตว์ เลื่อมใสในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นเลิศในหมู่สังขตธรรม เลื่อมใสในวิราคะคือนิพพานอันเป็นเลิศในธรรมทั้งปวง และเลื่อมใสในพระสงฆ์สาวกผู้เป็นเลิศในหมู่คณะ ผู้เลื่อมใสในสิ่งเลิศทั้ง ๔ นี้ย่อมได้รับผลบุญ อายุ วรรณะ ยศ และความสุขอันเลิศตามมา
- 页 45–48 วัสสการสูตร (มหาปัญญามหาบุรุษ) พราหมณ์วัสสการะ มหาอมาตย์แคว้นมคธ ทูลว่าพวกตนบัญญัติผู้มีมหาปัญญามหาบุรุษด้วยธรรม ๔ ประการ คือ เป็นพหูสูต จำแม่นยำ ขยันในกิจคฤหัสถ์ และฉลาดในการจัดการ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ทรงเห็นด้วยหรือคัดค้าน แต่ทรงบัญญัติด้วยธรรม ๔ ประการอื่น คือ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก มีอำนาจเหนือความคิดตน ได้ฌาน ๔ โดยง่าย และสิ้นอาสวะ เมื่อพราหมณ์ยกย่องว่าพระองค์ทรงมีคุณสมบัติทั้ง ๔ นี้ พระองค์ก็ทรงยืนยันรับรอง
- 页 48–50 โทณสูตร โทณพราหมณ์พบรอยพระบาทมีลายจักรของพระพุทธเจ้า เกิดอัศจรรย์ใจว่าเท้าเช่นนี้จะเป็นของมนุษย์ได้อย่างไร จึงทูลถามว่าพระองค์เป็นเทวดา คนธรรพ์ ยักษ์ หรือมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธทุกข้อเพราะทรงสิ้นอาสวะที่จะทำให้เป็นสิ่งเหล่านั้นในความหมายที่ยังมีกิเลส และตรัสอุปมาพระองค์เหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำเจริญในน้ำแต่ไม่แปดเปื้อนน้ำ พระองค์ก็เกิดในโลกแต่ชนะโลกไม่แปดเปื้อนด้วยโลก จึงควรเรียกพระองค์ว่า "พุทธะ"
- 页 50–52 อภัพพสูตร (ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อม) พระพุทธเจ้าตรัสถึงธรรม ๔ ประการที่ทำให้ภิกษุไม่เสื่อมและอยู่ใกล้พระนิพพาน คือ ถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมอินทรีย์ไม่ยึดถือนิมิตเมื่อรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ รู้จักประมาณในการบริโภคอาหารเพื่อยังชีวิตมิใช่เพื่อสนุกหรือประดับตน และหมั่นเพียรตื่นอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนโดยแบ่งเวลานอนเพียงยามกลาง เป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานที่ค้ำจุนความก้าวหน้าของภิกษุ
- 页 52–53 ปนุณณปัจเจกสัจจสูตร สูตรนี้อธิบายคำเรียกภิกษุผู้บรรลุธรรมด้วยคำสี่คำ คือ ผู้บรรเทาทิฏฐิเฉพาะตัวได้แล้วโดยละทิฏฐิเรื่องโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงเป็นต้นได้หมด ผู้แสวงหาที่สงบระงับแล้วโดยละการแสวงหากาม ภพ และพรหมจรรย์ (ความสงสัยในข้อปฏิบัติ) ผู้มีสังขารกายสงบแล้วคือได้ฌานที่ ๔ และผู้หลีกเร้นแล้วคือละมานะว่าเรามีเราเป็นได้โดยสิ้นเชิง คำเหล่านี้ล้วนเป็นคำเรียกพระอรหันต์ในแง่มุมต่างๆ
- 页 54–55 อุชชยสูตร (เรื่องยัญ) อุชชยพราหมณ์ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการบูชายัญหรือไม่ พระองค์ตรัสว่าไม่ทรงสรรเสริญยัญที่มีการฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร และสัตว์นานาชนิด เพราะพระอรหันต์ไม่เข้าไปในยัญที่เบียดเบียนเช่นนี้ แต่ทรงสรรเสริญยัญที่ไม่มีการฆ่าสัตว์ เป็นทานที่ให้อยู่เป็นนิตย์แก่ตระกูล มีคาถาตำหนิยัญใหญ่ที่ฆ่าสัตว์ว่าไม่มีผลมาก ส่วนยัญที่ไม่เบียดเบียนสัตว์เท่านั้นที่มีผลมากและทำให้เทวดาพอใจ
- 页 55 อุทายิสูตร (เรื่องยัญ ต่อ) อุทายิพราหมณ์เข้าเฝ้าทูลถามคำถามเดียวกันกับอุชชยพราหมณ์ก่อนหน้าว่าทรงสรรเสริญการบูชายัญหรือไม่ พระองค์เริ่มตรัสตอบด้วยเนื้อหาเดียวกัน คือไม่ทรงสรรเสริญยัญที่ฆ่าสัตว์แต่ทรงสรรเสริญยัญที่ปราศจากการเบียดเบียน ข้อความในหน้านี้ขาดตอนกลางประโยคเนื่องจากไฟล์นี้สิ้นสุดที่หน้า ๕๕ เนื้อหาที่เหลือของสูตรจะปรากฏต่อในไฟล์ถัดไป
- 页 56 ท้ายจักกวรรค (คาถาปิดวรรค) ส่วนท้ายของจักกวรรคที่สี่ซึ่งเริ่มต้นมาก่อนหน้าไฟล์นี้ เป็นคาถาสรุปเรื่องยัญที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ คือยัญที่ปราศจากการเบียดเบียน (นิรารัมภยัญ) ซึ่งถวายด้วยจิตเลื่อมใสแด่ผู้ทรงศีล ไม่ใช่การฆ่าสัตว์บูชายัญแบบพราหมณ์ ปิดท้ายด้วยอุทานคาถาสรุปหัวข้อสิบเรื่องในวรรคที่สี่
- 页 57–59 สมาธิภาวนา ๔ เปิดโรหิตัสสวรรคที่ห้า พระพุทธเจ้าตรัสแสดงการเจริญสมาธิ ๔ แบบที่ให้ผลต่างกัน คือเพื่อความสุขในปัจจุบัน (ด้วยฌานสี่) เพื่อได้ญาณทัสสนะ (ด้วยการเจริญสัญญาแสงสว่าง) เพื่อสติสัมปชัญญะ (ด้วยการรู้ทันเวทนา สัญญา และวิตกที่เกิดดับ) และเพื่อความสิ้นอาสวะ (ด้วยการพิจารณาเห็นความเกิดดับในอุปาทานขันธ์ห้า) ปิดท้ายด้วยคาถาจากปารายนสูตรเรื่องผู้ข้ามพ้นชาติชรา
- 页 59 ปัญหาพยากรณ์ ๔ ทรงแสดงวิธีตอบปัญหา ๔ แบบ คือ ตอบโดยตรงทันที ตอบแบบแยกแจกแจง ตอบด้วยการย้อนถาม และปัญหาบางประเภทที่ควรงดไว้ไม่ตอบ ผู้ฉลาดในการรู้ว่าปัญหาแบบใดควรตอบอย่างไรจึงได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตผู้เข้าถึงประโยชน์
- 页 59–60 บุคคลผู้หนักในโกรธ-หนักในธรรม ทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่มีอยู่ในโลก คือผู้หนักในความโกรธ หนักในความลบหลู่ หนักในลาภ และหนักในสักการะยิ่งกว่าหนักในพระสัทธรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ธรรมไม่งอกงามในตัวเขา ตรงข้ามกับบุคคลผู้หนักในพระสัทธรรมยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น ซึ่งธรรมย่อมงอกงามในตัวเขา
- 页 60 อสัทธรรมและสัทธรรม ๔ เนื้อหาเดียวกับสูตรก่อนหน้าแต่ตรัสในรูปนามธรรม คือความหนักในโกรธ ลบหลู่ ลาภ สักการะ เทียบกับความหนักในสัทธรรม เปรียบผู้ไม่หนักในธรรมเหมือนพืชที่หว่านในนาเลวไม่งอกงาม ส่วนผู้หนักในธรรมย่อมงอกงามดุจได้รับยางบำรุง
- 页 60–64 โรหิตัสสสูตร เทพบุตรโรหิตัสสะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าจะเดินทางไปให้ถึงที่สุดโลก (ที่ไม่มีเกิด แก่ ตาย) ได้หรือไม่ พระองค์ตรัสว่าไม่มีทางถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทาง แม้เทพบุตรจะเล่าว่าในอดีตชาติเป็นฤๅษีมีฤทธิ์เหาะเร็วยิ่งกว่าลูกศร เดินทางนานร้อยปีก็ยังไม่ถึงที่สุดโลกและสิ้นชีวิตไปก่อน พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าที่สุดโลก เหตุเกิดโลก ความดับโลก และทางให้ถึงความดับโลก ล้วนบัญญัติอยู่ในร่างกายที่มีสัญญาและใจนี้เอง วันรุ่งขึ้นทรงเล่าเรื่องนี้ซ้ำแก่ภิกษุทั้งหลาย
- 页 64–65 สุวิทูรวิทูร ๔ (สิ่งไกลกันยิ่งนัก) ทรงแสดงสิ่งที่ห่างไกลกันที่สุด ๔ อย่าง คือฟ้ากับแผ่นดิน ฝั่งนี้กับฝั่งโน้นของมหาสมุทร ที่พระอาทิตย์ขึ้นกับที่พระอาทิตย์ตก และธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษ โดยทรงชี้ว่าธรรมของคนดีกับคนชั่วห่างไกลกันยิ่งกว่าสิ่งทางกายภาพเหล่านั้นเสียอีก เพราะการอยู่ร่วมของคนดีให้ผลยั่งยืนต่างจากคนชั่วที่ผลไม่ยั่งยืน
- 页 65–66 พระวิสาขะปัญจาลีบุตรแสดงธรรม พระวิสาขะปัญจาลีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุในหอฉันด้วยถ้อยคำไพเราะชัดเจนมีเหตุผล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงทราบเรื่องนี้จึงตรัสสรรเสริญท่านว่าแสดงธรรมได้ดี ปิดท้ายด้วยคาถาสรรเสริญผู้แสดงธรรมเปรียบดั่งผู้ชูธงแห่งฤๅษี
- 页 66–68 วิปลาส ๔ ทรงแสดงความวิปลาสแห่งสัญญา จิต และทิฏฐิ ๔ ประการ คือเห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นสิ่งไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน และเห็นสิ่งไม่งามว่างาม ซึ่งทำให้สัตว์หลงวนเวียนในสังสารวัฏ เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแสดงธรรม ผู้มีปัญญาจึงเห็นตามความเป็นจริงและพ้นจากวิปลาสเหล่านี้ได้
- 页 68–70 อุปกิเลสแห่งพระจันทร์-พระอาทิตย์ เทียบสมณพราหมณ์ ทรงเปรียบมลทินของพระจันทร์พระอาทิตย์ ๔ อย่าง (เมฆ หมอก ควันธุลี และราหู) กับมลทินของสมณพราหมณ์ ๔ อย่าง คือการดื่มสุราเมรัย การเสพเมถุน การรับทองเงิน และการเลี้ยงชีพผิด ซึ่งทำให้สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่มีความรุ่งเรือง จบวรรคที่ห้า (โรหิตัสสวรรค) และจบปฐมปัณณาสก์ห้าสิบสูตรแรกของอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
- 页 71–72 บุญญาภิสันท์ ๔ จากการใช้สอยปัจจัยด้วยจิตไม่มีประมาณ เริ่มทุติยปัณณาสก์ วรรคว่าด้วยกระแสบุญ ทรงแสดงว่าภิกษุผู้ใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร ขณะที่จิตเข้าถึงเจโตสมาธิอันหาประมาณมิได้ (แผ่จิตเมตตาอย่างไม่มีขอบเขต) ย่อมได้กระแสบุญมหาศาลจนประมาณมิได้ ดุจน้ำในมหาสมุทรที่ไม่อาจนับได้
- 页 73–74 บุญญาภิสันท์ ๔ จากความเลื่อมใสในรัตนตรัยและศีล ทรงแสดงกระแสบุญ ๔ อย่างของอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมีศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ องค์ธรรมทั้งสี่นี้คือคุณสมบัติของโสดาบัน ผู้มีสิ่งเหล่านี้ชื่อว่าไม่ยากจนแม้จะขัดสนทรัพย์ทางโลก
- 页 74–77 สังวาส ๔ (คู่ครองซากศพ-เทวดา) ระหว่างเสด็จทางไกล พระพุทธเจ้าตรัสแก่คหบดีและคหปตานีที่เดินทางร่วมกันว่า การอยู่ร่วมกันของสามีภรรยามี ๔ แบบ คือทั้งคู่ทุศีล (ซากศพกับซากศพ) สามีทุศีลภรรยามีศีล (ซากศพกับเทวี) สามีมีศีลภรรยาทุศีล (เทพกับซากศพ) และทั้งคู่มีศีล (เทพกับเทวี) โดยวัดจากความประพฤติทางศีลธรรมของแต่ละฝ่าย คู่ที่มีศีลเสมอกันย่อมมีความสุขและได้ไปเกิดในเทวโลกร่วมกัน
- 页 77–80 สังวาส ๔ (แสดงแก่ภิกษุโดยพิสดาร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องสังวาส ๔ แบบเดียวกันซ้ำแก่ภิกษุทั้งหลายโดยตรง แต่ขยายเกณฑ์ตัดสินให้ครอบคลุมกรรมบถสิบอย่างทั้งทางกาย วาจา ใจ แทนที่จะเป็นเพียงศีลห้า เนื้อหาและคาถาปิดท้ายเหมือนกับสูตรก่อนหน้า
- 页 80–81 นกุลปิตาและนกุลมาตาสูตร สองสามีภรรยาชราชื่อนกุลปิตาและนกุลมาตากราบทูลว่าตนไม่เคยคิดนอกใจกันแม้แต่ในใจตลอดชีวิตสมรส และปรารถนาจะได้เห็นกันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าคู่สามีภรรยาที่ปรารถนาเช่นนั้นต้องมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน จึงจะได้พบกันทั้งภพนี้ภพหน้า ทรงแสดงหลักการเดียวกันซ้ำแก่ภิกษุทั้งหลายทั่วไปด้วย
- 页 82–83 สุปปวาสาสูตร (ผลของการให้โภชนะ) นางสุปปวาสาโกฬิยธิดาถวายภัตตาหารประณีตแด่พระพุทธเจ้าด้วยมือของตน พระองค์ตรัสสอนว่าผู้ให้โภชนะแก่ผู้อื่นชื่อว่าให้ฐานะ ๔ ประการทั้งแก่ตนเองในภพหน้าด้วย คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ ทานที่ให้แก่ผู้ปฏิบัติตรงจึงมีผลมาก
- 页 83 อนาถบิณฑิกะ (ผลของการให้โภชนะ) เนื้อหาเดียวกับสูตรก่อนหน้าเรื่องฐานะ ๔ จากการให้โภชนะ แต่ตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีโดยเฉพาะ พร้อมคาถาสรุปว่าผู้ให้อายุ กำลัง สุข และวรรณะย่อมมีอายุยืนและมียศในภพที่ตนไปเกิด
- 页 84 โภชนสูตร (แสดงแก่ภิกษุทั่วไป) ทรงแสดงหลักฐานะ ๔ จากการให้โภชนะซ้ำอีกครั้งในรูปแบบทั่วไปแก่ภิกษุทั้งหลาย มีเนื้อหาและคาถาเหมือนสองสูตรก่อนหน้าเรื่องอานิสงส์ของการให้อาหาร
