Linked Discourses: The Great Chapter
摩诃蒙固佛教大学泰文版 · Sutta Piṭaka — The Basket of Discourses · 卷 31 · 514 页
由 AI 根据整卷内容摘要(共 134 个主题)——点击即可跳到该主题开始的位置。
- 页 1–2 เปิดเล่ม ๓๑ และสุทธิกสูตร นิยามอินทรีย์ ๕ เล่ม ๓๑ (สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่มที่ ๕ ภาคที่ ๒) เปิดต่อจากเล่ม ๓๐ ด้วยอินทริยสังยุต สุทธิกวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อันเป็นธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน อรรถกถาอธิบายว่าสัทธา สติ ปัญญา เกิดเฉพาะฝ่ายกุศลและวิบากในภูมิ ๔ ส่วนวิริยะและสมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกดวง วางพื้นฐานหมวดธรรมที่จะขยายความตลอดทั้งสังยุตนี้
- 页 3–4 รู้เกิดดับอินทรีย์ ๕ เป็นเหตุแห่งโสดาบันและอรหันต์ ชุดสูตรสั้นสี่สูตร (ปฐมโสตาสูตร ทุติยโสตาสูตร ปฐมอรหันตสูตร ทุติยอรหันตสูตร) แสดงว่าผู้ใดรู้ชัดตามความเป็นจริงถึงความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระโสดาบัน ผู้เที่ยงต่อการตรัสรู้ในเบื้องหน้า และหากรู้จนหลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่นแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันตขีณาสพ แสดงว่าอินทรีย์ ๕ เป็นมาตรวัดความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ
- 页 5–7 ผู้ไม่รู้อินทรีย์ ๕ ไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์แท้ ปฐมสมณพราหมณสูตรและทุติยสมณพราหมณสูตรระบุว่าสมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่รู้ชัดความเกิดดับคุณโทษของอินทรีย์ ๕ ไม่ควรนับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์อย่างแท้จริง เพราะยังไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณพราหมณ์ด้วยปัญญาเอง อรรถกถาอธิบายเชื่อมโยงความไม่รู้แต่ละอินทรีย์เข้ากับอริยสัจ ๔ และแสดงว่าอินทรีย์ทั้งห้าเกิดพร้อมกันได้ด้วยอำนาจฉันทะและมนสิการ
- 页 8–10 ทัฏฐัพพสูตร: อุปมาลูกเศรษฐีสี่คนกับพระราชา ทัฏฐัพพสูตรชี้ว่าพึงเห็นสัทธาในโสตาปัตติยังคะ ๔ วิริยะในสัมมัปปธาน ๔ สติในสติปัฏฐาน ๔ สมาธิในฌาน ๔ และปัญญาในอริยสัจ ๔ อรรถกถาขยายด้วยนิทานลูกเศรษฐีสี่คนที่ตามเสด็จพระราชา เมื่อถึงเรือนใครเจ้าของเรือนนั้นก็เป็นใหญ่สั่งงาน เปรียบกับอินทรีย์แต่ละตัวที่ผลัดกันเป็นใหญ่เมื่อถึงธรรมหมวดของตน แม้อินทรีย์อื่นจะเกิดร่วมด้วยเสมอ
- 页 11–15 นิยามและหน้าที่ของอินทรีย์ ๕ อย่างละเอียด จบวรรคที่ ๑ ปฐมวิภังคสูตรและทุติยวิภังคสูตรให้คำจำกัดความอินทรีย์ ๕ อย่างละเอียด สัทธาคือเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ วิริยะคือความเพียรละอกุศลเจริญกุศล สติคือระลึกได้แม้เรื่องเก่านาน สมาธิคือทำนิพพานเป็นอารมณ์ได้เอกัคคตาจิตถึงฌานทั้งสี่ ปัญญาคือรู้แจ้งอริยสัจ ๔ อรรถกถาเสริมว่าสูตรนี้แสดงเฉพาะอินทรีย์ฝ่ายโลกุตระ ปิดท้ายด้วยบัญชีรายชื่อสิบสูตรของสุทธิกวรรคที่ ๑
- 页 16–17 มุทุตรวรรคที่ ๒: ปฏิลาภสูตร การได้มาซึ่งอินทรีย์ ๕ เริ่มวรรคใหม่ มุทุตรวรรคที่ ๒ ด้วยปฏิลาภสูตร แสดงว่าวิริยินทรีย์ได้มาจากการปรารภสัมมัปปธาน ๔ สตินทรีย์ได้มาจากการปรารภสติปัฏฐาน ๔ ส่วนสมาธินทรีย์ได้จากการยึดหน่วงนิพพานเป็นอารมณ์ อรรถกถาอธิบายสั้นๆ ว่าคำว่าปรารภสัมมัปปธานหมายถึงการเจริญความเพียรชอบ เชื่อมโยงอินทรีย์ ๕ เข้ากับโพธิปักขิยธรรมหมวดอื่นที่เคยแสดงมาในเล่มก่อน
- 页 18–21 ระดับพระอริยบุคคลต่างกันตามความอ่อนแก่ของอินทรีย์ ปฐมสังขิตตสูตร ทุติยสังขิตตสูตร และตติยสังขิตตสูตร แสดงว่าความเป็นพระอรหันต์ อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน ธัมมานุสารี และสัทธานุสารี ต่างกันเพียงระดับความแก่กล้าของอินทรีย์ ๕ ที่ค่อยๆ อ่อนลงตามลำดับ และย้ำว่าอินทรีย์ ๕ ไม่เป็นหมัน ผู้บำเพ็ญมรรคบริบูรณ์ย่อมได้ผลสมบูรณ์ อรรถกถาอธิบายความแตกต่างระหว่างธัมมานุสารีที่มรรคคมกล้าเหมือนดาบคม กับสัทธานุสารีที่มรรคทื่อกว่า
- 页 22–27 ขยายรายละเอียดพระอนาคามี ๕ ประเภทตามกำลังอินทรีย์ ปฐมวิตถารสูตร ทุติยวิตถารสูตร ตติยวิตถารสูตร และปฏิปันนสูตร ขยายความจากวรรคก่อนโดยแตกพระอนาคามีเป็นห้าประเภทย่อย (อันตราปรินิพพายี อุปหัจจปรินิพพายี อสังขาร- สสังขารปรินิพพายี อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี) และแยกโสดาบันเป็นเอกพีชี โกลังโกละ สัตตักขัตตุปรมะ ตามกำลังอินทรีย์ที่ต่างกัน พร้อมแยกแยะระหว่างผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุผลกับผู้บรรลุผลแล้ว ปิดท้ายด้วยนิยามปุถุชนว่าคือผู้ไม่มีอินทรีย์ ๕ นี้เลย
- 页 28 ผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ และผลแห่งการเจริญอินทรีย์ ๕ อุปสมสูตรเล่าภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของผู้ถึงพร้อมด้วยอินทรีย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือผู้เจริญอินทรีย์ ๕ อันให้ถึงความสงบและตรัสรู้ ส่วนอาสวักขยสูตรปิดท้ายวรรคว่าเพราะเจริญกระทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕ ภิกษุจึงกระทำให้แจ้งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะได้ในปัจจุบัน จบมุทุตรวรรคที่ ๒ พร้อมบัญชีสิบสูตร
- 页 29–31 ฉฬินทริยวรรคที่ ๓: การตรัสรู้ต้องรู้อินทรีย์ ๕ และอินทรีย์ ๓ อื่น เริ่มวรรคที่ ๓ ด้วยปุนัพภวสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ยังไม่ปฏิญาณการตรัสรู้จนกว่าจะรู้ทั่วถึงความเกิดดับของอินทรีย์ ๕ ตามจริง จากนั้นชีวิตินทริยสูตรแสดงอินทรีย์อีกชุดหนึ่งคือ อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย) และชีวิตินทรีย์ (ความเป็นอยู่) อรรถกถาเล่าว่าสูตรนี้เกิดจากสงฆ์ถกเถียงกันว่าอินทรีย์ฝ่ายวัฏฏะมีเท่าไร
- 页 32–38 อินทรีย์โลกุตระ ๓ และรายละเอียดพระโสดาบันสามจำพวก อัญญาตาวินทริยสูตรแสดงอินทรีย์โลกุตระ ๓ (อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์) ที่เกิดในขณะมรรคผลต่างๆ ส่วนเอกาภิญญาสูตรและอรรถกถายาวอธิบายพระโสดาบันสามจำพวกคือเอกพีชี (เกิดอีกชาติเดียว) โกลังโกละ (เกิดอีกสองสามภพ) และสัตตักขัตตุปรมะ (เกิดอีกไม่เกินเจ็ดครั้ง) พร้อมเล่าเรื่องพระติสสเถระผู้สอนอุบาสกให้เลือกบำรุงภิกษุที่รู้จำแนกพระอริยบุคคลได้ ๙๖ จำพวก
- 页 39–43 อินทรีย์ ๖ ทางทวาร: จักขุนทรีย์ถึงมนินทรีย์ สุทธกสูตรเปิดชุดอินทรีย์ ๖ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อันเป็นใหญ่ในทวารรับรู้ของตน สูตรต่อมาซ้ำรูปแบบเดิม คือผู้รู้ชัดความเกิดดับของอินทรีย์ ๖ นี้เป็นโสดาบันหรืออรหันต์ และแม้พระพุทธเจ้าเองก็ทรงอาศัยความรู้นี้จึงปฏิญาณการตรัสรู้ ผู้ไม่รู้ก็ไม่นับเป็นสมณพราหมณ์แท้จริง จบฉฬินทริยวรรคที่ ๓
- 页 44–48 สุขินทริยวรรคที่ ๔: อินทรีย์ ๕ ฝ่ายเวทนา เริ่มวรรคที่ ๔ ด้วยอินทรีย์ ๕ ฝ่ายเวทนา คือ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ และอุเบกขินทรีย์ อรรถกถาอธิบายว่าอินทรีย์เหล่านี้บางส่วนเป็นกามาวจรอย่างเดียว บางส่วนเป็นไปในสามหรือสี่ภูมิ สูตรต่อมาแสดงรูปแบบเดิมคือรู้เกิดดับของอินทรีย์เวทนา ๕ เป็นเหตุแห่งความเป็นโสดาบัน อรหันต์ และสมณพราหมณ์แท้จริง
- 页 49–53 นิยามอินทรีย์เวทนา ๕ และการย่นเข้าเป็น ๓ ปฐมวิภังคสูตร ทุติยวิภังคสูตร และตติยวิภังคสูตร ให้คำจำกัดความอินทรีย์เวทนาแต่ละตัวโดยละเอียด เช่น สุขินทรีย์คือความสุขสำราญทางกาย อุเบกขินทรีย์คือเวทนาที่ไม่สุขไม่ทุกข์ทั้งทางกายและใจ แล้วสรุปว่าสุขและโสมนัสจัดเป็นสุขเวทนา ทุกข์และโทมนัสจัดเป็นทุกขเวทนา อุเบกขาจัดเป็นอทุกขมสุขเวทนา แสดงว่าอินทรีย์ ๕ นี้ย่นเข้าเป็นเวทนา ๓ และขยายกลับเป็น ๕ ได้ตามปริยาย
- 页 54–55 อรหันตสูตร: อุปมาไม้สีไฟ เวทนาเกิดจากผัสสะแล้วดับ อรหันตสูตรแสดงว่าอินทรีย์เวทนาแต่ละตัวอาศัยผัสสะเกิดขึ้น เมื่อผัสสะนั้นดับ เวทนาก็ดับสงบไปด้วย เปรียบเหมือนไม้สีไฟสองอันเสียดสีกันจึงเกิดความร้อนและไฟ แต่เมื่อแยกไม้ทั้งสองออกจากกัน ความร้อนที่เกิดจากการเสียดสีก็ย่อมดับไป อรรถกถาขยายความอุปมานี้ว่าอารมณ์เหมือนไม้สีไฟอันล่าง ผัสสะเหมือนไม้สีไฟอันบน และเวทนาเหมือนไฟที่เกิดขึ้น
