สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๓๐ · หน้า ๓๕๔ · ข้อ 682
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ควรพิจารณาเห็นเวทนาเหล่านั้นทั้งหมดว่า เป็นทุกข์บ้าง ดังที่ท่าน กล่าวว่า เราเห็นว่า สิ่งที่เสวยแล้วทั้งหมดนั้นอยู่ในทุกข์ และควรพิจารณา

เห็นโดยความเป็นสุขและทุกข์บ้าง. สมดังที่ท่านกล่าวว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ

สุขเวทนาแลเป็นสุขเพราะความตั้งอยู่ เป็นทุกข์เพราะความแปรปรวน.

ทั้งหมดควรให้พิสดาร. ก็และควรพิจารณา แม้ด้วยสามารถแห่งอนุปัสสนา ๗

มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น . ควรพิจารณาตามซึ่งจิต แม้ในธรรมว่า ด้วยจิต ด้วยสามารถแห่งประเภทอันเป็นความต่างกัน มีอารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย สหชาตปัจจัย ภูมิ กรรม วิบากและกิริยาจิตเป็นต้น และประเภทแห่งจิต มีราคะเป็นต้น อันเป็นอนุปัสสนา มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้นก่อน.

ควรพิจารณาเห็นธรรม ด้วยสามารถแห่งสามัญญลักษณะพร้อมด้วย ลักษณะ แห่งสุญญตธรรม แห่งอนุปัสสนา ๗ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น และแห่งประเภทมีอาทิว่า กามฉันทะ มีอยู่ในภายใน ดังนี้. ที่เหลือมีนัย

กล่าวไว้แล้ว. นี้เป็นความสังเขปในที่นี้. แต่พึงทราบความพิสดารโดยนัย

ที่กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาสติปัฏฐานทีฆนิกายมัชฌิมปัณณาสก์.

จบอรรถกถาอัมพปาลิสูตรที่ ๑

๒. สติสูตร

ว่าด้วยสติ

[๖๘๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพปาลิวัน ใกล้กรุงเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย... แล้วได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะอยู่ นี้เป็นอนศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย.

หัวข้อ (สรุปโดย AI) อรรถกถาอัมพปาลิสูตร: ความหมายเอกายนมรรคและกายานุปัสสนา
เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึกความคืบหน้า
เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๒๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้