- 页 84–85 คิหิสามีจิปฏิปทา (ธรรมของอุบาสกอุปถัมภ์สงฆ์) พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าอริยสาวกผู้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช ชื่อว่าปฏิบัติตามแบบแผนอันเหมาะสมของคฤหัสถ์ ซึ่งนำไปสู่ยศและสวรรค์ จบวรรคที่หนึ่ง (ปุญญาภิสันทวรรค) ของทุติยปัณณาสก์
- 页 85–90 ปัตตกัมมวรรค: ธรรม ๔ ที่หาได้ยากและปัตตกัมม ๔ เริ่มวรรคที่สอง พระพุทธเจ้าตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีถึงสิ่งน่าปรารถนาแต่หาได้ยากในโลก ๔ อย่าง คือโภคทรัพย์ที่ได้มาโดยธรรม ยศ อายุยืน และการไปสู่สุคติ ซึ่งจะได้มาด้วยความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา (โดยปัญญาสัมปทาอธิบายผ่านการละนิวรณ์ ๕) จากนั้นทรงแสดงการใช้โภคทรัพย์ที่ได้มาโดยธรรมให้ถูกต้อง ๔ ทาง คือเลี้ยงตนและครอบครัวให้เป็นสุข ป้องกันภัยพิบัติ ทำพลี ๕ (แก่ญาติ แขก บรรพชน กษัตริย์ เทวดา) และถวายทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดี
- 页 90–91 สุข ๔ ของคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ตรัสแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐีว่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามพึงได้รับสุข ๔ อย่างตามกาลอันควร คือสุขจากความมีทรัพย์ สุขจากการใช้จ่ายทรัพย์และทำบุญ สุขจากความไม่เป็นหนี้ และสุขจากการประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ โดยสุขสามอย่างแรกไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของสุขจากความบริสุทธิ์ทางกรรม
- 页 91–92 มารดาบิดาเสมือนพรหม ทรงแสดงว่าตระกูลที่บุตรบูชามารดาบิดาในบ้านชื่อว่าเสมือนมีพรหม มีบุรพาจารย์ และมีผู้ควรแก่การบูชาอาศัยอยู่ในบ้าน เพราะมารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก อุปการะเลี้ยงดูและแสดงโลกนี้แก่บุตร จึงควรได้รับการบำรุงด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน และการนวดอาบน้ำ
- 页 92–93 ธรรม ๔ นำไปสู่นรก ทรงแสดงสั้นๆ ว่าผู้ประกอบด้วยการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และพูดเท็จ ย่อมถูกนำไปเกิดในนรกดุจถูกโยนทิ้ง
- 页 93 บุคคล ๔ จำพวก: วัดคุณค่าคนด้วยรูป เสียง หรือธรรม ทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่ตัดสินคุณค่าคนอื่นต่างกัน คือถือรูปเป็นประมาณและเลื่อมใสในรูป ถือเสียงเป็นประมาณ ถือความสมถะเป็นประมาณ และถือธรรมเป็นประมาณ คาถาชี้ว่าผู้ยึดรูปเสียงภายนอกโดยไม่รู้แจ้งภายในย่อมถูกเสียงพัดพาไป ต่างจากผู้เห็นแจ้งทั้งภายในภายนอกจนไร้เครื่องกางกั้น
- 页 93–94 บุคคล ๔ จำพวก: ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่มีอยู่ในโลก คือผู้ยังมีราคะ โทสะ โมหะ และมานะครอบงำ คาถาชี้ว่าผู้ถูกอวิชชาห่อหุ้มย่อมทำอกุศลกรรมอันนำทุกข์มาให้โดยไม่รู้ตัวว่าตนกำลังหลงผิด
- 页 94–95 เมตตาต่อตระกูลพญางู (ภิกษุถูกงูกัดตาย) เมื่อภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากภิกษุนั้นแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางูทั้งสี่ (วิรูปักขะ เอราปถะ ฉัพยาบุตร กัณหาโคตมกะ) ก็คงไม่ถูกงูกัดตาย จึงทรงอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาแก่ตระกูลพญางูเหล่านี้เพื่อป้องกันคุ้มครองตน พร้อมประทานคาถาเมตตา (ปริตร) ที่ใช้สวดสืบมาจนถึงปัจจุบัน
- 页 95–96 เทวทัตตสูตร (ลาภสักการะทำลายเทวทัต) หลังเทวทัตจากไปไม่นาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภสักการะและชื่อเสียงที่เกิดขึ้นแก่เทวทัตเป็นไปเพื่อความพินาศของเขาเอง เปรียบเหมือนต้นกล้วย ไผ่ อ้อ ที่ออกผลแล้วตาย และม้าอัสดรที่ตั้งท้องแล้วตาย ชี้ให้เห็นว่าลาภสักการะฆ่าคนชั่วได้เหมือนผลไม้ฆ่าต้นของมันเอง
- 页 96–97 ปธาน ๔ (ความเพียรชอบ) ทรงแสดงความเพียร ๔ ประการ คือเพียรระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรเจริญกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ภิกษุผู้มีความเพียรทั้งสี่นี้ย่อมถึงความสิ้นทุกข์
- 页 97–99 เมื่อพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทรงแสดงว่าเมื่อพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรม ข้าราชบริพาร พราหมณ์คหบดี และชาวเมืองชนบทก็พลอยไม่ตั้งอยู่ในธรรมตามไปเป็นลูกโซ่ ส่งผลให้ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ดาวนักษัตร ฤดูกาล และลมฟ้าอากาศแปรปรวน เทวดาพิโรธ ฝนไม่ตกตามฤดู พืชผลเสียหาย คนอายุสั้นทุพพลภาพ ตรงข้ามกันหากพระราชาตั้งอยู่ในธรรมทุกอย่างก็เป็นไปโดยปกติสุข เปรียบด้วยโคจ่าฝูงที่เดินคดหรือตรงย่อมนำฝูงโคไปตามนั้น จบวรรคที่สอง (ปัตตกัมมวรรค)
- 页 99 อปัณณกปฏิปทา ๔ (ศีล พาหุสัจจะ วิริยะ ปัญญา) เริ่มวรรคที่สาม (อปัณณกวรรค) ทรงแสดงธรรม ๔ ประการที่ทำให้ภิกษุปฏิบัติทางที่แน่นอนไม่ผิดพลาดและมุ่งสู่ความสิ้นอาสวะ คือมีศีล เป็นพหูสูต มีความเพียร และมีปัญญา
- 页 99–100 อปัณณกปฏิปทา ๔ (เนกขัมมวิตกและสัมมาทิฏฐิ) ทรงแสดงอปัณณกปฏิปทาอีกชุดหนึ่ง คือความตรึกในการออกจากกาม ความตรึกในการไม่พยาบาท ความตรึกในการไม่เบียดเบียน และสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นทางปฏิบัติที่แน่นอนนำไปสู่ความสิ้นอาสวะเช่นกัน
- 页 100–102 อสัตบุรุษและสัตบุรุษ ๔ (การพูดถึงคนอื่นและตนเอง) ทรงแสดงลักษณะอสัตบุรุษ ๔ อย่าง คือกล่าวโทษผู้อื่นทั้งที่ไม่ถูกถาม กล่าวชมผู้อื่นแม้ถูกถามก็ไม่กล่าว กล่าวโทษตนเองแม้ถูกถามก็ไม่กล่าว และกล่าวชมตนเองทั้งที่ไม่ถูกถาม ส่วนสัตบุรุษมีลักษณะตรงข้าม จากนั้นตรัสอุปมาหญิงสะใภ้ใหม่ที่มีความละอายเกรงใจในวันแรกแต่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงเมื่ออยู่นานไป เตือนภิกษุให้รักษาความละอายเกรงใจไว้เสมือนวันแรกที่บวช
- 页 102 อัคคะ ๔ (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ) ทรงแสดงธรรมที่เป็นยอด ๔ อย่างโดยย่อ คือศีลอันเป็นยอด สมาธิอันเป็นยอด ปัญญาอันเป็นยอด และวิมุตติอันเป็นยอด อันเป็นแก่นแกนของการปฏิบัติทั้งหมดในพระศาสนา
- 页 102 อัคคะ ๔ (รูป เวทนา สัญญา ภพ) ทรงแสดงยอดหรือจุดสุดยอด ๔ อย่างในความมีอยู่ของสิ่งต่างๆ คือยอดของรูป ยอดของเวทนา ยอดของสัญญา และยอดของภพ (ภวัคคะ หมายถึงภพสูงสุดคือเนวสัญญานาสัญญายตนะ)
- 页 102–104 ไม่มีภิกษุใดสงสัยในรัตนตรัย (ก่อนปรินิพพาน) ณ เมืองกุสินารา ใกล้เวลาปรินิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุสามครั้งว่ามีผู้ใดสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือมรรคปฏิปทาหรือไม่ ขอให้ถามเสียก่อนจะเสียใจภายหลัง แต่ภิกษุทั้งหมดนิ่งเงียบ พระอานนท์กราบทูลด้วยความอัศจรรย์ใจว่าไม่มีภิกษุรูปใดสงสัยเลย พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันด้วยพระญาณว่าแม้ภิกษุที่บวชล่าสุดในที่ประชุมห้าร้อยรูปนั้นก็เป็นโสดาบันแล้วทุกรูป
- 页 104 อจินไตย ๔ ทรงแสดงสิ่งที่ไม่ควรคิดเพราะคิดแล้วจะเป็นบ้าหรือลำบากใจ ๔ อย่าง คือวิสัยของพระพุทธเจ้า วิสัยของผู้ได้ฌาน ผลของกรรม และความคิดเรื่องโลก (เช่นว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด)
- 页 104–105 ทักษิณาวิสุทธิ ๔ ทรงแสดงความบริสุทธิ์ของทานที่ถวาย ๔ แบบ ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของผู้ให้และผู้รับ คือบริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้แต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับ บริสุทธิ์ฝ่ายผู้รับแต่ไม่บริสุทธิ์ฝ่ายผู้ให้ ไม่บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย และบริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย โดยวัดจากความมีศีลหรือทุศีลของแต่ละฝ่าย
- 页 105–107 พระสารีบุตรทูลถามเรื่องการค้าขาย พระสารีบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดการค้าขายของบางคนจึงขาดทุน บางคนไม่ได้ผลตามที่หวัง บางคนได้ผลตามที่หวัง และบางคนได้ผลเกินความหวัง พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นเคยรับปากถวายปัจจัยแก่สมณพราหมณ์ในชาติก่อนแล้วไม่ให้เลย ให้ไม่ครบตามที่รับปาก ให้ตามที่รับปาก หรือให้เกินกว่าที่รับปากไว้
- 页 107 เหตุที่สตรีไม่นั่งในที่ประชุมหรือทำการงานสำเร็จ พระอานนท์ทูลถามเหตุที่สตรีไม่นั่งในสภา ไม่ทำการงาน และไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะสตรีมักมีความมักโกรธ มักริษยา มักตระหนี่ และมีปัญญาน้อย จบวรรคที่สาม (อปัณณกวรรค)
- 页 107–108 ธรรมนำสู่นรก-สวรรค์ ๔ (ศีลห้าข้อต้น) เริ่มวรรคที่สี่ (มจลวรรค) ทรงแสดงว่าผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และพูดเท็จ ย่อมถูกนำไปเกิดในนรก ส่วนผู้งดเว้นจากสี่สิ่งนี้ย่อมถูกนำไปเกิดในสวรรค์
- 页 108 ธรรมนำสู่นรก-สวรรค์ ๔ (วจีทุจริต) ทรงแสดงหลักเดียวกันแต่ในแง่วจีกรรม คือผู้พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ ย่อมไปนรก ส่วนผู้งดเว้นวจีทุจริตทั้งสี่ย่อมไปสวรรค์
- 页 108–109 ธรรมนำสู่นรก-สวรรค์ ๔ (การตัดสินโดยไม่ไตร่ตรอง) ทรงแสดงว่าผู้กล่าวติชมผู้อื่นหรือทำให้เกิดความเลื่อมใส-ไม่เลื่อมใสในที่ไม่สมควร โดยไม่ไตร่ตรองพิจารณาให้ถ่องแท้ก่อน ย่อมไปนรก ส่วนผู้ไตร่ตรองพิจารณาให้ดีก่อนจึงกล่าวย่อมไปสวรรค์
- 页 109 ธรรมนำสู่นรก-สวรรค์ ๔ (หนักในโกรธหรือหนักในธรรม) ทรงย้ำหลักการเดิมเรื่องผู้หนักในความโกรธ ความลบหลู่ ลาภ และสักการะ ยิ่งกว่าหนักในพระสัทธรรม ว่าเป็นเหตุให้ไปนรก ส่วนผู้หนักในพระสัทธรรมยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้นย่อมไปสวรรค์
- 页 109–110 บุคคล ๔ จำพวก: มืดมามืดไป มืดมาสว่างไป (ยังไม่จบ) ทรงเริ่มแสดงบุคคล ๔ จำพวกตามพื้นเพกำเนิดและความประพฤติ คือผู้มืดมาแล้วมืดไป (เกิดในตระกูลต่ำยากไร้เช่นตระกูลจัณฑาล และประพฤติทุจริตต่อไปจึงไปสู่ทุคติ) และผู้มืดมาแต่สว่างไป (เกิดในตระกูลต่ำยากไร้เช่นเดียวกันแต่ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ) เนื้อหาสูตรนี้ถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบไฟล์ที่หน้า ๑๑๐ ยังไม่ทันกล่าวถึงบุคคลอีกสองจำพวกคือสว่างมามืดไปและสว่างมาสว่างไป
- 页 111–112 ตโมตมสูตร (ต่อ): บุคคลผู้มืดมาสว่างไป ส่วนท้ายของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวก โดยเปรียบกับความมืดและความสว่าง คือเกิดในตระกูลต่ำแล้วประพฤติชั่ว (มืดมามืดไป) เกิดในตระกูลต่ำแต่ประพฤติดี (มืดมาสว่างไป) เกิดในตระกูลสูงแต่ประพฤติชั่ว (สว่างมามืดไป) และเกิดในตระกูลสูงทั้งประพฤติดี (สว่างมาสว่างไป) เนื้อหาที่ปรากฏในหน้า ๑๑๑-๑๑๒ นี้เป็นตอนจบของพระสูตร แสดงให้เห็นว่าฐานะทางสังคมไม่ได้เป็นตัวกำหนดคติภายหน้า แต่กรรมทางกาย วาจา ใจ ต่างหากที่กำหนดว่าจะไปสู่สุคติหรือทุคติ