- 页 56–61 อุปปฏิกสูตร: อินทรีย์เวทนาดับไปตามลำดับฌาน จบวรรคที่ ๔ อุปปฏิกสูตรแสดงว่าภิกษุผู้ไม่ประมาทเมื่อทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ สุขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเบกขินทรีย์เกิดขึ้น ย่อมรู้ชัดว่ามีเหตุปัจจัยไม่ได้เกิดลอยๆ และรู้วิธีดับแต่ละอินทรีย์ได้ในฌานที่ ๑ ถึง ๔ และในสัญญาเวทยิตนิโรธตามลำดับ อรรถกถาอธิบายกลไกการดับอย่างละเอียดในแต่ละอุปจารฌาน ปิดท้ายด้วยบัญชีสิบสูตรของสุขินทริยวรรคที่ ๔
- 页 62–65 ชราวรรคที่ ๕ ชราสูตร: พระอานนท์ทูลถามเรื่องความแก่ของพระพุทธเจ้า พระอานนท์บีบนวดพระวรกายพระพุทธเจ้ายามเย็น สังเกตเห็นพระฉวีวรรณหมองลง พระสรีระหย่อนย่น พระกายค้อมไปข้างหน้า จึงทูลด้วยความสังเวช พระพุทธเจ้าตรัสรับว่าชราธรรมย่อมมีในความหนุ่มสาว พยาธิธรรมมีในความไม่มีโรค มรณธรรมมีในชีวิต แล้วตรัสคาถาว่าความตายย่อมย่ำยีสัตว์ทั้งปวงไม่เว้นใคร แม้ผู้มีอายุร้อยปีก็ไม่พ้น
- 页 66–70 อุณณาภพราหมณสูตร: ใจอาศัยสติ สติอาศัยวิมุตติ วิมุตติอาศัยนิพพาน พราหมณ์อุณณาภะทูลถามว่าอินทรีย์ ๕ ที่มีอารมณ์ต่างกันมีอะไรเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าใจเป็นที่พึ่ง ใจอาศัยสติ สติอาศัยวิมุตติ วิมุตติอาศัยนิพพาน เมื่อถูกถามต่อว่านิพพานอาศัยอะไร ตรัสว่าเป็นคำถามที่ล่วงเลยขอบเขตปัญญาไปแล้ว เพราะพรหมจรรย์มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง เป็นเบื้องหน้า เป็นที่สุด จากนั้นตรัสสรรเสริญศรัทธาอันมั่นคงของพราหมณ์
- 页 71–73 สาเกตสูตร: อินทรีย์ ๕ กับพละ ๕ เป็นธรรมเดียวกัน เปรียบดังกระแสน้ำสายเดียว พระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุว่าสิ่งที่เรียกว่าอินทรีย์ ๕ กับพละ ๕ อาศัยกันได้อย่างไร แล้วตรัสตอบเองว่าสัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาอย่างเดียวกันนี้เรียกอินทรีย์หรือพละก็ได้ตามมุมมอง เปรียบเหมือนแม่น้ำที่มีเกาะกลาง หากมองรวมเป็นกระแสเดียว หรือมองแยกเป็นสองกระแสเหนือ-ใต้เกาะ ก็เป็นแม่น้ำสายเดียวกัน
- 页 74–75 ปุพพโกฏฐกสูตร: พระสารีบุตรทูลว่าไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เพราะรู้เห็นเองแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรว่าเชื่อหรือไม่ว่าอินทรีย์ ๕ ที่เจริญแล้วย่อมหยั่งลงสู่อมตะ พระสารีบุตรทูลตอบอย่างกล้าหาญว่าท่านไม่ถึงความเชื่อ (ไม่ใช่ปฏิเสธ แต่หมายถึงไม่ต้องอาศัยศรัทธาอีกต่อไป) เพราะได้รู้ เห็น ทราบ และประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาด้วยตนเองแล้ว ผู้ที่ยังไม่รู้เห็นเองเท่านั้นจึงต้องอาศัยความเชื่อผู้อื่น พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคำตอบนี้
- 页 76–77 ปฐมปุพพารามสูตร: ปัญญินทรีย์เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอให้พยากรณ์อรหัตผล พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะความที่อินทรีย์เพียงประการเดียวคือปัญญินทรีย์ อันภิกษุขีณาสพเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ก็สามารถพยากรณ์อรหัตผลได้ว่าสิ้นชาติแล้ว เพราะศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ล้วนไปตามปัญญาของพระอริยสาวกผู้มีปัญญา แสดงว่าปัญญาเป็นแกนกลางที่ทำให้ธรรมอื่นตั้งมั่นตามไปด้วย
- 页 78–80 ปุพพารามสูตรที่ ๒-๔: จำนวนอินทรีย์ (๒, ๔, ๕) ที่เพียงพอให้บรรลุอรหัตผล พระสูตรคู่ขนานสามสูตรแสดงว่าอรหัตผลพยากรณ์ได้ด้วยอินทรีย์จำนวนต่างกัน คือ ๒ ประการ (ปัญญาอันเป็นอริยะกับวิมุตติอันเป็นอริยะ) ๔ ประการ (วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) และ ๕ ประการ (เพิ่มศรัทธา) ชี้ว่าธรรมเหล่านี้เกี่ยวเนื่องกันจนนับรวมหรือแยกได้หลายแบบ แต่ท้ายที่สุดล้วนนำไปสู่ความหลุดพ้นเช่นเดียวกัน
- 页 81 ปิณโฑลภารทวาชสูตร: เหตุที่พระบิณโฑลภารทวาชะพยากรณ์อรหัตผล ภิกษุจำนวนมากทูลถามพระพุทธเจ้าว่าพระบิณโฑลภารทวาชะเห็นอำนาจประโยชน์อะไรจึงกล้าพยากรณ์อรหัตผล พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะอินทรีย์ ๓ คือ สติ สมาธิ ปัญญา อันท่านเจริญแล้ว และอินทรีย์ทั้ง ๓ นี้มีความสิ้นไปแห่งชาติ ชรา และมรณะเป็นที่สุด เมื่อเห็นความสิ้นนี้แล้วจึงพยากรณ์ได้อย่างมั่นใจ
- 页 82–85 สัทธาสูตร: ลำดับศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นำไปสู่นิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธามั่นคงจะไม่คลางแคลงในพระตถาคตหรือไม่ พระสารีบุตรอธิบายเป็นลำดับว่าผู้มีศรัทธาย่อมปรารภความเพียร (วิริยินทรีย์) เพียรแล้วย่อมมีสติ (สตินทรีย์) มีสติแล้วจิตตั้งมั่น (สมาธินทรีย์) จิตตั้งมั่นแล้วย่อมรู้แจ้งความดับอวิชชาและตัณหาคือนิพพาน (ปัญญินทรีย์) เป็นการแสดงห่วงโซ่เหตุปัจจัยของการปฏิบัติธรรมอย่างสมบูรณ์
- 页 86–88 สูกรขาตวรรคที่ ๖: ปัญญินทรีย์เป็นยอด และอินทรีย์ ๔ ตั้งมั่นเมื่อมีอริยญาณ โกสลสูตรเปรียบปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมทั้งปวง ดุจราชสีห์เป็นยอดของสัตว์ดิรัจฉาน เพราะนำไปสู่ความตรัสรู้ มัลลกสูตรสอนว่าอินทรีย์ ๔ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ) จะยังไม่ตั้งมั่นจนกว่าอริยญาณจะเกิดแก่อริยสาวก เปรียบเหมือนกลอนเรือนยอดที่จะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อยกยอดเรือนขึ้นติดตั้งแล้ว
- 页 89–91 เสขสูตร: หลักรู้ตนว่าเป็นพระเสขะหรือพระอเสขะ พระพุทธเจ้าแสดงหลักที่ภิกษุใช้รู้ว่าตนเป็นพระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา) หรือพระอเสขะ (ผู้จบกิจแล้ว) ได้แก่ การรู้ชัดอริยสัจ ๔ ตามจริง การเห็นว่าไม่มีสมณพราหมณ์อื่นแสดงธรรมแท้จริงยิ่งกว่าพระศาสดา และการรู้แจ้งอินทรีย์ ๕ ด้วยปัญญาแต่ยังไม่ถูกต้องด้วยกาย (พระเสขะ) เทียบกับพระอเสขะที่ถูกต้องด้วยนามกายแล้วและรู้ว่าอินทรีย์ ๖ ทางกายจะดับสิ้นไม่เกิดอีก
- 页 92–93 ปทสูตร-สารสูตร: ปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งบท ดุจรอยเท้าช้างและแก่นจันทน์แดง สองสูตรเปรียบปัญญินทรีย์ด้วยอุปมาซ้ำเน้นย้ำความเป็นเลิศ คือดุจรอยเท้าช้างที่รวมรอยเท้าสัตว์อื่นทั้งปวงไว้ในตัวเพราะเป็นรอยใหญ่ที่สุด และดุจไม้จันทน์แดงที่เป็นยอดของไม้มีกลิ่นหอมทั้งปวง ปัญญินทรีย์จึงเป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมและบทธรรมทั้งหลาย เพราะนำไปสู่ความตรัสรู้โดยตรง
- 页 94 ปติฏฐิตสูตร: ความไม่ประมาทเป็นธรรมเอกที่ทำให้อินทรีย์ ๕ เจริญบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอินทรีย์ ๕ จะเจริญบริบูรณ์ได้ด้วยธรรมอันเอกคือความไม่ประมาท ซึ่งหมายถึงการรักษาจิตไว้ไม่ให้อาสวะและธรรมที่มีอาสวะครอบงำ เมื่อภิกษุรักษาจิตเช่นนี้อยู่เสมอ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาย่อมเจริญเต็มที่ไปพร้อมกันโดยอัตโนมัติ
- 页 95–96 พรหมสูตร: ท้าวสหัมบดีพรหมมาสรรเสริญพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้ใหม่ๆ หลังตรัสรู้ใหม่ๆ ขณะประทับที่โคนต้นอชปาลนิโครธ พระพุทธเจ้าทรงปริวิตกว่าอินทรีย์ ๕ ที่เจริญแล้วย่อมหยั่งลงสู่อมตะ ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความคิดนี้จึงเหาะมากราบทูลรับรอง พร้อมเล่าว่าในอดีตชาติท่านเคยบวชเป็นภิกษุชื่อสหกะสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เพราะเจริญอินทรีย์ ๕ จึงคลายกามฉันท์และได้เกิดเป็นพรหมสหัมบดีในปัจจุบัน
- 页 97–99 สูกรขาตาสูตร และอุปาทสูตร ๒ สูตร: เหตุที่พระอรหันต์ยังนอบน้อมพระพุทธเจ้า ที่ถ้ำสูกรขาตา (ถ้ำที่หมูขุด) พระสารีบุตรทูลตอบว่าพระขีณาสพยังคงนอบน้อมพระศาสดาเพราะเห็นธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมคือความเป็นพระอรหันต์ที่เจริญอินทรีย์ ๕ จนถึงความสงบ อรรถกถาเล่าตำนานถ้ำที่หมูขุดดินจนโพรกเป็นเพิงแล้วพรานป่าปรับปรุงถวายเป็นที่ประทับ ตามด้วยสองสูตรสั้นย้ำว่าอินทรีย์ ๕ จะไม่เกิดขึ้นเลยหากปราศจากการอุบัติของพระพุทธเจ้าและพระธรรมวินัยของพระองค์
- 页 100–103 โพธิปักขิยวรรคที่ ๗: อานิสงส์เจริญอินทรีย์ ๕ ละสังโยชน์ ถอนอนุสัย และผล ๗ ประการ ชุดพระสูตรสั้นแสดงอานิสงส์การเจริญอินทรีย์ ๕ ว่าช่วยละสังโยชน์ ถอนอนุสัย กำหนดรู้สังสารวัฏ และสิ้นอาสวะ จากนั้นสรุปผลที่พึงหวังได้ ๒ อย่างคืออรหัตผลหรือความเป็นอนาคามี และขยายเป็นอานิสงส์ ๗ ประการตามลำดับ ตั้งแต่บรรลุอรหัตผลขณะมีชีวิต จนถึงบรรลุในระหว่างตายหรือหลังตายในภูมิต่างๆ ของพระอนาคามี
- 页 104–106 รุกขสูตร ๔ สูตร: ปัญญินทรีย์เป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมด้วยอุปมาต้นไม้ ๔ ชนิด ชุดพระสูตรเปรียบปัญญินทรีย์ด้วยต้นไม้ที่เป็นยอดในแต่ละภพภูมิ คือต้นหว้าในชมพูทวีป ต้นปาริฉัตตกะของเทวดาดาวดึงส์ ต้นจิตตปาฏลีของอสูร และต้นงิ้วป่าของครุฑ เพื่อเน้นย้ำว่าไม่ว่าในภพใดปัญญินทรีย์ก็ยังคงเป็นธรรมที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาโพธิปักขิยธรรม เพราะนำไปสู่ความตรัสรู้โดยตรง ปิดท้ายวรรคที่ ๗ และอรรถกถาอินทริยสังยุตทั้งหมด
- 页 107–109 คังคาทิเปยยาลที่ ๘: อุปมาแม่น้ำคงคา ปิดท้ายอินทริยสังยุต ปิดท้ายจตุตถรุกขสูตรและวรรคที่ ๗ แล้วเข้าสู่หมวดคังคาทิเปยยาล ซึ่งเปรียบการเจริญอินทรีย์ ๕ ว่าโน้มไปสู่นิพพานดุจแม่น้ำคงคาที่ไหลบ่าไปทางทิศตะวันออกอย่างต่อเนื่อง อธิบายว่าอินทรีย์ ๕ ที่อาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปในการสละ ย่อมเป็นไปเพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕ ประการ จบอินทริยสังยุตทั้งหมดพร้อมสรุปรายชื่อพระสูตรในวรรคที่ ๗
- 页 110–113 สัมมัปปธานสังยุต: ความเพียรชอบ ๔ ประการนำไปสู่นิพพาน เริ่มต้นสังยุตใหม่ว่าด้วยสัมมัปปธาน ๔ คือ เพียรระวังไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น เพียรละอกุศลที่เกิดแล้ว เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด และเพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น เปรียบด้วยแม่น้ำคงคาที่โน้มไปสู่ทิศตะวันออกฉันใด ความเพียรที่เจริญมากแล้วก็โน้มไปสู่นิพพานฉันนั้น ต้องอาศัยศีลเป็นฐานดุจการงานที่ต้องอาศัยแผ่นดิน และช่วยละการแสวงหา ๓ อย่างคือแสวงหากาม ภพ และพรหมจรรย์
- 页 114–115 พลสังยุต: พละ ๕ ประการโน้มนำสู่นิพพานดุจแม่น้ำคงคา สังยุตสั้นว่าด้วยพละ ๕ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) ซึ่งเป็นธรรมชุดเดียวกับอินทรีย์ ๕ แต่เพ่งในแง่กำลังที่ไม่หวั่นไหว ใช้อุปมาแม่น้ำคงคาซ้ำเน้นว่าการเจริญพละ ๕ อันอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ ย่อมโน้มไปสู่นิพพาน และเป็นไปเพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕ ประการเช่นเดียวกับอินทรีย์ อรรถกถาสรุปว่าพละกับอินทรีย์เป็นธรรมเจือกัน แยกกันเพียงโดยแง่มุมของการพิจารณา
- 页 116 จบพลสังยุต และเริ่มอิทธิบาทสังยุต: อปารสูตรว่าด้วยอิทธิบาท ๔ จบพลสังยุต (เรื่องพละ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่นำไปสู่นิพพาน) แล้วขึ้นวรรคใหม่คืออิทธิบาทสังยุต ปาวาลวรรคที่ ๑ สูตรแรกคืออปารสูตร กล่าวถึงอิทธิบาท ๔ ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่ประกอบด้วยสมาธิและปธานสังขาร ว่าเป็นธรรมที่นำผู้เจริญให้ถึงฝั่ง (นิพพาน) จากที่มิใช่ฝั่ง (วัฏสงสาร) เป็นการปูพื้นนิยามอิทธิบาททั้งหมดที่จะกล่าวซ้ำตลอดสังยุตนี้
- 页 117–122 อรรถกถาอปารสูตร และสูตรสั้นว่าด้วยอานิสงส์เจริญอิทธิบาท (วิรัทธ-อริย-นิพพุต-ปเทส-สัมมัตตสูตร) อรรถกถาอธิบายศัพท์ฉันทสมาธิและปธานสังขาร จากนั้นเป็นสูตรสั้นหลายสูตรที่ตรัสเนื้อความคล้ายกันในแง่มุมต่างกัน คือผู้เบื่อหรือปรารภอิทธิบาท ๔ ชื่อว่าเบื่อหรือปรารภอริยมรรค อิทธิบาทนำไปสู่ความสิ้นทุกข์และความหน่ายคลายกำหนัด และสมณพราหมณ์ในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่ทำฤทธิ์สำเร็จหรือสำเร็จบริบูรณ์ล้วนเพราะเจริญอิทธิบาท ๔ ทั้งสิ้น
- 页 123–126 ภิกขุสูตร พุทธสูตร ญาณสูตร: เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติและความเป็นพระพุทธเจ้าเพราะเจริญอิทธิบาท ภิกษุในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ที่บรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะล้วนเพราะเจริญอิทธิบาท ๔ พุทธสูตรกล่าวว่าพระตถาคตได้รับพระนามว่าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เพราะเจริญอิทธิบาท ๔ นี้เอง ญาณสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่าจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นแก่พระองค์เป็นครั้งแรกในธรรมที่ไม่เคยฟังมาก่อนเกี่ยวกับอิทธิบาททั้งสี่ที่พระองค์ทรงเจริญแล้ว
- 页 127–130 เจติยสูตร: พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ที่ปาวาลเจดีย์ว่าผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ดีแล้วพึงดำรงชนม์ได้ถึงกัปหนึ่ง แต่พระอานนท์ถูกมารดลใจจึงไม่ทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ต่อ เมื่อพระอานนท์ออกไปแล้ว มารเข้าเฝ้าทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน เพราะพุทธบริษัทสี่เจริญรุ่งเรืองสมบูรณ์แล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงปลงอายุสังขาร กำหนดว่าจะปรินิพพานในอีก ๓ เดือน เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ และทรงเปล่งอุทานเรื่องการทำลายเครื่องปรุงแต่งภพ
- 页 131–137 อรรถกถาเจติยสูตร: เหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงดำรงพระชนม์ต่อและความหมายของการปลงอายุสังขาร อรรถกถาขยายความเจติยสูตรอย่างละเอียด อธิบายว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงดำรงพระชนม์อยู่ต่อแม้จะทรงทำได้ เพราะสรีระอันเป็นผลกรรมย่อมถูกชราครอบงำในที่สุด จึงควรปรินิพพานขณะยังเป็นที่รักของมหาชน อธิบายอาการที่มารดลใจพระอานนท์ ความหมายคำว่าพหูสูต ผู้ทรงธรรม พรหมจรรย์บริบูรณ์ และอรรถาธิบายบทอุทานเรื่องการปลงภวสังขารและทำลายกิเลสดุจทำลายเกราะ
- 页 138–141 ปาสาทกัมปนวรรคที่ ๒ ปุพพสูตร: พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาวิธีเจริญอิทธิบาทและอภิญญา ๖ ก่อนตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ทรงคิดว่าอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เจริญอิทธิบาทได้ผล ทรงอธิบายวิธีรักษาฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มิให้ย่อหย่อนหรือฟุ้งซ่านเกินไป แล้วแสดงผลที่ได้คืออภิญญา ๖ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง หูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ ตาทิพย์เห็นสัตว์เวียนว่ายตามกรรม และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติสิ้นอาสวะ
- 页 142–145 มหัปผลสูตรและฉันทสูตร: อานิสงส์และนิยามองค์ประกอบของอิทธิบาท ๔ มหัปผลสูตรกล่าวว่าอิทธิบาท ๔ ที่เจริญแล้วมีผลมากมีอานิสงส์มาก นำไปสู่การแสดงฤทธิ์และเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ฉันทสูตรให้นิยามศัพท์สำคัญคือฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วิมังสาสมาธิ (สมาธิที่เกิดจากอาศัยฉันทะ วิริยะ จิตใจ และการใคร่ครวญตามลำดับ) และปธานสังขาร (ความเพียรละอกุศลเจริญกุศล) อันประกอบกันเป็นอิทธิบาทแต่ละข้อ
- 页 146–148 อรรถกถาฉันทสูตร: อุปมาโอรสอำมาตย์ ๔ คน กับพระเถระ ๔ รูปผู้บรรลุธรรมด้วยอิทธิบาทต่างข้อ อรรถกถาอธิบายว่าฉันทะ สมาธิ และปธานสังขารอิงอาศัยกันจนเป็นทั้งตัวฤทธิ์และทางแห่งฤทธิ์ แล้วยกอุปมาโอรสอำมาตย์ ๔ คนที่ปรารถนาตำแหน่งจากพระราชาด้วยวิธีต่างกัน (รับใช้ด้วยความเต็มใจ, รับใช้ยามจำเป็นด้วยความเพียร, ใช้มนต์ความรู้, อาศัยชาติกำเนิด) เปรียบกับพระเถระ ๔ รูป คือรัฐปาละ โสณะ สัมภูตะ และโมฆราช ผู้บรรลุโลกุตรธรรมด้วยอิทธิบาทข้อฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสาตามลำดับ
- 页 149–152 โมคคัลลานสูตร: พระมหาโมคคัลลานะแสดงฤทธิ์เขย่าปราสาทมิคารมารดาให้ภิกษุสังเวช ภิกษุจำนวนมากที่พำนักใต้ปราสาทของมิคารมารดาฟุ้งซ่าน อวดตัว พูดจาอื้อฉาว คิดจะสึก พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้พระมหาโมคคัลลานะไปทำให้ภิกษุเหล่านั้นสังเวชใจ ท่านจึงใช้ฤทธิ์เขย่าปราสาทด้วยนิ้วหัวแม่เท้าจนสะเทือนสะท้าน ภิกษุตกใจขนพองสยองเกล้า พระพุทธเจ้าจึงตรัสอธิบายว่าโมคคัลลานะมีฤทธิ์มากเพราะเจริญอิทธิบาท ๔ นั่นเอง