- 页 112–113 โอณตุณณตสูตร: ต่ำและสูงโดยกำเนิดกับโดยความประพฤติ พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกในทำนองเดียวกับพระสูตรก่อนหน้า แต่ใช้คำว่า "ต่ำ" และ "สูง" แทน คือเกิดในตระกูลต่ำ (เช่นตระกูลจัณฑาล) แล้วประพฤติชั่วจึงต่ำทั้งสองทาง เกิดในตระกูลต่ำแต่ประพฤติดีจึงต่ำแล้วกลับสูง เกิดในตระกูลสูงแต่ประพฤติชั่วจึงสูงแล้วกลับต่ำ และเกิดในตระกูลสูงทั้งประพฤติดีจึงสูงทั้งสองทาง ย้ำหลักการเดิมว่าความประพฤติทางกายวาจาใจเป็นตัวตัดสินคติในภพหน้า ไม่ใช่ชาติกำเนิด
- 页 113–116 สมณสุขุมาลสูตร: สมณะ ๔ ระดับ และพระพุทธเจ้าคือผู้ประณีตที่สุด พระพุทธเจ้าทรงจำแนกสมณะ ๔ ประเภทโดยเปรียบกับความมั่นคง คือ สมณะผู้มั่นคง (พระเสขะที่ยังปรารถนาความหลุดพ้น) สมณะบัวขาว (พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแต่ยังไม่ได้วิโมกข์ ๘) สมณะบัวหลวง (พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะและได้วิโมกข์ ๘ ด้วย) และสมณะผู้ละเอียดอ่อนที่สุด คือภิกษุผู้บริโภคปัจจัยสี่แต่พอประมาณ ไม่เรียกร้อง และเป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ ส่วนที่โดดเด่นคือพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันด้วยพระองค์เองว่าพระองค์คือแบบอย่างสูงสุดของสมณะผู้ละเอียดอ่อนนี้ เพราะทรงบริโภคปัจจัยสี่แต่พอประมาณและเป็นที่รักของภิกษุสงฆ์เช่นก
- 页 116–117 สมณะ ๔ ระดับ ตามอริยบุคคล ๔ จำพวก พระพุทธเจ้าทรงนำคำเรียกสมณะ ๔ อย่างเดิม (มั่นคง บัวขาว บัวหลวง ละเอียดอ่อน) มาอธิบายใหม่โดยเทียบกับอริยบุคคล ๔ ระดับ คือ พระโสดาบัน (มั่นคง) พระสกทาคามี (บัวขาว) พระอนาคามี (บัวหลวง) และพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะโดยสมบูรณ์ (ละเอียดอ่อนที่สุด) แสดงให้เห็นว่าคำอุปมาเดียวกันสามารถใช้อธิบายพัฒนาการทางจิตวิญญาณได้หลายมิติ ทั้งในแง่การฝึกฝนและในแง่ผลสำเร็จของมรรคผล
- 页 117–118 สมณะ ๔ ระดับ ตามองค์มรรคมีองค์ ๘ และ ๑๐ เป็นการอธิบายคำว่าสมณะมั่นคง บัวขาว บัวหลวง และละเอียดอ่อน อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เทียบกับผู้ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ (สัมมาทิฏฐิถึงสัมมาสมาธิ) ว่าเป็นสมณะมั่นคง ผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ (เพิ่มสัมมาญาณะและสัมมาวิมุตติ) แต่ยังไม่ได้วิโมกข์ ๘ ว่าเป็นบัวขาว และผู้ที่ได้วิโมกข์ ๘ ด้วยว่าเป็นบัวหลวง เนื้อหาแสดงลำดับขั้นของการปฏิบัติธรรมจากมรรคพื้นฐานไปจนถึงผลสำเร็จที่สมบูรณ์ที่สุด
- 页 118–119 สมณะ ๔ ระดับ ตามการเห็นความเกิดดับในขันธ์ ๕ (จบวรรคที่ ๔) อธิบายคำอุปมาสมณะ ๔ ระดับเป็นครั้งสุดท้ายในชุดนี้ โดยเทียบกับพระเสขะผู้ยังปรารถนาความเกษมจากโยคะ และภิกษุผู้เจริญวิปัสสนาเห็นความเกิดและความดับในอุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่ยังไม่ได้และที่ได้วิโมกข์ ๘ พระสูตรนี้ปิดท้ายมัจฉลวรรคที่ ๔ พร้อมคาถาสรุปหัวข้อ (อุทาน) รวมพระสูตรทั้งสิบเรื่องในวรรคนี้
- 页 119–120 อสุรสูตร: อสูรและเทพ ๔ จำพวก ตามศีลของตนและบริวาร พระพุทธเจ้าทรงเปิดวรรคใหม่ (อสุรวรรคที่ ๕) ด้วยการจำแนกบุคคล ๔ จำพวกเป็นอสูรมีอสูรเป็นบริวาร (ตนทุศีลและบริวารก็ทุศีล) อสูรมีเทพเป็นบริวาร (ตนทุศีลแต่บริวารมีศีล) เทพมีอสูรเป็นบริวาร (ตนมีศีลแต่บริวารทุศีล) และเทพมีเทพเป็นบริวาร (ตนมีศีลและบริวารก็มีศีล) แสดงให้เห็นว่าคุณธรรมของตนเองกับคุณธรรมของหมู่คณะที่แวดล้อมอาจไม่สอดคล้องกันเสมอไป
- 页 120 บุคคล ๔ จำพวก ผู้ได้สมถะและวิปัสสนาต่างระดับกัน (บทตั้ง) เป็นการตั้งหัวข้อสั้นๆ ระบุบุคคล ๔ จำพวกตามการได้หรือไม่ได้ธรรม ๒ อย่างคือ เจโตสมถะ (ความสงบใจ) และอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา (ปัญญาเห็นแจ้ง) ได้แก่ ผู้ได้สมถะแต่ไม่ได้วิปัสสนา ผู้ได้วิปัสสนาแต่ไม่ได้สมถะ ผู้ไม่ได้ทั้งสอง และผู้ได้ทั้งสอง พระสูตรนี้เพียงแจกแจงประเภทไว้เป็นพื้นฐาน ยังไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ซึ่งจะขยายความในพระสูตรถัดไป
- 页 121–122 วิธีฝึกตนให้ได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา จากบุคคล ๔ จำพวกที่ตั้งไว้ก่อนหน้า พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าแต่ละจำพวกควรฝึกตนอย่างไรเพื่อบรรลุทั้งสมถะและวิปัสสนา ผู้ได้สมถะแล้วควรอาศัยสมถะนั้นเป็นฐานเจริญวิปัสสนาต่อ ผู้ได้วิปัสสนาแล้วควรอาศัยวิปัสสนานั้นเจริญสมถะต่อ ส่วนผู้ยังไม่ได้ทั้งสองต้องมีฉันทะ ความเพียร และสติสัมปชัญญะอย่างแรงกล้าดุจคนถูกไฟไหม้ผ้าไหม้ศีรษะรีบดับไฟ เมื่อได้ทั้งสองแล้วจึงควรเพียรต่อไปเพื่อความสิ้นอาสวะ
- 页 122–124 การขอคำแนะนำจากผู้ชำนาญกว่าเพื่อพัฒนาสมถะ-วิปัสสนา พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นสำหรับบุคคล ๔ จำพวกเรื่องสมถะวิปัสสนา คือผู้ได้สมถะแต่ขาดวิปัสสนา ควรเข้าไปหาผู้ที่ได้วิปัสสนาแล้วถามว่าควรเห็นสังขารอย่างไร พิจารณาสังขารอย่างไร ส่วนผู้ได้วิปัสสนาแต่ขาดสมถะ ควรเข้าไปหาผู้ได้สมถะแล้วถามวิธีตั้งจิตให้สงบเป็นหนึ่ง ผู้ไม่ได้ทั้งสองก็ควรเข้าไปหาผู้ได้ทั้งสองเพื่อเรียนทั้งสองด้าน สะท้อนความสำคัญของการแสวงหาครูบาอาจารย์ที่เหมาะสมในการฝึกจิต
- 页 124–125 ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน: อุปมาไม้ค่างและเนยใส พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและ/หรือประโยชน์ผู้อื่น โดยผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่ายทรงเปรียบเหมือนดุ้นฟืนเผาศพที่ไหม้ทั้งสองข้างตรงกลางเปื้อนคูถ ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ทั้งในบ้านและป่า ส่วนผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้งตนและผู้อื่นทรงเปรียบเหมือนหัวเชื้อเนยใส (สัปปิมัณฑะ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ประณีตที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์จากนมทั้งหมด แสดงลำดับความประเสริฐจากต่ำสุดไปสูงสุดของบุคคลทั้งสี่จำพวกนี้
- 页 125–127 ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน ผ่านการฝึกละราคะ โทสะ โมหะ อธิบายบุคคล ๔ จำพวกเรื่องประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่านอีกครั้ง คราวนี้ผ่านมุมมองการฝึกกำจัดราคะ โทสะ โมหะ คือผู้ฝึกตนแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ฝึกด้วย ผู้ชักชวนผู้อื่นแต่ตนเองไม่ฝึก ผู้ไม่ฝึกทั้งตนและไม่ชักชวนผู้อื่น และผู้ฝึกตนทั้งชักชวนผู้อื่นด้วย ซึ่งเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุด แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติธรรมที่แท้จริงควรควบคู่ไปกับการเผื่อแผ่แนะนำผู้อื่นด้วย
- 页 127–129 ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน ผ่านปัญญาและวาจาไพเราะ อธิบายบุคคล ๔ จำพวกเรื่องประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่านในอีกแง่มุมหนึ่ง คือผู้มีปัญญาไวเข้าใจกุศลธรรมได้เร็ว ทรงจำและพิจารณาความหมายได้ดี แต่พูดจาไม่ไพเราะไม่ชักจูงผู้อื่นได้ ถือว่าทำประโยชน์ตนแต่ไม่ทำประโยชน์ท่าน ตรงข้ามกับผู้พูดจาไพเราะชักจูงผู้อื่นได้ดีแต่ตนเองไม่มีปัญญาไวเช่นนั้น ถือว่าทำประโยชน์ท่านแต่ไม่ทำประโยชน์ตน ส่วนผู้มีครบทั้งสองคุณสมบัติจึงเป็นผู้ทำประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอย่างสมบูรณ์
- 页 129 บทสรุปย่อ บุคคล ๔ จำพวกเรื่องประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน เป็นพระสูตรสั้นมาก เพียงตั้งหัวข้อบุคคล ๔ จำพวกเรื่องการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีคำอธิบายขยายความ ทำหน้าที่เป็นบทสรุปคั่นกลางก่อนที่จะมีการอธิบายรายละเอียดในพระสูตรถัดไปด้วยมุมมองเรื่องศีล ๕
- 页 129–131 ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน ผ่านการรักษาศีล ๕ อธิบายบุคคล ๔ จำพวกเรื่องประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่านผ่านมุมมองศีล ๕ ข้อ (เว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการเสพของมึนเมา) คือผู้รักษาศีลด้วยตนเองแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้รักษา ผู้ชักชวนผู้อื่นแต่ตนเองไม่รักษา ผู้ไม่รักษาทั้งตนและไม่ชักชวน และผู้รักษาศีลทั้งตนเองและชักชวนผู้อื่นด้วย ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ที่สุดในบรรดาบุคคลทั้งสี่
- 页 131–134 โปตลิยสูตร: การกล่าวติชมที่ควรและไม่ควร กับความรู้จักกาลเทศะ ปริพาชกชื่อโปตลิยะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามเรื่องบุคคล ๔ จำพวกในการกล่าวคำติชม คือผู้กล่าวติสิ่งที่ควรติแต่ไม่กล่าวชมสิ่งที่ควรชม ผู้กล่าวชมสิ่งที่ควรชมแต่ไม่กล่าวติสิ่งที่ควรติ ผู้ไม่กล่าวทั้งติทั้งชม และผู้กล่าวทั้งติและชมตามควรแก่กาละ โปตลิยะเห็นว่าผู้วางเฉยไม่กล่าวทั้งสองอย่างประเสริฐที่สุดเพราะเป็นอุเบกขา แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าผู้ที่กล่าวทั้งติและชมตามความจริงและถูกกาลเทศะต่างหากที่ประเสริฐที่สุด เพราะรู้จักกาลอันควร โปตลิยะเลื่อมใสจึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ปิดท้ายอสุรวร
- 页 135–136 วลาหกสูตรที่ ๑: เมฆกับคนพูดจริงทำจริง เปิดปัณณาสกที่ ๓ ด้วยวลาหกวรรค พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเมฆ ๔ ชนิด (ร้องแต่ไม่ตก ตกแต่ไม่ร้อง ไม่ร้องไม่ตก ทั้งร้องทั้งตก) กับบุคคล ๔ จำพวก คือผู้พูดแต่ไม่ทำ ผู้ทำแต่ไม่พูด ผู้ไม่พูดไม่ทำ และผู้ทั้งพูดทั้งทำ สอนให้เห็นคุณค่าของความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ
- 页 136–138 วลาหกสูตรที่ ๒: เมฆกับการเรียนธรรมและเข้าใจอริยสัจ ใช้อุปมาเมฆ ๔ ชนิดแบบเดียวกันอีกครั้ง แต่คราวนี้เปรียบกับผู้เรียนพระธรรม (คือปริยัติ ๙ ประเภท เช่น สุตตะ เคยยะ ฯลฯ) โดยไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง กับผู้ไม่ได้เรียนปริยัติแต่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ผู้ไม่ได้ทั้งสอง และผู้ได้ทั้งสองอย่าง ชี้ให้เห็นว่าความรู้ทางปริยัติกับความเข้าใจแจ่มแจ้งในอริยสัจเป็นคนละเรื่องกัน แต่ผู้ที่ดีที่สุดคือผู้มีทั้งสองอย่างพร้อมกัน
- 页 138–140 กุมภสูตร: หม้อน้ำกับท่าทีภายนอกและปัญญาภายใน พระพุทธเจ้าทรงเปรียบหม้อ ๔ ชนิด (ว่างปิดฝา เต็มเปิดฝา ว่างเปิดฝา เต็มปิดฝา) กับบุคคลผู้มีอากัปกิริยาภายนอกน่าเลื่อมใสหรือไม่ เทียบกับความรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ภายในจิตใจ สอนว่าอย่าตัดสินคนจากท่าทีภายนอกเพียงอย่างเดียว เพราะบางคนดูน่าเลื่อมใสแต่ภายในว่างเปล่าจากปัญญา ขณะที่บางคนท่าทีไม่น่าประทับใจแต่กลับเปี่ยมด้วยความรู้แจ้ง