- 页 153–154 พราหมณสูตร: พระอานนท์ไขปริศนาการละฉันทะด้วยฉันทะแก่อุณณาภพราหมณ์ อุณณาภพราหมณ์ถามพระอานนท์ว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละฉันทะ แล้วแย้งว่าการละฉันทะด้วยฉันทะเป็นไปไม่ได้ พระอานนท์จึงย้อนถามเปรียบเทียบว่าความอยากไปวัด ความเพียร ความคิด และการตริตรองที่มีตอนต้นย่อมระงับไปเมื่อถึงวัดฉันใด พระอรหันต์ก็มีฉันทะเพื่อบรรลุอรหัตในตอนต้นแล้วฉันทะนั้นก็ระงับไปเมื่อบรรลุแล้วฉันนั้น พราหมณ์เลื่อมใสขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- 页 155–159 สมณพราหมณสูตร อภิญญาสูตร เทสนาสูตร: นิยามอิทธิ อิทธิบาท และปฏิปทาสู่อิทธิบาทภาวนา สมณพราหมณ์ในสามกาลที่มีฤทธิ์มากหรือแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่างล้วนเพราะเจริญอิทธิบาท ๔ อภิญญาสูตรย้ำว่าเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติเกิดจากอิทธิบาทเช่นกัน เทสนาสูตรพระพุทธเจ้าทรงแสดงนิยามชัดเจนสี่ประการ คือ อิทธิ (การแสดงฤทธิ์ต่างๆ) อิทธิบาท (ปฏิปทาที่นำไปสู่ฤทธิ์) อิทธิบาทภาวนา (การเจริญอิทธิบาท ๔) และปฏิปทาที่ให้ถึงอิทธิบาทภาวนาคือมรรคมีองค์ ๘
- 页 160–168 วิภังคสูตร: จำแนกฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาที่ย่อหย่อน ฟุ้งซ่าน หดหู่ และสมดุล พร้อมอรรถกถา พระพุทธเจ้าทรงจำแนกอิทธิบาททั้ง ๔ อย่างละเอียดว่าประกอบด้วยความเกียจคร้าน (ย่อหย่อนเกินไป) อุทธัจจะ (ต้องประคองเกินไป) ถีนมิทธะ (หดหู่ภายใน) หรือฟุ้งซ่านไปในกามคุณภายนอกอย่างไร และอธิบายความสำคัญเบื้องหน้าเบื้องหลัง เบื้องบนเบื้องล่าง กลางวันกลางคืนที่เสมอกัน พร้อมอาโลกสัญญา อรรถกถาขยายความด้วยตัวอย่างวิธีแก้จิตที่ย่อท้อ ฟุ้งซ่าน ง่วงเหงา ด้วยการพิจารณาคุณพระรัตนตรัยและพระสูตรต่างๆ
- 页 169–174 อโยคุฬวรรคที่ ๓ มรรคสูตรและอโยคุฬสูตร: พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าถึงพรหมโลกด้วยฤทธิ์ มรรคสูตรพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ทรงพิจารณาปฏิปทาเจริญอิทธิบาทซ้ำแนวทางเดิม อโยคุฬสูตรพระอานนท์ทูลถามว่าพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าถึงพรหมโลกด้วยกายที่สำเร็จแต่ใจหรือด้วยกายเนื้อจากมหาภูตรูป ๔ พระองค์ตรัสว่าทรงทำได้ทั้งสองแบบ เปรียบกายที่เบาคล่องแคล่วขณะทรงตั้งกายไว้ในจิตดุจก้อนเหล็กที่เผาไฟจนอ่อนตัวและเบาลอยได้เหมือนปุยนุ่นหรือปุยฝ้าย อรรถกถาขยายความอุปมานี้ต่อ
- 页 175 อรรถกถาอุปมาก้อนเหล็กเผาไฟ และสูตรสั้นว่าด้วยผลของอิทธิบาท ๔ อรรถกถาขยายความอุปมาก้อนเหล็กที่ถูกเผาไฟทั้งวันจนเบาลงและช่างเหล็กตีขึ้นรูปได้ตามใจ เปรียบกับกายพระตถาคตที่เบาและควรแก่การงานเมื่อทรงตั้งกายไว้ในจิต ตามด้วยภิกขุสุทธกสูตรที่ทวนสูตรว่าด้วยการเจริญอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาสมาธิ) โดยย่อ และปฐมผลสูตรที่แสดงว่าผู้เจริญอิทธิบาทอย่างจริงจังย่อมได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือ บรรลุอรหัตผลในชาตินี้ หรือเป็นพระอนาคามีหากยังมีอุปาทานเหลืออยู่
- 页 176–177 ทุติยผลสูตร ผลานิสงส์ ๗ ประการของการเจริญอิทธิบาท อรรถกถาสรุปว่าตั้งแต่ปฐมผลสูตรเป็นต้นไป ทรงแสดงเครื่องรองรับฤทธิ์ที่เจือปนกันไว้ในหนหลัง จากนั้นเป็นทุติยผลสูตรซึ่งขยายผลของการเจริญอิทธิบาท ๔ ออกเป็นผลานิสงส์ ๗ ประการ ตั้งแต่การได้บรรลุอรหัตผลในปัจจุบันหรือในเวลาใกล้ตาย ไปจนถึงการเป็นพระอนาคามีประเภทต่างๆ ๕ จำพวกตามกำลังของสังโยชน์เบื้องต่ำที่สิ้นไป
- 页 178–181 อานันทสูตรและภิกขุสูตร นิยามอิทธิ อิทธิบาท และปฏิปทา ชุดสูตรที่พระอานนท์และภิกษุหลายรูปทูลถามพระพุทธเจ้าซ้ำกัน ๔ ครั้งว่า อิทธิ อิทธิบาท อิทธิบาทภาวนา และปฏิปทาที่ให้ถึงอิทธิบาทภาวนาคืออะไร พระองค์ทรงอธิบายว่าอิทธิคือการแสดงฤทธิ์ต่างๆ อิทธิบาทคือหนทางนำไปสู่ฤทธิ์ อิทธิบาทภาวนาคือการเจริญฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาสมาธิ ส่วนปฏิปทาคือมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น
- 页 182–184 โมคคัลลานสูตรและตถาคตสูตร ปิดท้ายอโยคุฬวรรค พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุว่าเหตุใดพระโมคคัลลานะจึงมีฤทธิ์มากอานุภาพมาก แล้วตรัสตอบเองว่าเพราะท่านเจริญอิทธิบาท ๔ อย่างจริงจัง จากนั้นทรงแสดงเช่นเดียวกันว่าพระองค์เองก็ทรงมีฤทธิ์มากด้วยเหตุเดียวกัน สามารถแสดงฤทธิ์และบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ปิดท้ายอโยคุฬวรรคที่ ๓ พร้อมรายชื่อสูตรทั้ง ๑๑ สูตรในวรรคนี้
- 页 185–186 ปิดอิทธิบาทสังยุต และคังคาทิเปยยาล อรรถกถาปิดท้ายกล่าวสั้นๆ ว่าสองสูตรสุดท้ายทรงแสดงอภิญญา ๖ ไว้ และปิดอรรถกถาอิทธิปาทสังยุตทั้งหมด จากนั้นเป็นคังคาทิเปยยาล ชุดอุปมาแม่น้ำคงคาที่ไหลมุ่งสู่ทิศปราจีนไม่หวนกลับ เปรียบกับภิกษุผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ย่อมโน้มจิตมุ่งสู่นิพพานเพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕ ปิดท้ายอิทธิบาทสังยุตทั้งสังยุต
- 页 187–190 ปฐมรโหคตสูตร พระอนุรุทธะปรารภสติปัฏฐาน ๔ เริ่มต้นอนุรุทธสังยุต พระอนุรุทธะหลีกเร้นอยู่คนเดียวเกิดความคิดว่าผู้ใดเบื่อสติปัฏฐาน ๔ ผู้นั้นชื่อว่าเบื่ออริยมรรค พระมหาโมคคัลลานะทราบความคิดนั้นด้วยใจจึงปรากฏตัวต่อหน้าท่านทันทีดุจบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ แล้วถามความหมายของการปรารภสติปัฏฐาน ๔ พระอนุรุทธะจึงอธิบายอย่างพิสดารครบทั้งกาย เวทนา จิต ธรรม ทั้งภายในภายนอก
- 页 191–194 ทุติยรโหคตสูตรและสุตนุสูตร มหาอภิญญาจากสติปัฏฐาน ทุติยรโหคตสูตรทวนเนื้อหาเดิมแบบย่อกว่าเดิม ตามด้วยสุตนุสูตรที่พระอนุรุทธะตอบภิกษุทั้งหลายริมฝั่งแม่น้ำสุตนุว่าท่านบรรลุภาวะแห่งมหาอภิญญาได้เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ จนรู้แจ้งธรรมเลว ธรรมปานกลาง และธรรมประณีตตามความเป็นจริง อรรถกถาอธิบายว่าธรรมเลวคืออกุศลจิต ธรรมปานกลางคือกุศลวิบากกิริยาในภูมิ ๓ ธรรมประณีตคือมรรคผลนิพพาน
- 页 195–197 กัณฏกีสูตร ๓ สูตร และตัณหักขยสูตร พระสารีบุตรถามพระอนุรุทธะ ณ กัณฏกีวันเรื่องธรรมที่พระเสขะและพระอเสขะพึงเข้าถึง ซึ่งท่านตอบว่าคือสติปัฏฐาน ๔ ทั้งคู่ และถามซ้ำเรื่องมหาอภิญญาซึ่งครั้งนี้ท่านตอบว่าทำให้ระลึกถึงพันกัปในอดีตอนาคตหรือรู้แจ้งโลกหมื่นจักรวาลได้ในคราวเดียว ปิดท้ายด้วยตัณหักขยสูตรที่ยืนยันว่าสติปัฏฐาน ๔ ที่เจริญแล้วนำไปสู่ความสิ้นตัณหา
- 页 198–199 สลฬาคารสูตร ภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐานไม่มีทางลาสิกขา พระอนุรุทธะเปรียบเทียบว่าแม่น้ำคงคาที่ไหลมุ่งสู่ทิศตะวันออกนั้น แม้หมู่มหาชนจะขุดทดให้ไหลย้อนกลับก็ทำไม่ได้ฉันใด ภิกษุผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ จนจิตน้อมไปในวิเวกแล้ว แม้พระราชา มหาอำมาตย์ มิตร หรือญาติจะล่อด้วยทรัพย์สมบัติให้สึกก็ไม่มีทางเป็นไปได้ฉันนั้น เพราะจิตที่โน้มเอียงในความสงบมานานย่อมไม่หวนกลับสู่โลกียวิสัย
- 页 200–202 อัมพปาลิสูตรและคิลานสูตร ผิวพรรณผ่องใสและอาพาธหนัก พระสารีบุตรสังเกตว่าพระอนุรุทธะมีอินทรีย์ผ่องใสผิวหน้าสดใสผิดปกติ จึงถามว่าอยู่ด้วยธรรมข้อใด พระอนุรุทธะตอบว่าจิตตั้งมั่นในสติปัฏฐาน ๔ มาก จนพระสารีบุตรยกย่องว่าเป็นอาสภิวาจาที่ส่อถึงความเป็นพระอรหันต์ ต่อด้วยคิลานสูตรที่พระอนุรุทธะอาพาธหนักเป็นไข้ แต่ทุกขเวทนาไม่ครอบงำจิตเพราะอาศัยสติปัฏฐาน ๔ เช่นกัน
- 页 203–209 ทุติยวรรค ๑๔ สูตรสั้นว่าด้วยอานุภาพจากสติปัฏฐาน รวมสูตรสั้น ๑๔ สูตรที่พระอนุรุทธะแจกแจงอานุภาพต่างๆ ที่ได้จากการเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การระลึกอดีตชาติพันกัป การแสดงฤทธิ์ ทิพโสต การกำหนดรู้ใจผู้อื่น การรู้ฐานะอฐานะ วิบากกรรม ปฏิปทาสู่ทุกที่ ธาตุต่างๆ อธิมุตติของสัตว์ ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ ความเศร้าหมองผ่องแผ้วของฌาน ทิพจักษุ และอาสวักขยญาณ ปิดท้ายอนุรุทธสังยุตทั้งหมด
- 页 210–212 ปิดอนุรุทธสังยุต และฌานสังยุตทั้งสังยุต อรรถกถาปิดอนุรุทธสังยุตกล่าวว่าทศพลญาณมีครบเฉพาะพระสัพพัญญูพุทธเจ้า สาวกมีเพียงบางส่วน จากนั้นเข้าสู่ฌานสังยุตทั้งสังยุตซึ่งสั้นมาก แสดงฌาน ๔ ตั้งแต่ปฐมฌานถึงจตุตถฌาน โดยใช้อุปมาแม่น้ำคงคาไหลสู่ทิศตะวันออกเช่นเดิม ว่าผู้เจริญฌาน ๔ ย่อมน้อมจิตสู่นิพพานเพื่อละสังโยชน์เบื้องบน ๕
- 页 213–215 เอกธรรมสูตร วิธีเจริญอานาปานสติ ๑๖ ขั้น เริ่มต้นอานาปานสังยุต เอกธรรมสูตรแสดงวิธีเจริญอานาปานสติอย่างพิสดารครบ ๑๖ ขั้น ตั้งแต่รู้ลมหายใจเข้าออกยาวสั้น รู้แจ้งกายทั้งปวง ระงับกายสังขาร รู้แจ้งปีติสุขและจิตสังขาร ทำจิตให้บันเทิงตั้งมั่นและเปลื้องจิต จนถึงพิจารณาความไม่เที่ยง คลายกำหนัด ความดับ และความสละคืน ระบุว่าเป็นธรรมข้อเดียวที่มีผลานิสงส์มากที่สุด