- 页 140–142 อุทกรหทสูตร: ห้วงน้ำตื้น-ลึก กับท่าทีภายนอกและปัญญาภายใน ใช้อุปมาแบบเดียวกับพระสูตรก่อนหน้าแต่เปลี่ยนเป็นห้วงน้ำ ๔ ชนิด (ตื้นดูเหมือนลึก ลึกดูเหมือนตื้น ตื้นดูตื้น ลึกดูลึก) เทียบกับบุคคลที่ท่าทีภายนอกกับความรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ภายในอาจสอดคล้องหรือขัดแย้งกันก็ได้ ย้ำหลักการเดียวกันว่ารูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่เครื่องวัดปัญญาที่แท้จริง
- 页 142–144 อัมพสูตร: มะม่วงดิบ-สุก กับท่าทีภายนอกและปัญญาภายใน ใช้อุปมาแบบเดียวกันอีกครั้งด้วยมะม่วง ๔ ชนิด (ดิบแต่ดูสุก สุกแต่ดูดิบ ดิบดูดิบ สุกดูสุก) เทียบกับความสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องระหว่างท่าทีภายนอกกับความรู้แจ้งอริยสัจภายใน มีเชิงอรรถบันทึกไว้ว่าพระสูตรลำดับที่ ๖ (ที่ควรอยู่ระหว่างนี้กับพระสูตรถัดไป) สูญหายไปจากคัมภีร์ที่หลงเหลืออยู่
- 页 144–146 มูสิกสูตร: หนูขุดรู กับการเรียนธรรมและเข้าใจอริยสัจ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบหนู ๔ ชนิด (ขุดรูแต่ไม่อยู่อาศัย อยู่อาศัยแต่ไม่ขุดรู ไม่ขุดไม่อยู่ ทั้งขุดทั้งอยู่) กับบุคคลผู้เรียนปริยัติธรรมแต่ไม่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ กับผู้ไม่เรียนปริยัติแต่รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ในทำนองเดียวกับอุปมาเมฆก่อนหน้า ย้ำอีกครั้งว่าความรู้ทางตำราต้องมาพร้อมกับการรู้แจ้งจึงจะสมบูรณ์
- 页 146–147 พลิพัททสูตร: โคผู้ทำลายฝูงตนหรือฝูงอื่น พระพุทธเจ้าทรงเปรียบโคถึก ๔ ชนิดที่ทำให้ฝูงโคของตนหรือฝูงอื่นแตกตื่น กับบุคคลผู้ก่อความแตกแยกในหมู่คณะของตนเองแต่ไม่ก่อในหมู่คณะอื่น ผู้ก่อในหมู่คณะอื่นแต่ไม่ก่อในหมู่คณะตน ผู้ก่อทั้งสองฝ่าย และผู้ไม่ก่อความแตกแยกเลย ชี้ให้เห็นโทษของการสร้างความแตกแยกไม่ว่าจะในหมู่ใด
- 页 147–149 รุกขสูตร: ต้นไม้แก่นและกระพี้ เทียบกับตนและบริวาร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบต้นไม้ ๔ ชนิด (กระพี้ล้อมกระพี้ กระพี้ล้อมแก่น แก่นล้อมกระพี้ แก่นล้อมแก่น) กับบุคคลผู้ทุศีลมีบริวารทุศีล ผู้ทุศีลมีบริวารมีศีล ผู้มีศีลมีบริวารทุศีล และผู้มีศีลมีบริวารมีศีลด้วย เนื้อหาคล้ายกับอสุรสูตรก่อนหน้าแต่ใช้อุปมาต้นไม้แทน แสดงว่าคุณธรรมของผู้นำกับคุณธรรมของหมู่คณะอาจไปด้วยกันหรือไม่ก็ได้
- 页 149–150 อาสีวิสสูตร: งูพิษเร็ว-พิษร้าย เทียบกับความโกรธ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบงูพิษ ๔ ชนิด (พิษมาเร็วแต่ไม่ร้ายแรง พิษร้ายแรงแต่มาช้า ทั้งมาเร็วทั้งร้ายแรง ไม่เร็วไม่ร้ายแรง) กับบุคคลผู้โกรธง่ายแต่ไม่ผูกโกรธนาน ผู้ไม่โกรธง่ายแต่เมื่อโกรธแล้วผูกใจเจ็บนาน ผู้ทั้งโกรธง่ายทั้งผูกโกรธนาน และผู้ไม่โกรธง่ายไม่ผูกโกรธเลย ปิดท้ายวลาหกวรรคที่ ๑ ของปัณณาสกที่ ๓
- 页 150–152 เกสีสูตร: การฝึกม้าพยศกับการฝึกคน เกสีสารถีฝึกม้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลว่าตนฝึกม้าด้วยวิธีละมุนละม่อม รุนแรง หรือทั้งสองอย่าง ถ้าม้าไม่ยอมฝึกก็ต้องฆ่าทิ้งเพื่อไม่ให้เสียชื่อตระกูลอาจารย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ก็ทรงฝึกคนด้วยวิธีละมุน รุนแรง หรือทั้งสองอย่างเช่นกัน โดยสอนผลกรรมดีชั่วทั้งทางกาย วาจา ใจ แต่หากผู้นั้นไม่ยอมรับการฝึกเลย พระองค์ก็ทรง "ฆ่า" เขาในความหมายว่าไม่ทรงว่ากล่าวสั่งสอนอีกต่อไป เพราะถือว่าเป็นการตายอย่างแท้จริงในอริยวินัย เกสีเลื่อมใสจึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- 页 152–153 คุณสมบัติ ๔ ของม้าอาชาไนยและภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบคุณสมบัติ ๔ ประการของม้าอาชาไนยที่คู่ควรแก่พระราชา คือ ความซื่อตรง ความว่องไว ความอดทน และความสงบเสงี่ยม กับภิกษุผู้ควรแก่การรับของถวาย ผู้ควรแก่การต้อนรับ ผู้ควรแก่ทักษิณา และผู้ควรแก่การกราบไหว้ อันเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก แสดงคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ทรงศีลที่สมควรแก่การเคารพบูชา
- 页 153–156 ม้าอาชาไนยและบุรุษอาชาไนย ๔ จำพวก ผู้สังเวชในความทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบม้าอาชาไนย ๔ จำพวกที่สลดใจเมื่อเห็นเงาปฏัก เมื่อขนถูกแทง เมื่อหนังถูกแทง หรือเมื่อกระดูกถูกแทงตามลำดับความไวต่อการฝึก แล้วทรงเทียบกับบุรุษอาชาไนย ๔ จำพวกที่เกิดความสังเวชเมื่อได้ยินข่าวคนอื่นทุกข์หรือตาย เมื่อเห็นด้วยตาตนเอง เมื่อญาติของตนประสบเหตุ หรือเมื่อตนเองต้องทนทุกขเวทนา ยิ่งไวต่อการรับรู้ทุกข์เท่าใด ยิ่งเป็นผู้ประเสริฐเท่านั้น เพราะสามารถนำความสังเวชมาเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติเพื่อบรรลุสัจธรรม
- 页 156–159 คุณสมบัติ ๔ ของช้างศึกและภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบคุณสมบัติ ๔ ประการของช้างต้นของพระราชา คือ เป็นผู้ฟัง ผู้กำจัดศัตรู ผู้อดทนต่อการรบ และผู้ไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป กับภิกษุผู้ตั้งใจฟังธรรม ผู้ละกามวิตกพยาบาทวิตกและวิหิงสาวิตกได้ ผู้อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและถ้อยคำหยาบคาย และผู้ก้าวไปสู่นิพพานอันเป็นภาวะที่ไม่เคยไปถึงมาก่อน แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัตินักรบสามารถเทียบเคียงกับคุณสมบัตินักปฏิบัติธรรมได้
- 页 159–161 ฐานะ ๔ ประการ: คนพาลกับบัณฑิตต่างกันอย่างไรเมื่อเผชิญสิ่งไม่ถูกใจ พระพุทธเจ้าทรงแสดงฐานะ ๔ อย่าง คือ การกระทำที่ไม่ถูกใจแต่นำไปสู่ผลเสีย การกระทำที่ไม่ถูกใจแต่นำไปสู่ผลดี การกระทำที่ถูกใจแต่นำไปสู่ผลเสีย และการกระทำที่ถูกใจและนำไปสู่ผลดี ทรงชี้ว่าคนพาลจะเลือกทำตามความถูกใจโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ระยะยาว ขณะที่บัณฑิตจะพิจารณาผลลัพธ์เป็นหลักไม่ว่าการกระทำนั้นจะถูกใจหรือไม่ก็ตาม เป็นหลักธรรมที่สอนให้ใช้ปัญญาไตร่ตรองมากกว่าปล่อยตามอารมณ์
- 页 161 ความไม่ประมาท ๔ ฐาน: ละความชั่วเจริญความดี และคุ้มครองจิตจากสิ่งยั่วยุ รวมสองพระสูตรสั้นที่สอนเรื่องความไม่ประมาท พระสูตรแรกสอนให้ละกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และมิจฉาทิฏฐิ พร้อมเจริญกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต และสัมมาทิฏฐิแทน โดยไม่ประมาทในธรรมเหล่านี้ ผู้ทำได้ย่อมไม่กลัวความตายในภพหน้า พระสูตรที่สองสอนให้มีสติคุ้มครองจิตไม่ให้กำหนัดในสิ่งที่น่ากำหนัด ไม่ให้ประทุษร้ายในสิ่งที่น่าขัดเคือง ไม่ให้หลงในสิ่งที่น่าหลง และไม่ให้มัวเมาในสิ่งที่น่ามัวเมา
- 页 161–162 สังเวชนียสถาน ๔ แห่งอันควรเห็นแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา พระพุทธเจ้าทรงแสดงสถานที่ ๔ แห่งที่ควรเห็นและก่อให้เกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา คือสถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ สถานที่ทรงแสดงธรรมจักรเป็นครั้งแรก และสถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน อันเป็นที่มาของสังเวชนียสถาน ๔ แห่งที่พุทธศาสนิกชนนิยมไปแสวงบุญจนถึงปัจจุบัน
- 页 162 ภัย ๔ ประการ สองหมวด: ภัยธรรมชาติของชีวิต และภัยจากภายนอก รวมสองพระสูตรสั้นที่เพียงแจกแจงรายการภัย ๔ อย่างโดยไม่มีคำอธิบายขยายความ หมวดแรกคือภัยที่เป็นธรรมดาของชีวิตทุกคนต้องเผชิญ ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย หมวดที่สองคือภัยจากเหตุภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้ ได้แก่ ไฟ น้ำ พระราชา และโจร ปิดท้ายเกสีวรรคที่ ๒
- 页 162–164 ภัย ๔ ประการ (ต่อ): ภัยจากการติเตียนตน ผู้อื่น การลงโทษ และทุคติ เปิดภยวรรคที่ ๓ ด้วยการอธิบายภัย ๔ อย่างอย่างละเอียด คือ ภัยจากการติเตียนตนเอง (กลัวใจตนเองจะติเตียนตนว่าประพฤติชั่ว) ภัยจากการถูกผู้อื่นติเตียน ภัยจากการถูกลงราชอาญา (บรรยายวิธีลงโทษของราชาต่อโจรอย่างละเอียดน่าสยดสยองเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ) และภัยจากทุคติในภพหน้าอันเป็นผลจากกายวจีมโนทุจริต ทั้งหมดล้วนเป็นแรงจูงใจให้บุคคลละความชั่วและบำเพ็ญความดี
- 页 164–165 ภัยของผู้ลงน้ำ ๔ อย่าง เทียบกับภัยของผู้บวชใหม่ (ยังไม่จบ) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบภัย ๔ อย่างของผู้ลงเล่นน้ำ คือ ภัยจากคลื่น จระเข้ น้ำวน และปลาร้าย กับภัยที่กุลบุตรผู้บวชใหม่ด้วยศรัทธาอาจเผชิญ ทรงอธิบาย "อูมิภัย" (ภัยจากคลื่น) ว่าหมายถึงความโกรธเมื่อถูกเพื่อนพรหมจรรย์ตักเตือนสั่งสอน จนอาจนำไปสู่การบอกคืนสิกขาลาสึก เพราะถือตัวว่าเคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อนไม่ยอมให้ผู้อื่นสอน จากนั้นทรงเริ่มอธิบาย "กุมภีลภัย" (ภัยจากจระเข้) แต่เนื้อหาในหน้า ๑๖๕ ถูกตัดขาดกลางคัน คาดว่าจะกล่าวถึงความละโมบในอาหารต่อในไฟล์ถัดไป
- 页 166–168 ภัยของผู้บวช ๔ ประการ (ภัยจระเข้ ภัยวังน้ำวน ภัยปลาร้าย) ส่วนนี้เป็นตอนท้ายของพระสูตรว่าด้วยภัย ๔ อย่างที่ผู้บวชอาจเผชิญจนลาสิกขา ต่อจากภัยคลื่น (ความโกรธเมื่อถูกสอน) คือภัยจระเข้ซึ่งหมายถึงความละโมบในเรื่องอาหาร (การถือกฎเกณฑ์เรื่องกินของสงฆ์อย่างเคร่งครัดจนทนไม่ได้), ภัยวังน้ำวนซึ่งหมายถึงกามคุณ ๕ ที่ทำให้อยากสึกไปเสพสุขทางโลก และภัยปลาร้ายซึ่งหมายถึงมาตุคาม (สตรี) ที่ทำให้จิตกำหนัดจนสึก พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่ากุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธาพึงระวังภัยทั้งสี่นี้ไว้เสมอ เนื้อหาเป็นอุปมาเปรียบการเดินทางในแม่น้ำที่เต็มไปด้วยอันตรายกับชีวิตนักบวช
- 页 168–172 บุคคล ๔ จำพวกผู้ได้ฌาน ๔ กับการเกิดในพรหมโลก พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่ได้ฌานที่ ๑ ถึงฌานที่ ๔ แล้วยินดีติดใจในฌานนั้นจนไปเกิดเป็นพรหมตามระดับ (พรหมกายิกา อาภัสสระ สุภกิณหะ เวหัปผละ) ตามลำดับอายุขัยที่ยาวขึ้น สาระสำคัญคือความต่างระหว่างปุถุชนกับอริยสาวก คือปุถุชนแม้ได้ฌานสูงก็ยังต้องเวียนกลับมาเกิดในนรก เดรัจฉาน หรือเปรตอีกเมื่อสิ้นอายุพรหม เพราะไม่ตัดกิเลสถึงราก แต่อริยสาวกของพระพุทธเจ้าเมื่อสิ้นอายุพรหมนั้นก็ปรินิพพานในภพนั้นเลย นอกจากนี้ยังมีอีกสูตรที่เสริมว่าหากผู้ได้ฌานพิจารณาเห็นรูปนามในฌานนั้นโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนั
- 页 172–176 บุคคล ๔ จำพวกผู้เจริญพรหมวิหาร ๔ กับการเกิด เนื้อหาคู่ขนานกับสูตรก่อนหน้าแต่เปลี่ยนจากฌานมาเป็นพรหมวิหาร ๔ คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ผู้เจริญแต่ละข้ออย่างแผ่ไพศาลไม่มีประมาณแล้วยินดีติดใจ จะไปเกิดเป็นพรหมตามลำดับชั้นเช่นเดียวกับฌาน และมีข้อแตกต่างระหว่างปุถุชนกับอริยสาวกเช่นเดิมคือปุถุชนต้องกลับมาเวียนว่ายอีกแต่อริยสาวกปรินิพพานในภพนั้น จากนั้นมีอีกสูตรเสริมว่าหากเจริญพรหมวิหารพร้อมกับพิจารณาเห็นรูปนามในภาวะนั้นโดยไตรลักษณ์ด้วย จะไปเกิดในสุทธาวาสซึ่งเป็นภูมิเฉพาะของพระอนาคามี แสดงให้เห็นว่าพรหมวิหารอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องประกอบด้วยปัญ
- 页 176–177 อัศจรรย์ ๔ ประการเมื่อพระตถาคตอุบัติ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุอัศจรรย์ ๔ ประการที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยการอุบัติของพระตถาคตผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ ขณะที่พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตเทวโลกลงสู่ครรภ์มารดา ขณะประสูติจากครรภ์มารดา ขณะตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และขณะทรงแสดงธรรมจักรเป็นครั้งแรก แต่ละครั้งจะมีแสงสว่างอันไพบูลย์เกินกว่าเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลายปรากฏไปทั่วโลกธาตุ แม้กระทั่งในโลกันตริกนรกที่มืดมิดจนแสงจันทร์แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ก็ยังมีแสงสว่างนี้ปรากฏให้สรรพสัตว์ที่อยู่ในที่นั้นมองเห็นกันได้
- 页 177–178 อัศจรรย์ ๔ ประการ: หมู่สัตว์ยินดีในสิ่งตรงข้ามธรรมแต่ยังฟังธรรมด้วยดี พระสูตรนี้แสดงอัศจรรย์อีกชุดหนึ่งที่เกี่ยวกับการอุบัติของพระตถาคต คือแม้หมู่ประชาชนจะยินดีติดพันอยู่ในความอาลัย (ตัณหา), ในมานะ, ในความไม่สงบ, และในอวิชชาอันเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน แต่เมื่อพระตถาคตทรงแสดงธรรมที่ตรงกันข้าม คือธรรมเพื่อความหมดอาลัย ธรรมเพื่อกำจัดมานะ ธรรมเพื่อความสงบ และธรรมเพื่อกำจัดอวิชชา หมู่ชนเหล่านั้นกลับตั้งใจฟังด้วยดี น้อมโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง นี่ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์เพราะขัดกับธรรมชาติทั่วไปของปุถุชนที่มักไม่ชอบฟังธรรมที่ขัดกับกิเลสของตน
- 页 178–180 อัศจรรย์ ๔ ประการของพระอานนท์ เทียบกับพระเจ้าจักรพรรดิ พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติอัศจรรย์ ๔ ประการของพระอานนท์ คือบริษัททั้งสี่ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) เมื่อเข้าไปพบท่านก็ปลื้มใจ เมื่อท่านแสดงธรรมก็ยิ่งปลื้มใจ และยังไม่อิ่มด้วยการฟังจนกว่าท่านจะหยุดพูด จากนั้นทรงเปรียบเทียบกับอัศจรรย์ ๔ ประการของพระเจ้าจักรพรรดิที่ทำให้บริษัทกษัตริย์ พราหมณ์ คหบดี และสมณะรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อเข้าเฝ้าและฟังพระดำรัส แสดงให้เห็นว่าพระอานนท์มีเสน่ห์และปฏิภาณในการแสดงธรรมเทียบเท่าพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ท้ายหน้า ๑๘๐ เป็นการจบภยวรรคที่ ๓ พร้อมคาถาสรุปหัวข้อ (อุทาน)
- 页 181–182 บุคคล ๔ จำพวกตามสังโยชน์ที่ละได้ (เริ่มปุคคลวรรค) เริ่มต้นปุคคลวรรคที่ ๔ ด้วยการจำแนกบุคคล ๔ จำพวกตามการละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) และสังโยชน์ที่เกี่ยวกับการเกิดใหม่ ได้แก่ พระสกทาคามีผู้ยังละสังโยชน์เบื้องต่ำไม่ได้เลย, พระอนาคามีแบบอันตราปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานในระหว่างภพ) ผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้วแต่ยังมีสังโยชน์เกี่ยวกับภพเหลืออยู่บางส่วน และพระอรหันต์ขีณาสพผู้ละสังโยชน์ทั้งหมดได้หมดสิ้น เนื้อหานี้เป็นการจัดลำดับขั้นของอริยบุคคลตามความละเอียดของกิเลสที่ยังเหลืออยู่
- 页 182–185 บุคคล ๔ จำพวกในหัวข้อต่างๆ (ปฏิภาณ ความเพียร โทษ ศีลสมาธิปัญญา) ช่วงนี้เป็นชุดพระสูตรสั้นๆ หลายสูตรที่จำแนกบุคคล ๔ จำพวกในหัวข้อต่างๆ อย่างรวบรัด ได้แก่ ผู้มีปฏิภาณเฉพาะเมื่อมีผู้ถามกับผู้มีปฏิภาณโดยไม่ต้องมีผู้ถาม, ผู้เรียนรู้ธรรมได้เร็วช้าต่างกัน ๔ ระดับ (อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ), ผู้อาศัยผลของความเพียรกับผู้อาศัยผลของกรรมเก่าเลี้ยงชีวิต, บุคคลผู้มีโทษมาก-น้อยทางกาย วาจา ใจ ไล่ระดับจากสาวัชชะถึงอนวัชชะ และบุคคลผู้บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา ครบถ้วนหรือไม่ครบถ้วนตามลำดับ เนื้อหาเหล่านี้เป็นการจัดหมวดหมู่คุณลักษณะของบุคคลเพื่อใช้พิจารณาว่าตนอยู่ในร
- 页 185–187 บุคคล ๔ จำพวกกาย-จิตสงัด และธรรมกถึก ๔ ประเภท ส่วนแรกกล่าวถึงบุคคล ๔ จำพวกจำแนกตามกายและจิตว่าสงัดหรือไม่สงัดจากกิเลส เช่น ผู้อยู่ป่าแต่จิตยังคิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน ถือว่ากายสงัดแต่จิตไม่สงัด ตรงข้ามกับผู้ไม่อยู่ป่าแต่จิตคิดถึงเนกขัมมะ ไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียน แสดงให้เห็นว่าความสงัดที่แท้จริงอยู่ที่จิตมิใช่สถานที่ ส่วนที่สองกล่าวถึงธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ๔ ประเภทตามการพูดน้อยหรือมากและว่าเหมาะสมกับบริษัทผู้ฟังหรือไม่ โดยสรุปว่าไม่ว่าจะพูดน้อยหรือมาก หากเหมาะสมกับผู้ฟังก็นับว่าเป็นธรรมกถึกที่ดีสำหรับบริษัทนั้น
- 页 187 นักโต้วาที ๔ ประเภท (จบปุคคลวรรค) พระสูตรสั้นๆ นี้จำแนกนักโต้วาที (วาที) ๔ ประเภทตามความหมดไปของถ้อยคำ คือหมดเนื้อความแต่ไม่หมดสำนวน, หมดสำนวนแต่ไม่หมดเนื้อความ, หมดทั้งสองอย่าง และไม่หมดทั้งสองอย่าง สรุปว่าเป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา ๔ (ความแตกฉานทางเนื้อความ สำนวน นิรุตติ และปฏิภาณ) จะจนแต้มทั้งเนื้อความและสำนวน ถือเป็นการปิดท้ายปุคคลวรรคที่ ๔
- 页 187–189 แสงสว่าง ๔ ประเภท กาล ๔ วจีสุจริต-ทุจริต และแก่นสาร ๔ อาภาวรรคที่ ๕ รวมพระสูตรสั้นหลายสูตรที่เปรียบเทียบแสงสว่าง ๔ ชนิด (จันทร์ อาทิตย์ ไฟ และปัญญา) ในหลายคำ เช่น อาภา ปภา อาโลกา โอภาสา ปชโชตา โดยสรุปทุกครั้งว่าแสงแห่งปัญญาเป็นเลิศกว่าแสงอื่นทั้งหมด เพราะสามารถส่องให้เห็นสัจธรรมที่แสงทางกายภาพทำไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีกาล ๔ ที่เอื้อต่อความก้าวหน้าทางธรรม (การฟังธรรม การสนทนาธรรม การทำสมถะ การทำวิปัสสนา) วจีทุจริตและวจีสุจริต ๔ อย่าง และแก่นสาร ๔ ประการ (ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ) ปิดท้ายด้วยการจบปัณณาสก์ที่ ๓ พร้อมคาถาสรุป
- 页 190–191 อินทรีย์ ๔ พละหลายชุด และกัปป์ที่นับไม่ได้ ๔ เริ่มปัณณาสก์ที่ ๔ ด้วยอินทรียวรรคที่ ๑ แสดงอินทรีย์ ๔ (สัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา) และพละหลายชุดที่มีองค์ประกอบต่างกันไป เช่น สัทธาพละ วิริยพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ชุดหนึ่ง และปัญญาพละ วิริยพละ อนวัชชพละ สังคาหกพละ อีกชุดหนึ่ง แสดงว่าพละสามารถจัดกลุ่มได้หลายแบบตามบริบท จากนั้นทรงแสดงกัปป์ที่นับไม่ได้ ๔ ประเภท (สังวัฏฏกัปป์ สังวัฏฏัฏฐายีกัปป์ วิวัฏฏกัปป์ วิวัฏฏัฏฐายีกัปป์) ซึ่งเป็นช่วงเวลาของโลกที่ยาวนานเกินกว่าจะนับเป็นปีหรือแม้แสนปีได้
- 页 191–193 โรคกาย-โรคใจ และโรคของนักบวช ๔ ประการ พระพุทธเจ้าทรงแยกโรค ๒ ประเภทคือโรคทางกายและโรคทางใจ ตรัสว่าสัตว์ที่ปฏิญาณตนว่าไม่มีโรคทางกายแม้เป็นเวลาร้อยปีขึ้นไปยังพอหาได้ แต่สัตว์ที่ไม่มีโรคทางใจแม้เพียงชั่วครู่นั้นหาได้ยากยิ่ง เว้นแต่พระขีณาสพเท่านั้น จากนั้นทรงแสดงโรคของนักบวช ๔ ประการ คือความมักมาก ความไม่พอใจ ความไม่สันโดษในปัจจัยสี่ และการขวนขวายหาลาภสักการะชื่อเสียงโดยใช้เล่ห์เหลี่ยม (เข้าหาตระกูล นั่ง พูด ขับถ่าย ด้วยการคำนวณเพื่อผลประโยชน์) ทรงสอนให้ภิกษุฝึกตนให้สันโดษ อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและถ้อยคำหยาบคาย เพื่อไม่ให้ตกอยู่
- 页 193–194 พระสารีบุตรแสดงธรรมเรื่องความเสื่อมจากกุศลธรรม พระสารีบุตรแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ผู้ใดเห็นธรรม ๔ ประการในตน คือความหนาแน่นของราคะ โทสะ โมหะ และปัญญาจักษุไม่หยั่งลงในฐานะและอฐานะอันลึกซึ้ง พึงถือว่าตนกำลังเสื่อมจากกุศลธรรม ส่วนผู้ใดเห็นตรงข้าม คือราคะโทสะโมหะเบาบางและปัญญาจักษุหยั่งลงในฐานะอันลึกซึ้งได้ พึงถือว่าตนไม่เสื่อมจากกุศลธรรม เป็นคำสอนให้ภิกษุหมั่นสำรวจตนเองเพื่อวัดความก้าวหน้าทางธรรม
- 页 194–197 พระอานนท์แสดงธรรมโปรดภิกษุณีผู้อาพาธ มีภิกษุณีรูปหนึ่งป่วยหนักส่งคนไปนิมนต์พระอานนท์ แต่เมื่อท่านมาถึงกลับเอาผ้าคลุมศีรษะนอนหลบเพราะความอาย พระอานนท์จึงแสดงธรรมว่ากายนี้เกิดจากอาหาร ตัณหา มานะ และเมถุนธรรม จึงต้องละสิ่งเหล่านั้นตามลำดับ โดยอธิบายว่าภิกษุพึงฉันอาหารด้วยปัญญาพิจารณา ละตัณหาด้วยการตั้งเป้าหมายบรรลุธรรมตามที่ได้ยินผู้อื่นบรรลุ ละมานะด้วยการไม่ยกตนข่มท่านเมื่อเห็นผู้อื่นบรรลุธรรม และเมถุนธรรมเป็นสะพานที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ตัดขาด เมื่อภิกษุณีได้ฟังธรรมนี้ก็สำนึกผิดในความประมาทของตนและขอแสดงโทษต่อพระอานนท์ ซึ่งท่านก็รับการ
- 页 197–199 สุคตและสุคตวินัย กับธรรมที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมหรือดำรงอยู่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าทั้งพระสุคต (ตัวพระตถาคตผู้บรรลุธรรม) และสุคตวินัย (คำสอนที่ไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลางที่สุด) ต่างเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนและเทวดามนุษย์ทั้งหลาย จากนั้นทรงแสดงธรรม ๔ ประการที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญ ได้แก่ การเรียนพระสูตรผิดบทผิดพยัญชนะ, ภิกษุว่ายากไม่รับฟังคำสอน, ผู้ทรงความรู้ไม่สอนสืบทอดสูตรอย่างถูกต้อง, และพระเถระเกียจคร้านไม่เพียรทำให้รุ่นหลังเอาอย่าง ส่วนธรรม ๔ ประการตรงข้ามย่อมทำให้พระสัทธรรมดำรงอยู่ยั่งยืน ปิดท้ายด้วยการจบอินทรียวรรคที่ ๑
- 页 200–207 ปฏิปทา ๔ (ทางปฏิบัติยาก-ง่าย รู้เร็ว-รู้ช้า) ปฏิปทาวรรคที่ ๒ แสดงปฏิปทา ๔ แบบซ้ำหลายครั้งในมุมต่างๆ คือทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา (ปฏิบัติลำบากและรู้ช้า) ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว) สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา และสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา โดยอธิบายว่าความยากง่ายและช้าเร็วขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นมีราคะโทสะโมหะแรงกล้าตามธรรมชาติหรือไม่ และอินทรีย์ ๕ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) อ่อนหรือแก่กล้าเพียงใด นอกจากนี้ยังโยงกับการเจริญอสุภสัญญา อาหาเรปฏิกูลสัญญา และการเจริญฌาน ๔ ว่าล้วนเป็นปัจจัยส่งผลต่อความเร็วช้าในการบรรลุธรรม ตอนท้ายยังมีปฏิปทา
- 页 207–209 พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะสนทนาเรื่องปฏิปทาที่ทำให้จิตหลุดพ้น พระสารีบุตรเข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานะและถามว่าในบรรดาปฏิปทา ๔ อย่าง ท่านอาศัยปฏิปทาใดจึงหลุดพ้นจากอาสวะโดยไม่ยึดมั่น พระโมคคัลลานะตอบว่าท่านอาศัยทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา (ปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว) จากนั้นพระมหาโมคคัลลานะก็ไปถามพระสารีบุตรคำถามเดียวกันกลับ พระสารีบุตรตอบว่าท่านอาศัยสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา (ปฏิบัติสบายและรู้เร็ว) แสดงให้เห็นว่าพระอัครสาวกทั้งสองแม้บรรลุอรหัตต์เหมือนกันแต่มีวิถีทางปฏิบัติที่ต่างกัน