- 页 216 โพชฌงคสูตรและสุทธิกสูตร อานาปานสติกับโพชฌงค์ ๗ โพชฌงคสูตรแสดงว่าอานาปานสติที่เจริญให้มีผลมากต้องประกอบเข้ากับโพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ น้อมไปในการสละ ตามด้วยสุทธิกสูตรซึ่งทวนวิธีเจริญอานาปานสติแบบย่อโดยอ้างอิงเนื้อหาเดียวกับเอกธรรมสูตร
- 页 217–218 ผลสูตรทั้งสอง ผลานิสงส์ของอานาปานสติ สูตรที่ระบุในต้นฉบับว่าเป็นสูตรที่ ๕ (แม้เนื้อหาต่อจากสูตรที่ ๓) แสดงว่าผู้เจริญอานาปานสติอย่างสมบูรณ์ย่อมหวังผลได้ ๒ อย่าง คืออรหัตผลในปัจจุบันหรือเป็นพระอนาคามี ต่อด้วยทุติยผลสูตรที่ขยายเป็นผลานิสงส์ ๗ ประการเช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในอิทธิบาทสังยุตก่อนหน้า
- 页 219–220 อริฏฐสูตร วิธีเจริญอานาปานสติที่บริบูรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าเจริญอานาปานสติหรือไม่ พระอริฏฐะทูลตอบว่าเจริญอยู่โดยละกามฉันทะในกามทั้งอดีตอนาคตและกำจัดปฏิฆสัญญาได้แล้ว แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่ายังไม่สมบูรณ์เพียงพอ แล้วทรงสอนวิธีเจริญอานาปานสติที่บริบูรณ์โดยกว้างขวางแท้จริงคือการตามรู้ลมหายใจครบ ๑๖ ขั้นตามเอกธรรมสูตร
- 页 221–222 กัปปินสูตร พระมหากัปปินะนั่งนิ่งไม่ไหวติง พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นพระมหากัปปินะนั่งขัดสมาธิตัวตรงสงบนิ่งไม่ไหวติงเลย จึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าเคยเห็นความไหวของกายท่านหรือไม่ แล้วทรงอธิบายว่าความไม่หวั่นไหวทั้งกายและจิตเช่นนี้เกิดจากการเจริญอานาปานสติสมาธิจนชำนาญ สามารถเข้าสมาธินั้นได้ตามปรารถนาโดยไม่ยากลำบาก
- 页 223–228 ทีปสูตร อานิสงส์อานาปานสติสมาธิและอุปมาตะเกียงดับ ทีปสูตรแสดงอานิสงส์อานาปานสติสมาธิว่าสงบประณีตดับอกุศลได้ทันทีดุจฝนใหญ่ดับฝุ่นละออง พระพุทธเจ้าตรัสว่าก่อนตรัสรู้พระองค์ทรงอยู่ด้วยธรรมนี้มาก กายจักษุจึงไม่ลำบากและจิตหลุดพ้นจากอาสวะ ทรงสอนว่าปรารถนาฌานหรืออรูปสมาบัติใดก็พึงมนสิการธรรมนี้ให้ดี และเปรียบเวทนาเมื่อสิ้นชีวิตดุจตะเกียงดับเพราะหมดเชื้อ อรรถกถาต่อท้ายมีข้อถกเถียงระหว่างพระเถระสองรูปว่ากสิณในอานาปานะเพิกออกได้หรือไม่
- 页 229–234 เวสาลีสูตร (ตอนต้น) ภิกษุอึดอัดเกลียดกายหลังเจริญอสุภะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกถาสรรเสริญคุณของอสุภกรรมฐานแก่ภิกษุอย่างมากมาย แล้วทรงหลีกเร้นกึ่งเดือน ภิกษุทั้งหลายเจริญอสุภะจนอึดอัดระอาเกลียดกายตนเองอย่างรุนแรง หลายสิบรูปแสวงหาศาสตราเพื่อปลงชีวิตตนเองในวันเดียวกัน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นทรงเห็นภิกษุสงฆ์เบาบางลง พระอานนท์กราบทูลเหตุการณ์ พระองค์จึงรับสั่งประชุมสงฆ์ที่กรุงเวสาลี (เนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปหน้าถัดจาก ๒๓๔ ซึ่งพระองค์จะทรงสอนอานาปานสติสมาธิเป็นทางแก้)
- 页 235–239 อรรถกถาเวสาลีสูตร: เหตุภิกษุปลงชีวิตตนเพราะเจริญอสุภะเกินขนาด อรรถกถาอธิบายเวสาลีสูตร ว่าด้วยเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นกึ่งเดือนหลังทรงแสดงอสุภกถาสรรเสริญคุณการเจริญอสุภะแก่ภิกษุอย่างมาก จนภิกษุจำนวนมากอึดอัดเกลียดกาย ถึงกับหาศาสตราปลงชีวิตตนเองและวานผู้อื่นฆ่า เพราะแรงวิบากกรรมเก่าที่เคยเป็นพรานล่าเนื้อ ๕๐๐ คน เมื่อพระอานนท์กราบทูลว่าสงฆ์ดูเบาบางลง พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอานาปานสติสมาธิแทน เปรียบเหมือนฝนใหญ่นอกฤดูที่ระงับฝุ่นละอองได้ทันที
- 页 240–247 กิมิลสูตรและอรรถกถา: อานาปานสติ ๑๖ ขั้นกับสติปัฏฐาน ๔ ปิดวรรคที่ ๑ กิมิลสูตรและอรรถกถา พระพุทธเจ้าตรัสถามพระกิมิละถึงวิธีเจริญอานาปานสติสมาธิให้มีผลมาก ท่านนิ่งเฉยจนพระอานนท์ทูลขอให้ตรัสสอน จึงทรงแสดงอานาปานสติ ๑๖ ขั้นที่โยงเข้ากับการพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมในสติปัฏฐาน ๔ พร้อมอุปมาว่าเหมือนกองฝุ่นกลางทางสี่แพร่งที่ถูกเกวียนจากทุกทิศชนกระจาย เป็นการปิดท้ายเอกธรรมวรรคที่ ๑ ของอานาปานสังยุต
- 页 248–250 อิจฉานังคลสูตรและอรรถกถา: อานาปานสติเป็นวิหารธรรมของพระอริยะ อิจฉานังคลสูตรและอรรถกถา พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ ณ ป่าอิจฉานังคละสามเดือน เมื่อออกจากที่เร้นตรัสสอนภิกษุว่าหากถูกนักบวชศาสนาอื่นถามว่าพระองค์ทรงอยู่จำพรรษาด้วยธรรมใดมาก ให้ตอบว่าด้วยอานาปานสติสมาธิ ทรงอธิบายว่าอานาปานสติเป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยะ พรหม และตถาคต โดยจำแนกผลต่างกันระหว่างพระเสขะที่ยังต้องละกิเลสกับพระอรหันต์ที่สิ้นอาสวะแล้ว
- 页 251–253 โลมสกังภิยสูตร: ต่างกันของวิหารธรรมพระเสขะกับพระตถาคต เจ้าศากยะพระนามมหานามเสด็จไปถามพระโลมสกังภิยะว่าอานาปานสติสมาธิเป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระเสขะหรือพระตถาคตเหมือนกันหรือไม่ ท่านตอบว่าต่างกัน เพราะพระเสขะยังต้องละนิวรณ์ ๕ ส่วนพระอรหันต์ขีณาสพละนิวรณ์ได้เด็ดขาดถอนรากถึงที่สุดแล้ว ไม่มีวันเกิดขึ้นอีก จึงเป็นธรรมเครื่องอยู่ที่ต่างระดับกัน
- 页 254–260 ปฐมอานันทสูตรและอรรถกถา: ห่วงโซ่อานาปานสติ→สติปัฏฐาน→โพชฌงค์→วิชชาวิมุตติ พระอานนท์ทูลถามว่ามีธรรมหนึ่งข้อที่ทำให้ธรรม ๔ ข้อบริบูรณ์ ธรรม ๔ ข้อทำให้ธรรม ๗ ข้อบริบูรณ์ และธรรม ๗ ข้อทำให้ธรรม ๒ ข้อบริบูรณ์หรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายละเอียดว่าอานาปานสติสมาธิเมื่อเจริญครบ ๑๖ ขั้น ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ และโพชฌงค์ ๗ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ตามลำดับ
- 页 261–267 จากทุติยอานันทสูตรถึงอาสวักขยสูตร: ปิดท้ายอานาปานสังยุต กลุ่มพระสูตรสั้นปิดท้ายอานาปานสังยุต ตั้งแต่ทุติยอานันทสูตรถึงอาสวักขยสูตร ล้วนย้ำหลักการเดียวกันว่าอานาปานสติสมาธินำไปสู่สติปัฏฐาน โพชฌงค์ วิชชาและวิมุตติ โดยตรัสตอบพระอานนท์และภิกษุหลายรูปซ้ำอีก จากนั้นตรัสเพิ่มเติมว่าอานาปานสติยังเป็นไปเพื่อละสังโยชน์ ถอนอนุสัย กำหนดรู้อัทธานะ และสิ้นอาสวะ ปิดท้ายด้วยรายชื่อสูตรทั้งหมดในวรรคและคำว่า จบอานาปานสังยุต
- 页 268–272 ราชสูตรและอรรถกถา: เปิดโสตาปัตติสังยุต จักรพรรดิกับอริยสาวกยากจน ราชสูตรและอรรถกถา เปิดต้นโสตาปัตติสังยุต วรรคเวฬุทวาร พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบพระเจ้าจักรพรรดิผู้เสวยสุขในสวรรค์ดาวดึงส์แต่ยังไม่พ้นอบายภูมิ กับอริยสาวกยากจนที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัยและศีลอันพระอริยะใคร่ กลับพ้นจากนรกได้จริง ทรงสรุปว่าการได้ธรรม ๔ ประการนี้มีค่ายิ่งกว่าการครองทวีปทั้ง ๔ ถึง ๑๖ เท่า
- 页 273 โอคธสูตร: องค์ธรรม ๔ ประการเครื่องบรรลุโสดา โอคธสูตร แสดงองค์ธรรม ๔ ประการเครื่องบรรลุโสดา คือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันพระอริยะใคร่ ปิดท้ายด้วยพระคาถาว่าผู้ใดมีศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมบรรลุความสุขอันหยั่งลงในพรหมจรรย์ตามกาลเวลา
- 页 274–277 ทีฆาวุสูตร: อุบาสกป่วยหนักฟังธรรมข้างเตียงจนบรรลุอนาคามี ทีฆาวุสูตรและอรรถกถา เรื่องทีฆาวุอุบาสกป่วยหนักใกล้ตาย ให้บิดาไปทูลเชิญพระพุทธเจ้า พระองค์เสด็จไปสอนองค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ แล้วสอนให้เจริญวิปัสสนาเห็นสังขารทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ควรละ คลายกำหนัด และดับ ทีฆาวุปฏิบัติตามจนสิ้นชีวิต พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าเป็นพระอนาคามีเพราะสิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕
- 页 278 ปฐมสาริปุตตสูตร: พระสารีบุตรตอบองค์ธรรมโสดาบัน ปฐมสาริปุตตสูตร พระอานนท์ถามพระสารีบุตรว่าต้องประกอบด้วยธรรมเท่าไรจึงจะได้รับพยากรณ์เป็นพระโสดาบัน พระสารีบุตรตอบด้วยองค์ธรรม ๔ ประการเดิม คือความเลื่อมใสมั่นคงในพระรัตนตรัยและศีลอันพระอริยะใคร่ อรรถกถาระบุว่าเนื้อความง่ายไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
- 页 279–280 ทุติยสาริปุตตสูตร: นิยามโสตาปัตติยังคะ กระแสธรรม และโสดาบัน ทุติยสาริปุตตสูตรและอรรถกถา พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรเป็นชุดคำถามว่าโสตาปัตติยังคะคืออะไร ท่านตอบว่าคือการคบสัตบุรุษ ฟังธรรม ทำไว้ในใจโดยแยบคาย และปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จากนั้นถามว่ากระแสธรรมคืออะไร ตอบว่าคือมรรคมีองค์ ๘ และถามว่าโสดาบันคือใคร ตอบว่าคือผู้ประกอบด้วยมรรคมีองค์ ๘ นั้น พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบทุกข้อ