- 页 209–213 บุคคลปรินิพพาน ๔ แบบ และพระอานนท์แสดงมรรค ๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกผู้ปรินิพพานต่างกันตามว่าใช้ความเพียรมากหรือน้อย (สสังขาร-อสังขารปรินิพพายี) และปรินิพพานในปัจจุบันชาติหรือหลังจากตายไปแล้ว โดยอธิบายว่าผู้เจริญอสุภสัญญาและอาศัยเสขพละ ๕ จนอินทรีย์แก่กล้าจะปรินิพพานแบบอสังขาร ส่วนผู้อินทรีย์ยังอ่อนต้องใช้ความเพียรมากจะปรินิพพานแบบสสังขาร จากนั้นพระอานนท์แสดงมรรค ๔ ทางที่ภิกษุใช้บรรลุอรหัตต์ ได้แก่ เจริญวิปัสสนามีสมถะนำหน้า เจริญสมถะมีวิปัสสนานำหน้า เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน และเมื่อจิตฟุ้งซ่านด้วยธรรมุทธัจจ์ก็อาศัยจิตที่สงบตั้ง
- 页 213–216 เหตุแห่งสุขทุกข์ภายใน อัตภาพ ๔ ประเภท และเทวดาเนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญเจตนิยวรรคที่ ๓ เริ่มด้วยคำสอนว่าสุขทุกข์ภายในเกิดจากการกระทำทางกาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะทำเองหรือผู้อื่นทำให้ โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม และล้วนมีอวิชชาเป็นรากฐาน เมื่อดับอวิชชาได้หมดสิ้นเหตุแห่งสุขทุกข์ก็ดับไปด้วย จากนั้นทรงแสดงอัตภาพ ๔ ประเภทตามว่าเจตนาของตนเองหรือของผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิด พระสารีบุตรทูลถามขยายความจนพระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าเทวดาชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นตัวอย่างของอัตภาพที่เกิดจากทั้งเจตนาตนและผู้อื่นไม่เกี่ยวข้อง และตรัสอธิบายเหตุที่ทำให้ผู้บางคนที่ตายจากภพนั้นต้องกลับมาเกิด
- 页 216–220 พระสารีบุตรแสดงปฏิสัมภิทา ๔ และคำถามเรื่องผัสสายตนะ ๖ ดับ พระสารีบุตรประกาศแก่ภิกษุทั้งหลายว่าเมื่อบวชได้เพียงกึ่งเดือนท่านก็บรรลุปฏิสัมภิทาทั้งสี่ (อัตถะ ธรรมะ นิรุตติ ปฏิภาณ) อย่างละเอียดแล้ว พร้อมท้าให้ผู้มีข้อสงสัยมาถามได้โดยตรง จากนั้นพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปถามพระสารีบุตรด้วยปัญหาปฏิเสธสี่เชิง (จตุกโกฏิ) ว่าเมื่อผัสสายตนะ ๖ ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือแล้ว ยังมีสิ่งอื่นอยู่หรือไม่ พระสารีบุตรตอบว่าคำถามแต่ละแบบล้วนเป็นการทำให้ปปัญจะ (ความเนิ่นช้าทางความคิด) ขยายตัวออกไปอีก เพราะขอบเขตของปปัญจะมีเท่ากับขอบเขตของผัสสายตนะ ๖ เท่านั้น เมื่อผัสสายตนะดับ ปปัญจะก็ด
- 页 221 บทสรุปการสนทนาเรื่องวิชชาและจรณะ (ต่อจากสูตรก่อนหน้า) ส่วนนี้เป็นตอนท้ายของบทสนทนาที่เริ่มมาก่อนหน้าช่วงนี้ (สูตรโกฏฐิกะ) ระหว่างภิกษุสองรูปที่ซักถามกันว่าอะไรทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ ระหว่างวิชชาอย่างเดียว จรณะอย่างเดียว หรือทั้งวิชชาและจรณะรวมกัน คำตอบชี้ว่าทั้งวิชชาและจรณะอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพังไม่พอ ปุถุชนที่ขาดจรณะย่อมไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง ต้องเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะจึงจะรู้เห็นตามจริงและกระทำที่สุดทุกข์ได้
- 页 221–222 ตุลาสูตร (มาตรฐานเปรียบเทียบ) พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้มีศรัทธา เมื่อปรารถนาความดีงามควรตั้งความปรารถนาให้เป็นเช่นบุคคลตัวอย่างที่เป็นมาตรฐาน (ตุลา) คือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะสำหรับภิกษุ พระเขมาและพระอุบลวรรณาสำหรับภิกษุณี จิตตคหบดีและหัตถกอาฬวกะสำหรับอุบาสก และขุชชุตตราอุบาสิกากับนันทมาตาสำหรับอุบาสิกา แสดงให้เห็นว่าพระศาสดาทรงยกบุคคลเหล่านี้เป็นแบบอย่างสูงสุดของพุทธบริษัทแต่ละประเภท
- 页 222–223 ราหุลสูตร ว่าด้วยธาตุสี่ พระพุทธเจ้าทรงสอนพระราหุลให้พิจารณาธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งที่เป็นภายในตัวและภายนอกตัวว่า ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วจิตย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในธาตุเหล่านั้น ผู้ที่ไม่ยึดถือธาตุทั้งสี่ว่าเป็นตนหรือของตนได้ชื่อว่าตัดตัณหา คลายสังโยชน์ และทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
- 页 223–226 บุคคลสี่จำพวกกับเจโตวิมุตติ (อุปมากิ่งไม้และบ่อโคลน) พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคลสี่จำพวกที่เข้าถึงเจโตวิมุตติแล้วน้อมจิตพิจารณาความดับแห่งสักกายะหรือความกระจายแห่งอวิชชา แต่จิตไม่แล่นเข้าไปบ้าง แล่นเข้าไปบ้าง โดยเปรียบผลลัพธ์ด้วยอุปมามือที่เปื้อนยางจับกิ่งไม้ (ยึดติด) กับมือสะอาดจับกิ่งไม้ (ไม่ยึดติด) และอุปมาบ่อโคลนที่เปิดหรือปิดทางน้ำเข้าออก แสดงให้เห็นเงื่อนไขที่จิตจะหลุดพ้นจากกิเลสได้จริงหรือไม่
- 页 226–227 พระอานนท์สนทนากับพระสารีบุตร เรื่องเหตุแห่งการไม่ปรินิพพาน พระอานนท์ถามพระสารีบุตรว่าเหตุใดสัตว์บางพวกจึงไม่ปรินิพพานในปัจจุบันชาติ พระสารีบุตรตอบว่าเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงถึงสัญญาสี่ประเภท คือ สัญญาฝ่ายเสื่อม ฝ่ายตั้งอยู่ ฝ่ายวิเศษ และฝ่ายชำแรกกิเลส ส่วนผู้ที่รู้ชัดสัญญาทั้งสี่นี้ตามความเป็นจริงย่อมสามารถปรินิพพานได้ในปัจจุบันชาติ
- 页 227–231 มหาปเทสสี่ (หลักตรวจสอบคำสอน) พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักมหาปเทสสี่ประการที่ใช้ตรวจสอบว่าคำกล่าวใดเป็นพุทธพจน์จริงหรือไม่ ไม่ว่าจะอ้างว่าได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าเอง จากสงฆ์พร้อมพระเถระ จากภิกษุผู้เป็นพหูสูตหลายรูป หรือจากพระเถระรูปเดียวผู้ทรงความรู้ ในทุกกรณีไม่ให้ด่วนเชื่อหรือปฏิเสธทันที แต่ต้องนำถ้อยคำนั้นมาเทียบเคียงกับพระสูตรและพระวินัยก่อน หากสอดคล้องจึงถือว่าเรียนมาถูกต้อง หากไม่สอดคล้องพึงทิ้งเสีย หลักนี้เป็นเกณฑ์สำคัญในการรักษาความบริสุทธิ์ของคำสอน จบวรรคที่ ๓ (สัญเจตนิยวรรค)
- 页 231–232 โยธาชีวสูตร (นักรบสี่คุณสมบัติ) เริ่มวรรคที่ ๔ (โยธาชีววรรค) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบนักรบผู้สมควรแก่ตำแหน่งของพระราชาว่าต้องมีองค์สี่ คือ ยืนหยัดในที่ตั้งได้ ยิงได้ไกล ยิงได้แม่นในชั่วขณะ และทำลายกายใหญ่ได้ ฉันใด ภิกษุผู้สมควรแก่ทักษิณาก็ต้องมีองค์สี่คล้ายกัน คือ มีศีล เห็นรูปนามตามจริงว่าไม่ใช่ตน รู้อริยสัจสี่โดยไม่พลาด และทำลายกองอวิชชาใหญ่ได้
- 页 232–233 สิ่งที่ไม่มีใครรับประกันได้สี่ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าไม่มีสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหมใดในโลกจะรับประกันได้ว่า สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาจะไม่แก่ สิ่งที่มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาจะไม่เจ็บป่วย สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดาจะไม่ตาย และผลของกรรมชั่วที่ทำไว้จะไม่เกิดผล เป็นการเตือนให้ตระหนักถึงกฎธรรมชาติที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้
- 页 233–235 วัสสการพราหมณ์ถามเรื่องสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้ง วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทรงเห็นด้วยหรือไม่กับหลักที่ว่าไม่ควรตำหนิผู้ที่พูดตามสิ่งที่ตนเห็น ได้ยิน รู้สึก หรือรู้แจ้งจริง พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ไม่ได้สอนว่าทุกสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก รู้แจ้งควรพูดหรือไม่ควรพูดเสมอไป แต่ให้พิจารณาว่าการพูดนั้นทำให้อกุศลธรรมเจริญหรือกุศลธรรมเจริญเป็นเกณฑ์ตัดสิน
- 页 235–238 ชานุสโสณีพราหมณ์ถามเรื่องความกลัวตาย ชานุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่ามีคนที่แม้จะต้องตายแต่ไม่กลัวตายหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคลสี่จำพวกที่กลัวตายเมื่อป่วยหนัก คือ ผู้ยังติดในกาม ผู้ยังติดในกาย ผู้ทำบาปไว้มาก และผู้ยังสงสัยไม่แน่ใจในสัทธรรม กับบุคคลสี่จำพวกที่ตรงข้ามซึ่งไม่กลัวตายเพราะปราศจากความติดในกามและกาย ไม่ทำบาป และไม่สงสัยในธรรม พราหมณ์ฟังแล้วเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- 页 238–241 พราหมณสัจจ์สี่ประการ ณ ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังที่อยู่ของปริพาชกต่างศาสนาซึ่งกำลังสนทนากันเรื่อง "พราหมณสัจจ์" จึงทรงแสดงพราหมณสัจจ์สี่ประการที่พระองค์ตรัสรู้เอง คือ สัตว์ทั้งปวงไม่ควรถูกฆ่า กามทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์แปรปรวน ภพทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์แปรปรวน และ "เราไม่มีในที่ไหนๆ ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราในที่ไหนๆ" ผู้ที่รู้แจ้งความจริงเหล่านี้ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย คลายกำหนัด และดับกิเลสตามลำดับ
- 页 241–243 ภิกษุทูลถามสี่ปัญหา (จิตนำโลก พหูสูต นิพเพธิกปัญญา บัณฑิต) ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าสี่ปัญหาต่อเนื่องกัน คือ อะไรนำโลกไป (พระองค์ตอบว่าจิตเป็นผู้นำโลกไป) อย่างไรจึงเรียกว่าพหูสูตทรงธรรม (คือทรงจำธรรมได้มากและเข้าใจแทงตลอดด้วยปัญญา) อย่างไรจึงเรียกว่าผู้มีปัญญาแทงตลอด (คือรู้อริยสัจสี่ด้วยปัญญาแทงตลอดความหมาย) และอย่างไรจึงเรียกว่าบัณฑิตมีปัญญามาก (คือผู้ไม่คิดเบียดเบียนตนหรือผู้อื่น คิดแต่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ทุกฝ่าย)
- 页 243–246 วัสสการพราหมณ์ถามเรื่องการรู้จักคนดีคนชั่ว วัสสการพราหมณ์ทูลถามว่าคนพาลจะรู้จักคนพาลหรือคนดีได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนพาลไม่อาจรู้จักทั้งคนพาลและคนดีด้วยกันได้ แต่คนดีย่อมรู้จักทั้งคนดีและคนพาลได้ พราหมณ์จึงเล่าเรื่องที่เคยมีผู้กล่าวหาพระเจ้าเอเฬยยะว่าโง่เขลาที่นับถือสมณะรามปุตตะ และพระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุผลว่าเหตุใดผู้มีปัญญาแท้จริงเท่านั้นจึงจะได้รับความเลื่อมใสจากผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง
- 页 246–248 อุปกมัณฑิกาบุตร ว่าด้วยการติเตียนผู้อื่น อุปกมัณฑิกาบุตรทูลว่าตนถือหลักว่าผู้ใดกล่าวติเตียนผู้อื่นแต่ไม่อาจพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ย่อมมีความผิด พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าตามหลักนี้ อุปกะเองก็กำลังติเตียนพระองค์โดยไม่อาจพิสูจน์ได้ อุปกะจนมุมยอมรับว่าตนติดบ่วงวาทะของพระพุทธเจ้า ต่อมาเมื่ออุปกะไปเล่าเรื่องนี้แก่พระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาก็ทรงกริ้วและตำหนิอุปกะที่บังอาจดูหมิ่นพระพุทธเจ้า
- 页 248 ธรรมที่พึงทำให้แจ้งสี่ประการ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสี่ประการที่พึงทำให้แจ้งด้วยอวัยวะหรือญาณต่างกัน คือ วิโมกข์แปดพึงทำให้แจ้งด้วยกาย ปุพเพนิวาสานุสติพึงทำให้แจ้งด้วยสติ จุติและอุบัติของสัตว์พึงทำให้แจ้งด้วยจักษุ(ทิพย์) และความสิ้นอาสวะพึงทำให้แจ้งด้วยปัญญา เป็นการจัดหมวดหมู่มรรคผลตามอวัยวะหรือกำลังที่ใช้บรรลุ
- 页 248–251 บริษัทในวันอุโบสถ กับภิกษุสี่จำพวก ในวันอุโบสถขณะพระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางหมู่สงฆ์ที่นิ่งสงบ พระองค์ตรัสสรรเสริญบริษัทว่าบริสุทธิ์ปราศจากคำพูดเปล่าประโยชน์ แล้วทรงจำแนกภิกษุในสงฆ์เป็นสี่จำพวกตามภูมิธรรมที่บรรลุ คือ ผู้ถึงภาวะเทวะ (ด้วยฌานสี่) ผู้ถึงภาวะพรหม (ด้วยพรหมวิหารสี่) ผู้ถึงภาวะไม่หวั่นไหว (ด้วยอรูปฌาน) และผู้ถึงภาวะอริยะ (ด้วยการรู้อริยสัจสี่) จบวรรคที่ ๔ (โยธาชีววรรค)
- 页 251–254 อานิสงส์สี่ของธรรมที่ทรงจำไว้ดี (เริ่มมหาวรรค) เริ่มวรรคที่ ๕ (มหาวรรค) พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์สี่ประการของภิกษุผู้เรียนธรรมจนซึมซาบทางใจ แม้จะหลงลืมสติตายไปเกิดเป็นเทพ ก็ยังสามารถระลึกธรรมได้อย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงกลองหรือเสียงสังข์ หรือได้ฟังเทพบุตรแสดงธรรม หรือมีเทพชาวอุปปาติกะที่เคยประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกันมาช่วยเตือนความจำให้ระลึกได้ เปรียบดังคนคุ้นเสียงกลองที่พอได้ยินก็รู้ทันที
- 页 254–259 เหตุที่พึงรู้จักบุคคลด้วยสี่ฐานะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน ความสะอาดใจ(โสไจย)พึงรู้ได้ด้วยการทำธุรกิจติดต่อกัน กำลังใจ(ถาม)พึงรู้ได้เมื่อประสบภัยพิบัติ และปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนาไต่ถาม โดยต้องใช้เวลานานพอสมควรและต้องตั้งใจพิจารณาด้วยปัญญาจึงจะประเมินได้ถูกต้อง มีอุปมาคนยืนริมสระเห็นปลาเล็กหรือปลาใหญ่โผล่ผุดขึ้นมา สามารถคาดเดาขนาดปลาได้จากลักษณะการเคลื่อนไหว เปรียบกับการประเมินปัญญาของผู้อื่นจากลีลาการตอบปัญหา
- 页 259–264 ภัททิยลิจฉวี กับข้อกล่าวหาเรื่องเวทมนตร์ล่อลวง (อาวัฏฏนีมายา) ภัททิยลิจฉวีทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องข่าวลือว่าทรงมีเวทมนตร์ล่อลวงสาวกของศาสนาอื่น พระพุทธเจ้าตรัสสอนหลักการไม่ให้เชื่อสิ่งใดเพียงเพราะฟังตามกันมา ตามประเพณี ตามคำเล่าลือ ตามตำรา หรือตามการคาดคะเนเหตุผล แต่ให้พิจารณาด้วยตนเองว่าธรรมใดเป็นอกุศลมีโทษควรละ ธรรมใดเป็นกุศลไม่มีโทษควรถือปฏิบัติ โดยทรงยกตัวอย่างโลภะ โทสะ โมหะ และความมักโกรธว่าล้วนเป็นเหตุแห่งอกุศลกรรม ภัททิยฟังแล้วเลื่อมใสยอมรับว่า "เวทมนตร์" เช่นนี้แหละที่ตนปรารถนาให้ทุกคนถูกล่อลวง
- 页 264–266 พยัคฆปัชชะ องค์แห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์สี่ประการ พระอานนท์แสดงธรรมแก่ชาวโกลิยะเมืองสาปุคะว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์แห่งความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์สี่ประการ คือ ความบริสุทธิ์แห่งศีล ความบริสุทธิ์แห่งจิต (ด้วยฌานสี่) ความบริสุทธิ์แห่งทิฏฐิ (ด้วยการรู้อริยสัจ) และความบริสุทธิ์แห่งวิมุตติ (การคลายจิตจากธรรมที่ควรกำหนัดและหลุดพ้นจากธรรมที่ควรหลุดพ้น) โดยในแต่ละข้อต้องมีฉันทะ ความเพียร ความบากบั่น สติ และสัมปชัญญะประกอบ เพื่อความหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย
- 页 266–271 วัปปะศากยะสาวกนิครนถ์ สนทนาเรื่องความสำรวมกับพระโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้า วัปปะซึ่งเป็นสาวกนิครนถ์สนทนากับพระโมคคัลลานะเรื่องเหตุที่ทำให้อาสวะที่ก่อทุกข์ไม่เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมกายวาจาใจ ต่อมาพระพุทธเจ้าเสด็จมาซักถามยืนยันหลักการเดียวกัน คือ ผู้สำรวมทางกาย วาจา ใจ และปราศจากอวิชชาย่อมไม่สร้างกรรมใหม่ และกรรมเก่าก็ค่อยๆ สิ้นไป ผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบเช่นนี้ย่อมมีธรรมประจำใจหกประการ คือ เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจเป็นกลางไม่ยินดียินร้าย เปรียบดังตอไม้ที่ถูกขุดรากถอนโคนจนเงาไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก วัปปะฟังแล้วเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก
- 页 271–275 สาฬหลิจฉวีและอภัยลิจฉวี ถามเรื่องการข้ามโอฆะด้วยศีลบริสุทธิ์กับการทรมานตน สาฬหลิจฉวีทูลถามว่าการข้ามพ้นโอฆะ (กิเลสดุจกระแสน้ำ) ด้วยความบริสุทธิ์แห่งศีลกับด้วยการทรมานตน (ตโปชิคุจฉา) อย่างไหนที่พระพุทธเจ้าทรงสอน พระองค์ตรัสว่าผู้ทำกาย วาจา ใจไม่บริสุทธิ์ แม้จะถือการทรมานตนก็ไม่อาจข้ามโอฆะได้ เปรียบดังไม้ที่ผิวนอกเกลี้ยงเกลาแต่แก่นในผุจะจมน้ำ ส่วนผู้มีความประพฤติบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจย่อมข้ามโอฆะได้ เปรียบดังเรือที่ไม้ดีทั้งข้างนอกข้างในต่อขึ้นอย่างถูกวิธี จากนั้นทรงแสดงต่อด้วยอุปมานักรบ (เช่นในโยธาชีวสูตร) เชื่อมโยงกับสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาวิมุตติของอริยสาวก
- 页 275 พระนางมัลลิกาเทวีทูลถามเหตุแห่งความงามและฐานะของสตรี (เริ่มต้น) พระนางมัลลิกาเทวีเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้สตรีบางคนรูปไม่งามและยากจน บางคนรูปไม่งามแต่ร่ำรวย บางคนรูปงามแต่ยากจน และบางคนรูปงามทั้งร่ำรวย คำถามนี้เพิ่งเริ่มต้นในหน้าสุดท้ายของไฟล์นี้ ส่วนคำตอบของพระพุทธเจ้าจะปรากฏต่อในเนื้อหาถัดไปนอกขอบเขตไฟล์นี้
- 页 276–279 มัลลิกาสูตร (ตอนจบ) พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระนางมัลลิกาเทวีถึงเหตุที่หญิงบางคนขี้โกรธ ไม่ให้ทาน และอิจฉาริษยา จึงเกิดเป็นคนอัปลักษณ์และยากจนในภายหน้า ส่วนหญิงที่ไม่โกรธ รู้จักให้ทาน และไม่อิจฉา จะเกิดเป็นคนงามและมั่งคั่ง เมื่อฟังแล้วพระนางมัลลิกาทรงสำนึกได้ว่าพระองค์เคยประพฤติเช่นนั้นมาก่อนจึงเป็นเช่นปัจจุบัน แล้วตั้งพระทัยจะเลิกโกรธ รู้จักให้ทาน ไม่อิจฉาต่อไป และประกาศพระองค์เป็นอุบาสิกาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- 页 279–288 อัตตันตปสูตร - บุคคลสี่จำพวก พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่มีอยู่ในโลก คือ ผู้ทรมานตนเอง (นักบวชเปลือยที่บำเพ็ญตบะทรมานร่างกายอย่างรุนแรงหลายแบบ) ผู้เบียดเบียนผู้อื่น (คนฆ่าสัตว์ นักล่า โจร รวมถึงกษัตริย์ผู้บวงสรวงยัญพิธีใหญ่โดยเบียดเบียนสัตว์และบ่าวไพร่) ผู้ทรมานทั้งตนเองและผู้อื่น และผู้ไม่ทรมานทั้งตนเองและผู้อื่น ซึ่งได้แก่ผู้ออกบวชในธรรมวินัยนี้ รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ เจริญสติสัมปชัญญะ บำเพ็ญฌานจนได้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ บรรลุความหลุดพ้น อยู่เป็นสุขในปัจจุบันโดยไม่เบียดเบียนใคร
- 页 288–290 ตัณหาสูตร - ข่ายแห่งตัณหา พระพุทธเจ้าทรงแสดงตัณหาที่แผ่ซ่านครอบงำโลกดุจข่ายหรือรากไม้พันกัน ทำให้สัตว์ไม่อาจพ้นจากอบายและสังสารวัฏ ทรงจำแนกความคิดปรุงแต่งเกี่ยวกับตัวตน เช่น เราเป็นอย่างนี้ เราจักเป็นอย่างนั้น ทั้งที่เนื่องด้วยตนเองและด้วยสิ่งภายนอกอย่างละ ๑๘ ประการ รวมเป็นตัณหาวิจริต ๓๖ แล้วคูณด้วยกาลทั้งสาม (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) รวมเป็น ๑๐๘ ประการ แสดงให้เห็นความละเอียดซับซ้อนของกิเลสตัณหาที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในสังสารวัฏ
- 页 290–296 เปมสูตร - ความรักและความชังเกิดจากกันและกัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุที่ความรัก (เปมะ) และความชัง (โทสะ) เกิดขึ้นได้ ๔ ทาง คือ จากรักเกิดรัก จากรักเกิดชัง จากชังเกิดรัก และจากชังเกิดชัง ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เรารักหรือชังถูกผู้อื่นปฏิบัติต่อในทางที่พึงใจหรือไม่พึงใจ ทรงชี้ว่าเมื่อภิกษุเข้าฌานทั้งสี่ ความรักความชังเหล่านี้ย่อมสงบระงับชั่วคราว แต่เมื่อสิ้นอาสวะบรรลุอรหัตตผลแล้วจะถูกถอนรากถอนโคนถาวร จากนั้นทรงอธิบายเพิ่มเติมว่าผู้ยังมีอัสมิมานะ (ความถือตัวว่ามีตัวตน) ยังฟุ้งขึ้น ยังโต้ตอบเมื่อถูกด่า และยังคุกรุ่นด้วยความยึดถือ ต่างจากพระอรหันต์ผู้
- 页 297–308 สัปปุริสวรรค - อสัตบุรุษกับสัตบุรุษ พระพุทธเจ้าทรงแสดงความแตกต่างระหว่างอสัตบุรุษ (คนไม่ดี) กับผู้เลวยิ่งกว่านั้น (ผู้ทำชั่วเองและชักชวนผู้อื่นให้ทำชั่วด้วย) และระหว่างสัตบุรุษ (คนดี) กับผู้ประเสริฐยิ่งกว่านั้น (ผู้ทำดีเองและชักชวนผู้อื่นให้ทำดีด้วย) โดยทรงยกหลักเกณฑ์ตัดสินหลายชุดตามแบบแผนเดียวกันซ้ำๆ เช่น ศีล ๕ คุณธรรม ๗ ประการ (ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา) กรรมบถ ๗ และ ๑๐ ประการ มรรคที่ผิดและที่ถูกมีองค์ ๘ และ ๑๐ แสดงให้เห็นว่าความดีความชั่วมีทั้งระดับที่ทำเพื่อตนเองและระดับที่แผ่อิทธิพลชักนำผู้อื่นด้วย
- 页 308–310 โสภนวรรค - ผู้ทำให้หมู่คณะเศร้าหมองและงดงาม พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้ทุศีลมีธรรมลามกย่อมทำให้หมู่คณะเศร้าหมอง ส่วนผู้มีศีลมีธรรมงามย่อมทำให้หมู่คณะงดงาม จากนั้นทรงแสดงชุดสูตรซ้ำแบบเดียวกันว่าผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายชั่ว ๔ ประการ (ทุจริตทางกาย วาจา ใจ กับมิจฉาทิฏฐิ หรือความอกตัญญู หรือการอวดอ้างเห็น ได้ยิน รู้สิ่งที่ไม่จริง) ย่อมถูกนำไปสู่นรกเหมือนถูกโยนไปวางไว้ ส่วนผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายดีตรงข้ามย่อมไปสู่สวรรค์
- 页 311–313 ทุจจริตวรรค - คนพาลกับบัณฑิต พระพุทธเจ้าทรงแสดงวจีทุจริตและวจีสุจริตอย่างละ ๔ ประการ แล้วแสดงว่าผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายชั่ว ๔ ประการ (ทุจริตกาย วาจา ใจ กับมิจฉาทิฏฐิ หรือธรรมชุดคล้ายกัน เช่น ความอกตัญญู การล่วงศีล ๕ มรรคที่ผิด การกล่าวเท็จเรื่องที่เห็นที่ได้ยิน) ชื่อว่าเป็นคนพาลผู้ไม่ฉลาด ทำร้ายตนเอง มีผู้รู้ติเตียน และก่อบาปมาก ส่วนผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายตรงข้ามชื่อว่าเป็นบัณฑิตผู้ฉลาด ไม่ทำร้ายตนเอง และก่อบุญมาก
- 页 313 กวีสูตร - กวีสี่ประเภท พระพุทธเจ้าทรงแสดงกวี ๔ จำพวกไว้อย่างสั้นๆ คือ จินตกวี (แต่งจากการคิดพิจารณา) สุตกวี (แต่งจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา) อัตถกวี (แต่งตามเนื้อความหรือเหตุการณ์จริง) และปฏิภาณกวี (แต่งได้ฉับพลันด้วยปฏิภาณ) เป็นสูตรสั้นที่จัดหมวดหมู่ความสามารถทางการประพันธ์ของกวีในสมัยนั้น