- 页 281–290 ถปติสูตร: ช่างไม้อิสิทัตตะกับความคับแคบของฆราวาส ถปติสูตรและอรรถกถา ช่างไม้อิสิทัตตะผู้เป็นสกทาคามีวางคนเฝ้ารับเสด็จ กราบทูลว่าใจหวิวเศร้าทุกครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จห่างออกไปทีละแคว้น และแช่มชื่นทุกครั้งที่เสด็จใกล้เข้ามา พระพุทธเจ้าตรัสว่าฆราวาสคับแคบเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาปลอดโปร่ง อิสิทัตตะเล่าเสริมความคับแคบยิ่งกว่านั้นคือหน้าที่คุ้มกันขบวนพระราชินีบนหลังช้างของพระเจ้าปเสนทิโกศลโดยไม่มีจิตกำหนัด สุดท้ายตรัสองค์ธรรมโสดาบันฝ่ายคฤหัสถ์ที่เพิ่มการมีใจปราศจากตระหนี่ ยินดีในทาน
- 页 291–297 เวฬุทวารสูตร: ธรรมปริยายน้อมเข้ามาในตน พระพุทธเจ้าเสด็จถึงหมู่บ้านเวฬุทวาระ ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์และคฤหบดีผู้ปรารถนาชีวิตครองเรือนมีลาภยศแล้วไปสวรรค์ โดยสอนวิธีน้อมธรรมเข้าตน คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดไม่พึงปรารถนาแก่ตนก็ไม่ควรทำแก่ผู้อื่น จึงเป็นฐานของศีลห้า ผนวกกับความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยทำให้เป็นโสดาบัน ท้ายสุดชาวบ้านทั้งหมดขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- 页 298–301 ปฐมคิญชกาวสถสูตร: ธรรมาทาส แว่นส่องธรรมพยากรณ์ตนเอง พระอานนท์ทูลถามคติของพระภิกษุสาฬหะ ภิกษุณีนันทา อุบาสกสุทัตตะ และอุบาสิกาสุชาดาผู้ล่วงลับ พระพุทธเจ้าตรัสบอกภูมิธรรมของแต่ละท่าน (อรหันต์ อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน) แล้วทรงแสดง "ธรรมาทาส" คือแว่นส่องธรรมที่อริยสาวกใช้พยากรณ์ตนเองได้ว่าพ้นจากอบายแล้วหรือไม่ ผ่านความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะสรรเสริญ
- 页 302–304 ทุติย-ตติยคิญชกาวสถสูตร: ชาวบ้านนับร้อยบรรลุธรรมหลังอหิวาต์ระบาด พระอานนท์ทูลถามคติของผู้ล่วงลับอีกหลายคนในหมู่บ้านต่างๆ พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แต่ละคนด้วยธรรมาทาสเช่นเดิม จุดเด่นคือหมู่บ้านหนึ่งมีผู้เสียชีวิตพร้อมกันด้วยอหิวาตกโรคถึง 2,400,000 คน ในจำนวนนี้เป็นอนาคามีกว่า 50 คน สกทาคามีกว่า 90 คน และโสดาบัน 506 คน จบวรรคเวฬุทวารพร้อมสรุปรายชื่อ 10 สูตรในวรรคนี้
- 页 305–311 กำเนิดราชการาม: พระราชาถูกหลอกให้เดียรถีย์สร้างวัดใกล้เชตวัน อรรถกถาปิดท้ายวรรคเวฬุทวาร แล้วเข้าสู่ราชการามวรรค เริ่มด้วยสหัสสสูตรที่ตรัสสอนภิกษุณี 1,000 รูปเรื่องธรรม 4 ประการของโสดาบัน จากนั้นอรรถกถาเล่าที่มาชื่อราชการามว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรับสินบนจากเดียรถีย์ให้สร้างวัดใกล้เชตวัน พระพุทธเจ้าทรงเล่าชาดกเตือนสติเรื่องดาบสสองคณะแย่งโคนไม้จนถูกเทวดาลงโทษน้ำท่วมแว่นแคว้น ทำให้พระราชาสำนึกไล่เดียรถีย์ออกไปแล้วสร้างวัดราชการามแทน
- 页 312 พราหมณสูตร: ทางอุทยคามินีที่แท้จริงต่างจากปฏิปทาของพราหมณ์ พระพุทธเจ้าทรงคัดค้านปฏิปทา "อุทยคามินี" ของพราหมณ์ที่สอนให้เดินมุ่งหน้าทิศตะวันออกโดยไม่หลบบ่อหรือหนามจนตาย อ้างว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ ทรงชี้ว่าเป็นความดำเนินของคนพาลไม่นำไปสู่ความหน่ายหรือนิพพาน แล้วทรงแสดงอุทยคามินีปฏิปทาที่แท้จริงคือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะสรรเสริญ ซึ่งนำไปสู่ความคลายกำหนัดและนิพพานจริง
- 页 313–315 อานันทสูตร: ละธรรม 4 ประกอบธรรม 4 จึงเป็นโสดาบัน พระสารีบุตรถามพระอานนท์ว่าเพราะละธรรมเท่าใดและประกอบธรรมเท่าใด หมู่สัตว์จึงได้รับพยากรณ์ว่าเป็นโสดาบัน พระอานนท์ตอบว่าปุถุชนที่ไม่มีความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และทุศีล ย่อมไปอบาย ส่วนอริยสาวกที่ละสิ่งเหล่านั้นแล้วมีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวและมีศีลที่พระอริยะสรรเสริญแทน ย่อมไปสุคติและเป็นโสดาบันแน่นอน
- 页 316–320 ทุคติสูตรและมิตตามัจจสูตร: ธรรม 4 ช่วยพ้นทุคติ พึงชวนญาติมิตรถือปฏิบัติ รวมพระสูตรสั้นสี่สูตรย้ำว่าอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะใคร่ ย่อมล่วงพ้นภัยจากทุคติและวินิบาตได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุอนุเคราะห์ญาติมิตรให้ตั้งมั่นในธรรมเหล่านี้ พร้อมอุปมาว่าธาตุดินน้ำไฟลมยังแปรผันได้ แต่ความเลื่อมใสของอริยสาวกแท้จริงจะไม่แปรเป็นอื่นจนตกไปสู่นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเลย
- 页 321–324 เทวจาริกสูตร: พระโมคคัลลานะและพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่เทวดาดาวดึงส์ พระมหาโมคคัลลานะหายตัวจากเชตวันไปปรากฏในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แสดงธรรมแก่หมู่เทวดาว่าความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะสรรเสริญเป็นเหตุให้ไปสุคติ เทวดารับรองคำสอนนั้น สูตรที่สามพระพุทธเจ้าเองเสด็จไปแสดงธรรมเดียวกัน แต่เน้นว่าธรรมเหล่านี้ทำให้เป็นโสดาบันมีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ทั้งสามสูตรไม่มีอรรถกถาอธิบายเพิ่ม จบวรรคราชการาม
- 页 325–327 ปฐมมหานามสูตร: อุปมาน้ำมันลอยน้ำ จิตที่อบรมดีย่อมไปสู่เบื้องบน เริ่มสรกานิวรรค พระเจ้ามหานามศากยราชทูลถามด้วยความกลัวว่า หากสิ้นพระชนม์ขณะเดินในเมืองที่พลุกพล่านจนขาดสติระลึกถึงพระรัตนตรัย คติของพระองค์จะเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงปลอบด้วยอุปมาว่าเหมือนน้ำมันหรือเนยใสที่ลอยขึ้นเมื่อทุบหม้อในน้ำลึก จิตที่อบรมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญามานาน ย่อมไปสู่เบื้องบนเสมอ ไม่ว่าร่างกายจะเป็นเช่นไร
- 页 328 ทุติยมหานามสูตร: อุปมาต้นไม้โน้มเอียง จิตที่อบรมดีย่อมโน้มสู่นิพพาน พระเจ้ามหานามทูลถามด้วยความกังวลเดิมอีกครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาต้นไม้ที่โน้มเอียงไปทางทิศตะวันออก เมื่อรากขาดย่อมล้มไปทางที่โน้มอยู่นั่นเอง ฉันใดก็ฉันนั้น อริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีลที่พระอริยะสรรเสริญ ย่อมน้อมโน้มโอนไปสู่พระนิพพานเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะสิ้นชีวิตเมื่อใดก็ตาม
- 页 329–333 โคธาสูตร: มหานามและโคธาศากยะโต้แย้งองค์ธรรมของโสดาบัน 3 หรือ 4 ข้อ เจ้ามหานามทรงทราบว่าโสดาบันมีองค์ธรรม 4 (เลื่อมใสในพระรัตนตรัยและมีศีล) แต่เจ้าโคธาศากยะทรงทราบเพียง 3 (ไม่รวมศีล) ทั้งสองไม่อาจตกลงกันได้จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าให้ทรงตัดสิน เจ้าโคธาทรงประกาศว่าไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสว่าฝ่ายใดถูก แม้พระสงฆ์ทั้งปวงหรือแม้โลกทั้งเทวโลกจะค้านก็ตาม พระองค์จะเชื่อตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น สะท้อนศรัทธาอันมั่นคงในพระสัพพัญญุตญาณ
- 页 334–338 ปฐมสรกานิสูตร: เจ้าสรกานิผู้ติดสุราก็เป็นโสดาบันได้ เจ้าสรกานิศากยะสิ้นพระชนม์ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่าเป็นโสดาบัน ทำให้พวกเจ้าศากยะไม่พอใจเพราะทราบว่าท่านดื่มสุราและย่อหย่อนในสิกขา พระพุทธเจ้าทรงอธิบายแก่เจ้ามหานามว่า ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะอย่างแท้จริงย่อมไม่ตกไปสู่วินิบาตเลย ไม่ว่าจะมีปัญญาระดับใด แม้เพียงมีศรัทธาและความรักในพระตถาคตพอประมาณก็ยังพ้นจากอบาย เปรียบต้นไม้ใหญ่ที่หากรู้ภาษาก็ยังควรได้รับพยากรณ์เป็นโสดาบัน
- 页 339–342 ทุติยสรกานิสูตร: อุปมานาดีนาเลว ธรรมที่สอนดีย่อมให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติชอบ เนื้อหาซ้ำเรื่องเจ้าสรกานิ แต่ขยายรายละเอียดระดับบุคคลถึงขั้นอนาคามีประเภทต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงอุปมาด้วยนาที่ไม่ราบเรียบดินเสียเมล็ดพันธุ์ไม่ดี แม้ฝนดีก็ไม่งอกงาม เปรียบธรรมที่สอนไม่ดี ตรงข้ามกับนาดีเมล็ดดีเมื่อฝนตกย่อมงอกงาม เปรียบธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วและสาวกปฏิบัติชอบ สรุปว่าเจ้าสรกานิได้บำเพ็ญสิกขาบริบูรณ์ในวาระสุดท้ายแห่งชีวิตแล้ว
- 页 343–347 ปฐมทุสีลยสูตร: พระสารีบุตรปลอบอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนักด้วยอาการ 10 ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนักใกล้สิ้นชีวิต นิมนต์พระสารีบุตรและพระอานนท์มาเยี่ยม พระสารีบุตรสอนให้ท่านพิจารณาตนเองเทียบกับสิ่งที่ปุถุชนไม่มีคือความไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ทุศีล และมิจฉัตตะ 8 ประการ ซึ่งท่านไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย เวทนาของท่านจึงสงบระงับโดยพลัน พระพุทธเจ้าตรัสยกย่องว่าพระสารีบุตรจำแนกโสดาปัตติยังคะ 4 ด้วยอาการ 10 ได้อย่างแยบคาย
- 页 348 พระสารีบุตรเยี่ยมอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วย จำแนกโสดาปัตติยังคะ ๔ ด้วยอาการ ๑๐ พระสารีบุตรพร้อมพระอานนท์ไปเยี่ยมท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้ป่วยหนักตามคำนิมนต์ สอนให้พิจารณาความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลที่มีอยู่ในตนเอง เพื่อระงับทุกขเวทนา จำแนกโสดาปัตติยังคะ ๔ ด้วยอาการ ๑๐ อย่างละเอียด เวทนาของเศรษฐีสงบระงับโดยพลัน พระสารีบุตรอนุโมทนาด้วยคาถา พระพุทธเจ้าตรัสชมว่าสารีบุตรเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก
- 页 349–352 พระอานนท์เยี่ยมอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วย สอนธรรมระงับความกลัวตาย ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนักอีกคราว นิมนต์พระอานนท์มาเยี่ยม พระอานนท์แสดงว่าปุถุชนผู้ขาดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลย่อมสะดุ้งหวาดกลัวความตายในภายหน้า ส่วนอริยสาวกผู้มีธรรมทั้ง ๔ นี้ครบถ้วนย่อมไม่กลัว เศรษฐีทูลว่าตนไม่กลัวเพราะมีธรรมเหล่านั้นในตน พระอานนท์จึงพยากรณ์ว่าท่านได้โสดาปัตติผลแล้ว จบสรกานิวรรคที่ ๓
- 页 353–355 ปฐม-ทุติยเวรภยสูตร ภัยเวร ๕ ระงับ พยากรณ์ตนเป็นโสดาบันได้ แสดงว่าอริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการดื่มสุราเมรัย ย่อมระงับภัยเวร ๕ ประการที่จะเกิดทั้งปัจจุบันและภพหน้า ประกอบด้วยโสดาปัตติยังคะ ๔ และเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นญายธรรมอันประเสริฐด้วยปัญญา จึงหวังพยากรณ์ตนเป็นพระโสดาบันได้ ทั้งสองสูตรมีเนื้อความเดียวกัน สูตรหลังตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย
- 页 356 ลิจฉวีสูตร นันทกะมหาอำมาตย์ ต้องการอาบน้ำภายในคือความเลื่อมใส มหาอำมาตย์นันทกะแห่งเจ้าลิจฉวีเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าอริยสาวกผู้มีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยและศีล เป็นโสดาบัน และย่อมได้อายุ วรรณะ สุข ยศ ความเป็นใหญ่ทั้งที่เป็นทิพย์และของมนุษย์ ซึ่งพระองค์ทรงรู้เห็นเอง เมื่อถึงเวลาจะอาบน้ำ นันทกะตอบว่าต้องการอาบน้ำภายในคือความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าก่อน จบสรกานิวรรคที่ ๓
- 页 357–360 ปฐม-ตติยอภิสันทสูตร ห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการ (วรรคไม่มีคาถา) ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๔ เริ่มด้วยสามสูตรแสดงห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการอันนำมาซึ่งความสุข คือความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ส่วนองค์ที่ ๔ ต่างกันไปในแต่ละสูตร ได้แก่ ศีลที่พระอริยเจ้าใคร่ จาคะปราศจากความตระหนี่ยินดีให้ทาน หรือปัญญาเห็นความเกิดดับ เป็นบุญที่ไม่อาจนับประมาณได้
- 页 361–364 เทวบท ๔ ประการ และเทวดาชื่นชมผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ปฐม-ทุติยเทวปทสูตรแสดงเทวบท (ข้อปฏิบัติของเทวดา) ๔ ประการเพื่อความบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว คือความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล สูตรที่สองเสริมว่าอริยสาวกพึงพิจารณาว่าตนไม่เบียดเบียนใครเหมือนเทวดา สภาคตสูตรกล่าวว่าเทวดาที่จุติมาเกิดด้วยธรรมเหล่านี้ย่อมปลื้มใจเชื้อเชิญผู้มีธรรมเดียวกันมาเกิดร่วมภพ
- 页 365–366 มหานามสูตร ความหมายของอุบาสก และวัสสสูตร อุปมาฝนไหลสู่มหาสมุทร พระเจ้ามหานามศากยราชทูลถามความหมายของ 'อุบาสก' พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือผู้ถึงไตรสรณะ และอธิบายความถึงพร้อมด้วยศีล ศรัทธา จาคะ ปัญญาของอุบาสกทีละข้อ วัสสสูตรเปรียบความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลของอริยสาวกเหมือนฝนตกบนภูเขาไหลผ่านซอกเขาลำธารหนองบึงแม่น้ำจนถึงมหาสมุทร คือความสิ้นอาสวะในที่สุด
- 页 367–368 กาฬิโคธาสูตร พระนางกาฬิโคธาสากิยานีพยากรณ์ตนเป็นโสดาบัน พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังนิเวศน์ของพระนางกาฬิโคธาสากิยานี ตรัสว่าอริยสาวิกาผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและมีจาคะ ปราศจากความตระหนี่ ยินดีให้ทาน เป็นพระโสดาบัน พระนางกราบทูลว่าธรรมเหล่านั้นมีในตนและตนเฉลี่ยไทยธรรมทั้งหมดในสกุลแก่ผู้มีศีล พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าพระนางได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว
- 页 369–371 นันทิยสูตร อยู่ด้วยความประมาทและไม่ประมาทของอริยสาวก เจ้าศากยะนันทิยะทูลถามว่าอริยสาวกที่มีโสตาปัตติยังคะ ๔ อยู่ด้วยความประมาทหรือไม่ประมาทอย่างไร พระพุทธเจ้าอธิบายว่าหากพอใจเพียงเท่านั้นไม่พยายามยิ่งขึ้นเพื่อสงัดกลางวันหลีกเร้นกลางคืน จะไม่เกิดปราโมทย์ปีติปัสสัทธิสมาธิ ชื่อว่าประมาท แต่หากพยายามยิ่งขึ้นจะเกิดลำดับธรรมจนจิตเป็นสมาธิ ชื่อว่าไม่ประมาท จบปุญญาภิสันทวรรคที่ ๔
- 页 372–374 เริ่มสคาถกปุญญาภิสันทวรรคที่ ๕ ห้วงบุญกุศลพร้อมคาถาแม่น้ำไหลสู่สาคร เริ่มวรรคใหม่ (มีคาถา) ปฐมอภิสันทสูตรแสดงห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการซ้ำเนื้อหาเดิม (ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล) แต่ปิดท้ายด้วยพระคาถาเปรียบบุญของอริยสาวกเหมือนแม่น้ำหลายสายที่หมู่ชนอาศัยไหลรวมสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่จนประมาณมิได้ เช่นเดียวกับสายธารบุญที่ไหลไปสู่บัณฑิตผู้ให้ข้าวน้ำผ้าที่นอนที่นั่ง
- 页 375–378 ทุติย-ตติยอภิสันทสูตร ห้วงบุญกุศลกับอุปมาแม่น้ำใหญ่ห้าสาย ทุติยและตติยอภิสันทสูตรแสดงห้วงบุญห้วงกุศล ๔ ประการต่อเนื่อง (สูตรที่ ๒ เพิ่มจาคะ สูตรที่ ๓ เพิ่มปัญญาเป็นองค์ที่ ๔) พร้อมอุปมาแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลรวมกันจนนับปริมาณน้ำไม่ได้ และคาถาว่าผู้ต้องการบุญเจริญมรรคเพื่อบรรลุอมตธรรมย่อมไม่หวั่นไหวเมื่อมัจจุราชมาถึง
- 页 379–383 มหัทธนสูตร ความมั่งคั่งด้วยอริยทรัพย์ และสูตรพยากรณ์โสดาบันหลายเจ้าศากยะ ปฐม-ทุติยมหัทธนสูตรแสดงว่าอริยสาวกผู้มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีลหรือปัญญาชื่อว่าเป็นผู้มั่งคั่งด้วยอริยทรัพย์ ตามด้วยภิกขุสูตร นันทิยสูตร ภัททิยสูตร มหานามสูตร ที่ตรัสซ้ำแก่เจ้าศากยะแต่ละองค์ว่าผู้มีธรรม ๔ นี้เป็นโสดาบัน ปิดท้ายด้วยโสดาปัตติยังคสูตรสรุปองค์แห่งการเข้าถึงกระแส ๔ คือคบสัตบุรุษ ฟังธรรม ทำในใจโดยแยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
- 页 384–387 สัปปัญญวรรคที่ ๖ วัสสวุตถสูตร อริยบุคคลมีน้อยกว่ากันโดยลำดับ เริ่มสัปปัญญวรรคที่ ๖ สคาถกสูตรย้ำธรรม ๔ ของโสดาบันพร้อมคาถา วัสสวุตถสูตรเล่าภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาแล้วไปกรุงกบิลพัสดุ์ เจ้าศากยะซักถามข่าวพระพุทธเจ้าและสงฆ์ ภิกษุเล่าธรรมที่ได้ฟังว่าพระอรหันต์มีน้อยกว่าพระอนาคามี พระอนาคามีน้อยกว่าพระสกทาคามี และพระสกทาคามีน้อยกว่าพระโสดาบัน แสดงลำดับความมากน้อยของอริยบุคคลแต่ละชั้น
- 页 388–390 ธรรมทินนสูตร อุบาสก ๕๐๐ คนทูลขอโอวาท พยากรณ์โสดาปัตติผล อุบาสกธรรมทินนะพร้อมบริวาร ๕๐๐ คนทูลขอโอวาท พระพุทธเจ้าตรัสให้เข้าถึงพระสูตรอันลึกซึ้งเป็นโลกุตระ แต่อุบาสกทูลว่ายังครองเรือนทำได้ยาก จึงขอธรรมสำหรับผู้ตั้งอยู่ในศีล ๕ พระองค์จึงสอนให้เจริญความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล อุบาสกทั้งหมดกราบทูลว่ามีธรรมเหล่านั้นครบแล้ว พระพุทธเจ้าจึงพยากรณ์โสดาปัตติผลแก่ทุกคน