- 页 313–324 กัมมวรรค - กรรมดำกรรมขาว พระพุทธเจ้าทรงแสดงกรรม ๔ ประเภทที่ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง คือ กรรมดำมีวิบากดำ (การเบียดเบียนทางกาย วาจา ใจ นำไปเกิดในโลกที่มีแต่ทุกข์เช่นนรก) กรรมขาวมีวิบากขาว (การไม่เบียดเบียน นำไปเกิดในโลกที่มีแต่สุขเช่นพรหมชั้นสุภกิณหา) กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากปนกัน (นำไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาบางพวกที่มีทั้งสุขและทุกข์) และกรรมไม่ดำไม่ขาวอันเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือเจตนาละกรรมสามอย่างแรก ทรงแสดงหลักนี้ซ้ำหลายครั้งพร้อมตัวอย่างต่างกัน เช่น ตรัสแก่พราหมณ์สิขาโมคคัลลานะเพื่อแก้ข้อกล่าวหาว่าพระองค์สอนเรื่องไ
- 页 324–329 อาปัตติภยวรรค - ภัยแห่งอาบัติและเหตุแห่งสังฆเภท พระพุทธเจ้าตรัสถามพระอานนท์เรื่องกรณีพระวาหิยะสัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธ์ที่ก่อความแตกแยกในสงฆ์ แล้วทรงแสดงเหตุ ๔ ประการที่ภิกษุชั่วยินดีต่อการแตกแยกในสงฆ์ คือ กลัวถูกรู้ว่าทุศีล กลัวถูกรู้ว่ามีมิจฉาทิฏฐิ กลัวถูกรู้ว่าเลี้ยงชีพผิด และอยากได้ลาภสักการะ จากนั้นทรงแสดงภัยแห่งอาบัติ ๔ ประเภทผ่านอุปมาที่ชัดเจน คือ โจรถูกนำไปประหารเปรียบกับความกลัวอาบัติปาราชิก ชายแบกสากประกาศความผิดเปรียบกับอาบัติสังฆาทิเสส ชายแบกถุงเถ้าประกาศความผิดเปรียบกับอาบัติปาจิตตีย์ และชายเพียงกล่าวคำสารภาพเปรียบกับอาบัติปาฏิเ
- 页 329–330 สิกขานิสังสสูตร (เริ่มต้น) พระพุทธเจ้าทรงเริ่มแสดงว่าพรหมจรรย์นี้มีการศึกษาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น และมีสติเป็นใหญ่ ทรงอธิบายว่าการศึกษาเป็นอานิสงส์อย่างไร คือทรงบัญญัติสิกขาบทฝ่ายอภิสมาจาร (มารยาทเบื้องต้น) เพื่อความเลื่อมใสของผู้ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของผู้เลื่อมใสแล้ว และทรงบัญญัติสิกขาฝ่ายเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เนื้อหาส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบหน้า ๓๓๐ ยังไม่จบความ คาดว่าจะมีเนื้อหาต่อในส่วนถัดไป
- 页 331–332 เสยยาสูตร (๔ อิริยาบถการนอน) หน้าแรกเป็นตอนท้ายของพระสูตรก่อนหน้าว่าด้วยการมีสติเป็นใหญ่ (สตาธิปเตยยะ) ซึ่งกล่าวถึงพรหมจรรย์ที่มีการศึกษาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องการนอน ๔ แบบ คือ การนอนแบบเปรต (นอนหงาย) แบบผู้บริโภคกาม (นอนตะแคงซ้าย) แบบราชสีห์ (นอนตะแคงขวา เอาเท้าซ้อนเท้า หางสอดระหว่างขาหลัง ตื่นแล้วตรวจดูร่างกายตนเอง หากพบส่วนใดยู่ยี่ก็ไม่พอใจ) และแบบพระตถาคต (ผู้เข้าฌานทั้งสี่) ทรงใช้อาการนอนของราชสีห์เป็นอุปมาความมีสติสำรวมระวังตนแม้ในยามพักผ่อน เปรียบเทียบกับความสำรวมของ
- 页 332 ถูปารหสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงบุคคล ๔ จำพวกที่ควรแก่การสร้างสถูปบรรจุอัฐิไว้บูชา ได้แก่ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกของพระตถาคต และพระเจ้าจักรพรรดิ พระสูตรนี้แสดงหลักเกณฑ์ว่าใครบ้างที่สังคมชาวพุทธควรให้ความเคารพบูชาด้วยการสร้างเจดีย์ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งหรือมีบุญบารมีเป็นเลิศในทางโลกและทางธรรม
- 页 332–333 ปัญญาวุฑฒิสูตรและมนุสสภูตสูตร สองพระสูตรสั้น ๆ ที่มีเนื้อหาซ้ำกันเกือบทั้งหมด แสดงธรรม ๔ ประการที่เป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา และเป็นธรรมที่มีอุปการะมากแก่ผู้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้แก่ การคบสัตบุรุษ การฟังพระสัทธรรม การทำไว้ในใจโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หลักทั้งสี่นี้เป็นกระบวนการพัฒนาปัญญาตามลำดับ เริ่มจากการมีกัลยาณมิตรไปจนถึงการลงมือปฏิบัติจริง
- 页 333 อนริยโวหาร-อริยโวหารสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงถ้อยคำ ๔ คู่ที่เป็นอนริยโวหาร (วาจาไม่ประเสริฐ) คือ พูดว่าเห็นในสิ่งที่ไม่เห็น พูดว่าฟังในสิ่งที่ไม่ได้ฟัง ฯลฯ และในทางกลับกัน คือพูดว่าไม่เห็นในสิ่งที่ไม่เห็นจริง ๆ ก็เป็นอนริยโวหารเช่นกันหากขัดกับความจริง ส่วนอริยโวหารคือการพูดตรงตามความเป็นจริงทั้งในกรณีที่เห็นและไม่เห็น ฟังและไม่ได้ฟัง หลักนี้ชี้ว่าความสัตย์จริงในคำพูดต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงทั้งสองด้าน ไม่ใช่แค่การไม่โกหก พระสูตรนี้ปิดท้ายอาปัตติภยวรรคที่ ๕
- 页 333–334 จตุกกะว่าด้วยธรรมที่พึงรู้ยิ่ง (เปิดอภิญญาวรรค) เริ่มอภิญญาวรรคที่ ๖ พระพุทธเจ้าตรัสธรรม ๔ หมวดที่เกี่ยวเนื่องกับการรู้ยิ่ง (อภิญญา) คือ ธรรมที่พึงกำหนดรู้รอบด้วยปัญญาอันยิ่ง ได้แก่อุปาทานขันธ์ ๕ ธรรมที่พึงละคืออวิชชาและภวตัณหา ธรรมที่พึงเจริญคือสมถะและวิปัสสนา และธรรมที่พึงทำให้แจ้งคือวิชชาและวิมุตติ นี่คือกรอบสรุปภาพรวมของการปฏิบัติธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่การเข้าใจทุกข์ การละสมุทัย การเจริญมรรค จนถึงการบรรลุนิโรธ
- 页 334–335 อนริยปริเยสนา-อริยปริเยสนาสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ ๔ อย่าง คือ ตนเองมีธรรมดาต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย และต้องเศร้าหมองเป็นธรรมดา แต่กลับแสวงหาสิ่งที่มีสภาพเดียวกันนั้นอีก (คือติดอยู่ในกามคุณที่พาให้แก่เจ็บตายเศร้าหมองต่อไป) ส่วนการแสวงหาที่ประเสริฐคือเมื่อเห็นโทษของความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความเศร้าหมองแล้ว หันไปแสวงหาพระนิพพานอันไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่เศร้าหมอง เป็นแอกเกษมจากโยคะ พระสูตรนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเวียนว่ายในสังสารวัฏกับการมุ่งสู่ความหลุดพ้น
- 页 335 สังคหวัตถุสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสังคหวัตถุ ๔ ประการ อันเป็นหลักการสงเคราะห์ยึดเหนี่ยวน้ำใจผู้อื่น ได้แก่ ทาน (การให้) เปยยวัชชะ (วาจาอ่อนหวานเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น) และสมานัตตตา (การวางตนเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ถือตัว) หลักธรรมนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมและการผูกมิตรไมตรี ทำให้เกิดความสามัคคีและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
- 页 335–336 มาลุงกยปุตตสูตร พระมาลุงกยบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ เพื่อจะได้ไปหลีกเร้นบำเพ็ญเพียรตามลำพัง พระพุทธเจ้าทรงตำหนิเล็กน้อยว่าท่านชราแล้วยังมาขอโอวาทย่อเหมือนหนุ่ม แต่ก็ทรงแสดงเหตุเกิดตัณหา ๔ ประการของภิกษุ คือ ตัณหาเกิดขึ้นเพราะจีวร เพราะบิณฑบาต เพราะเสนาสนะ และเพราะภาวะที่จะเป็นหรือไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (อิติภวาภวะ) เมื่อภิกษุละตัณหาเหล่านี้ได้เด็ดขาดแล้วชื่อว่าตัดตัณหา คลายสังโยชน์ ทำที่สุดทุกข์ได้ พระมาลุงกยบุตรฟังแล้วไปบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุอรหัตตผล
- 页 336–337 กุลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสาเหตุ ๔ ประการที่ตระกูลซึ่งมั่งคั่งด้วยโภคทรัพย์ไม่ตั้งอยู่นาน คือ ไม่แสวงหาของที่หายไป ไม่ซ่อมแซมของที่ชำรุด บริโภคดื่มกินอย่างไม่มีประมาณ และตั้งหญิงหรือชายผู้ทุศีลไว้ในตำแหน่งปกครองทรัพย์สิน ในทางตรงข้าม ตระกูลที่มั่งคั่งตั้งอยู่ได้นานเพราะทำสิ่งตรงข้ามทั้งสี่ประการนี้ เป็นคำสอนเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพย์สินและครอบครัวให้มั่นคงยั่งยืน
- 页 337–339 อัสสาชานียสูตร (อุปมาม้าอาชาไนย ๒ สูตร) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบภิกษุผู้ควรแก่ทักษิณาทาน (อาหุไนยบุคคล) กับม้าอาชาไนยของพระราชาที่สมบูรณ์ด้วยองค์ ๔ คือ สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณ กำลัง ฝีเท้า และทรวดทรง ในสูตรแรกทรงอธิบายว่าภิกษุสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณคือมีศีล สมบูรณ์ด้วยกำลังคือมีความเพียร สมบูรณ์ด้วยฝีเท้าคือรู้แจ้งอริยสัจสี่ และสมบูรณ์ด้วยทรวดทรงคือเป็นผู้มีลาภปัจจัยสี่ ในสูตรที่สองทรงแสดงอุปมาเดียวกันอีกครั้งแต่เปลี่ยนความหมายของฝีเท้าเป็นการสิ้นอาสวะบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ แสดงถึงพัฒนาการทางจิตที่สูงขึ้นไปสู่ความหลุดพ้น
- 页 339–340 พลสูตรและอรัญวนัปปัตถสูตร พระพุทธเจ้าตรัสพละ (กำลัง) ๔ ประการ คือ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ อันเป็นกำลังภายในที่ค้ำจุนการปฏิบัติธรรม จากนั้นทรงแสดงว่าภิกษุที่ไม่ควรอยู่เสนาสนะป่าอันสงัดไกล คือผู้มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก และเป็นผู้มีปัญญาทึบเขลา ส่วนภิกษุที่ควรอยู่ป่าได้คือผู้มีเนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก และมีปัญญา แสดงว่าการอยู่ป่าต้องอาศัยความพร้อมทางจิตใจ มิใช่เพียงแค่ไปอยู่ในสถานที่สงัดเท่านั้น
- 页 340–341 พาลปัณฑิตสูตร (ปิดอภิญญาวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนพาลผู้ไม่ฉลาดเป็นอสัตบุรุษ ย่อมบริหารตนให้บกพร่องเสียหาย มีโทษ ถูกผู้รู้ติเตียน และประสบบาปมาก เพราะประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีโทษ และมีความเห็นผิดที่มีโทษ ส่วนบัณฑิตผู้ฉลาดเป็นสัตบุรุษย่อมบริหารตนไม่ให้บกพร่องเสียหาย ไม่มีโทษ ไม่ถูกติเตียน และได้บุญมาก เพราะประกอบด้วยกรรมทั้งสามและความเห็นที่ไม่มีโทษ พระสูตรนี้ปิดท้ายอภิญญาวรรคที่ ๖
- 页 341–344 กัมมปถวรรค (สูตรกรรมบถ ๑๐ ประการ) วรรคที่ ๗ ประกอบด้วยพระสูตรสั้น ๑๐ สูตรที่มีโครงสร้างซ้ำกัน กล่าวถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการตามลำดับ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ แต่ละสูตรแสดงว่าผู้ใดทำกรรมนั้นด้วยตนเอง ชักชวนผู้อื่นให้ทำ พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นทำ และกล่าวสรรเสริญกรรมนั้น ย่อมถูกนำไปเกิดในนรกเสมือนถูกฝากขังไว้ ส่วนผู้งดเว้นกรรมนั้นทั้งสี่ทาง (ตนเองงดเว้น ชักชวนให้ผู้อื่นงดเว้น พลอยยินดีในการงดเว้น และสรรเสริญการงดเว้น) ย่อมได้ไปเกิดในสวรรค์ แสดงให้เห็นว่า
- 页 345–346 ปัณณาสกาสังคหิตสุตตันตา (สูตรท้ายเล่มและโคลงปิดท้ายจตุกกนิบาต) ส่วนสุดท้ายของเล่มเป็นกลุ่มพระสูตรที่ไม่ได้จัดเข้าในหมวดปัณณาสก์ห้าสิบสูตรใด ๆ เริ่มด้วยพระสูตรว่าด้วยธรรม ๔ ประการที่พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และอิทธิบาท ๔ แล้วขยายรูปแบบเดียวกันนี้ไปใช้กับการกำหนดรู้รอบ การละ ความสิ้นไป ความเสื่อมไป ความคลายกำหนัด และความสละคืนซึ่งราคะ จากนั้นซ้ำสูตรเดียวกันนี้ไปกับกิเลสอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น โทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ และปมาทะ แสดงว่าหลักโพธิปักขิยธรรมชุดเด
页 1–50
页 51–100
页 101–150
页 151–200
页 201–250
页 251–300