- 页 391–394 คิลายนสูตร วิธีปลอบใจผู้ป่วยหนัก ละความห่วงใยจนดับสักกายะ พระเจ้ามหานามทูลถามวิธีปลอบใจอุบาสกป่วยหนัก พระพุทธเจ้าสอนให้กล่าวธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ (ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและศีล) จากนั้นค่อยๆ แนะให้ละความห่วงใยในบิดามารดา บุตรภรรยา กามคุณมนุษย์ แล้วน้อมจิตขึ้นไปตามชั้นเทวดาจนถึงพรหมโลก และท้ายสุดน้อมจิตเข้าสู่ความดับสักกายะ ตรัสว่าอุบาสกที่มีจิตหลุดพ้นเช่นนี้ไม่ต่างจากภิกษุขีณาสพ
- 页 395–397 ชุดสูตรเจริญธรรม ๔ ประการเพื่อบรรลุมรรคผลและปัญญา จบสัปปัญญวรรคที่ ๖ ชุดสูตรสั้น (ปฐม-จตุตถผลสูตร ปฏิลาภสูตร วุฒิสูตร เวปุลลสูตร) แสดงธรรม ๔ ประการเดียวกันคือคบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ทำในใจโดยแยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เมื่อเจริญกระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล และเพื่อได้ปัญญา ความเจริญและไพบูลย์แห่งปัญญาตามลำดับ จบสัปปัญญวรรคที่ ๖
- 页 398–403 มหาปัญญวรรคที่ ๗ สูตรลักษณะปัญญา ๑๓ แบบ จบโสตาปัตติสังยุตที่ ๑๑ มหาปัญญวรรคที่ ๗ รวมสูตรสั้น ๑๓ สูตรรูปแบบเดียวกันหมด คือธรรม ๔ ประการเดิม (คบสัตบุรุษ ฟังสัทธรรม ทำในใจโดยแยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) เมื่อเจริญแล้วนำไปสู่ปัญญาลักษณะต่างๆ ได้แก่ ปัญญามาก แน่นหนา ไพบูลย์ ลึกซึ้ง หาประมาณมิได้ ดังแผ่นดิน เร็ว เบา ร่าเริง ไว กล้า และเป็นเครื่องชำแรกกิเลส ปิดท้ายด้วยการจบโสตาปัตติสังยุตที่ ๑๑ ทั้งหมด
- 页 404–405 เริ่มสัจจสังยุต: สมาธิสูตร ว่าด้วยผู้มีใจตั้งมั่นย่อมรู้อริยสัจตามจริง เปิดสัจจสังยุตด้วยสมาธิวรรคที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุเจริญสมาธิ เพราะผู้มีใจตั้งมั่นย่อมรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง อรรถกถาขยายความว่าภิกษุกลุ่มหนึ่งเสื่อมจากสมาธิ พระศาสดาจึงทรงแสดงว่าเมื่อจิตมีอารมณ์เดียวจะบรรลุคุณวิเศษได้ และอธิบายความหมายของการเพียรเพื่อรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
- 页 406–408 ปฏิสัลลานสูตรและปฐมกุลปุตตสูตร: หลีกเร้นกายและเหตุผลแท้จริงของการบวช ปฏิสัลลานสูตรสอนให้ภิกษุหมั่นหลีกเร้นกายเพื่อให้รู้อริยสัจตามจริง ส่วนปฐมกุลปุตตสูตรชี้ว่ากุลบุตรที่ออกบวชโดยชอบไม่ว่าในอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน ล้วนออกบวชเพื่อรู้อริยสัจ ๔ เป็นจุดมุ่งหมายเดียวกันทั้งสิ้น อรรถกถาอธิบายว่าคำว่า เพื่อรู้ยิ่ง หมายถึงเพื่อประโยชน์แก่การรู้แจ้งธรรม
- 页 409–411 ทุติยกุลปุตตสูตรและสมณพราหมณสูตรทั้งสอง: สมณพราหมณ์แท้ต้องรู้และประกาศอริยสัจ ย้ำว่ากุลบุตรผู้บวชโดยชอบทุกยุคสมัยล้วนรู้อริยสัจ ๔ ตามจริง จากนั้นสมณพราหมณสูตรทั้งสองสูตรชี้ว่าสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริงต้องรู้อริยสัจ ๔ ด้วยตนเองและประกาศสิ่งที่ตนรู้แก่ผู้อื่น อรรถกถาระบุว่าพระพุทธเจ้าทรงหมายถึงพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยคำว่าสมณะในที่นี้
- 页 412–415 วิตักกสูตรถึงติรัจฉานกถาสูตร: ห้ามตรึกคิดพูดเรื่องไร้ประโยชน์ สี่สูตรติดกันสอนไม่ให้ตรึก คิด พูดวิวาทะ หรือพูดเรื่องเดรัจฉานกถา (เช่น เรื่องพระราชา โจร กองทัพ อาหาร สตรี) เพราะไม่นำไปสู่ความหน่ายคลายกำหนัดหรือนิพพาน แต่ควรตรึกคิดพูดถึงอริยสัจ ๔ เท่านั้น เพราะเป็นพรหมจรรย์เบื้องต้นที่แท้จริงและนำไปสู่การตรัสรู้
- 页 416–419 อรรถกถาติรัจฉานกถาสูตร: ไขความดิรัจฉานกถา ๓๒ ชนิด และจบสมาธิวรรค อรรถกถาขยายความละเอียดว่าเดรัจฉานกถาแต่ละประเภท (เรื่องพระราชา โจร ญาติ บ้าน สตรี คนกล้า ท่าน้ำ ฯลฯ) เมื่อพูดด้วยความยินดีในทางโลกถือว่าไม่ควร แต่หากพูดโดยโยงถึงความไม่เที่ยงหรือศรัทธาก็ถือว่าใช้ได้ รวมทั้งหมด ๓๒ ประเภท จบด้วยการปิดสมาธิวรรคที่ ๑ และรวมรายชื่อ ๑๐ สูตรในวรรคนี้
- 页 420–423 ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร: ปฐมเทศนาแสดงมัชฌิมาปฏิปทาและอริยสัจ ๔ แก่ปัญจวัคคีย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงชี้ทางสายกลางเลี่ยงสุดโต่งสองทาง คือการเสพกามและการทรมานตน แสดงอริยมรรคมีองค์ ๘ และอริยสัจ ๔ เมื่อจบเทศนา ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม เทวดาทุกชั้นบันลือเสียงสาธุการ หมื่นโลกธาตุไหว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ อันเป็นที่มาของนาม อัญญาโกณฑัญญะ
- 页 424–427 อรรถกถาปฐมตถาคตสูตร: ไขความปฐมเทศนาโดยละเอียด อรรถกถาอธิบายที่มาของชื่อป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ประวัติการบำเพ็ญบารมีของพระพุทธเจ้าจนตรัสรู้ ความหมายของส่วนสุดสองทาง มัชฌิมาปฏิปทา และคำว่าธรรมจักร โดยอธิบายวนรอบ ๓ (สัจญาณ กิจญาณ กตญาณ) และอาการ ๑๒ ในอริยสัจ ๔ พร้อมระบุว่าพรหม ๑๘ โกฏิบรรลุโสดาปัตติผลพร้อมพระโกณฑัญญะ
- 页 428–437 ทุติยตถาคตสูตรถึงตถสูตร: ย้ำอริยสัจ ๔ หลายแง่มุม และจบธรรมจักกัปปวัตตนวรรค ชุดสูตรสั้นย้ำหลักอริยสัจ ๔ ในแง่มุมต่างๆ เช่น ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ อายตนะ ๖ เป็นทุกข์ ภิกษุทรงจำอริยสัจได้ถูกต้องไม่มีใครโต้แย้งได้ อวิชชาคือความไม่รู้ในอริยสัจ วิชชาคือความรู้ในอริยสัจ และอริยสัจเป็นของจริงแท้ไม่แปรผัน ปิดท้ายวรรคที่ ๒ พร้อมอรรถกถาสั้นๆ
- 页 438–441 โกฏิคามวรรค: ปฐมวัชชีสูตรและทุติยวัชชีสูตร เหตุที่ต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าตรัส ณ โกฏิคาม แคว้นวัชชี ว่าทั้งพระองค์และเหล่าภิกษุต้องท่องเที่ยวในสังสารวัฏมานานเพราะไม่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ บัดนี้เมื่อตรัสรู้แล้วตัณหาก็สิ้นไป ภพใหม่ไม่มี สูตรถัดมาย้ำว่าผู้ไม่รู้อริยสัจ ๔ ตามจริงไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์แท้ ส่วนผู้รู้จึงพ้นจากชาติชราได้
- 页 442–448 สัมมาสัมพุทธสูตรถึงควัมปติสูตร: นิยามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและอริยสัจ ๔ ชุดสูตรอธิบายว่าการตรัสรู้อริยสัจ ๔ คือเหตุที่ทำให้ได้ชื่อว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สิ้นอาสวะคือผู้รู้เห็นอริยสัจ ควรอนุเคราะห์ญาติมิตรให้ตั้งมั่นในอริยสัจ และปิดท้ายด้วยควัมปติสูตรที่พระวัมปติเถระยืนยันว่าผู้เห็นทุกข์ย่อมเห็นสมุทัย นิโรธ มรรคพร้อมกันทั้งหมด แสดงความเชื่อมโยงแนบแน่นของอริยสัจทั้งสี่
- 页 449–450 สีสปาปัณณวรรค: สีสปาสูตร อุปมาใบไม้ในกำมือกับใบไม้บนต้น พระพุทธเจ้าทรงถือใบประดู่ลาย ๒-๓ ใบเปรียบกับใบไม้ทั้งต้น แสดงว่าสิ่งที่พระองค์ทรงรู้แต่มิได้สอนมีมากกว่าที่ทรงสอนมากนัก เพราะสิ่งที่ไม่ทรงสอนไม่นำไปสู่ความหน่ายคลายกำหนัดหรือนิพพาน ส่วนสิ่งที่ทรงสอนคืออริยสัจ ๔ เพราะเป็นประโยชน์แท้จริงต่อการหลุดพ้น เป็นอุปมาที่โด่งดังแสดงจุดยืนของพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นเฉพาะสิ่งจำเป็นต่อการพ้นทุกข์
- 页 451–452 ขทิรสูตรและทัณฑสูตร: ผู้ไม่ตรัสรู้อริยสัจย่อมไม่อาจถึงที่สุดทุกข์ ขทิรสูตรเปรียบผู้ที่ไม่ตรัสรู้อริยสัจ ๔ แล้วอ้างว่าจะถึงที่สุดทุกข์ได้ เหมือนคนเอาใบตะเคียนห่อน้ำซึ่งเป็นไปไม่ได้ ต่างจากผู้ตรัสรู้แล้วซึ่งเปรียบเหมือนใบบัวที่ห่อน้ำได้จริง ทัณฑสูตรเปรียบสัตว์ที่ยังมีอวิชชาตัณหาท่องเที่ยวไปมาระหว่างโลกนี้กับปรโลก เหมือนท่อนไม้ที่ถูกขว้างขึ้นฟ้าแล้วตกลงมาแบบสุ่ม เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔
- 页 453 เจลสูตร: เร่งเพียรตรัสรู้อริยสัจเหมือนดับไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุว่าเมื่อผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้ควรทำอย่างไร ภิกษุตอบว่าต้องรีบดับด้วยความเพียรอย่างแรงกล้า พระองค์ตรัสว่าแม้เรื่องไฟไหม้ผ้าหรือศีรษะก็ควรวางเฉยได้ แต่ต้องเร่งความเพียรเพื่อตรัสรู้อริยสัจ ๔ ที่ยังไม่ตรัสรู้ให้ยิ่งกว่า เพราะสำคัญกว่าความทุกข์เฉพาะหน้าใดๆ
- 页 454–455 สัตติสตสูตร: ยอมทนถูกหอกแทงวันละสามร้อยเล่มร้อยปีเพื่อรู้อริยสัจ อุปมาว่าแม้ต้องถูกหอกแทงถึงวันละสามร้อยเล่มนานร้อยปีแลกกับการได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก็ควรยอมรับเอา เพราะสังสารวัฏที่ผ่านมายาวนานยิ่งกว่านั้นมากจนหาที่สุดมิได้ แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าแท้จริงการตรัสรู้อริยสัจมิได้มาพร้อมทุกข์โทมนัสเช่นนั้น หากมาพร้อมสุขและโสมนัสต่างหาก
- 页 456 ปาณสูตร: อุปมาสัตว์ทะเลกับหลาวจากหญ้าทั่วชมพูทวีป แสดงอบายภูมิอันใหญ่โต เปรียบว่าแม้เอาหญ้าไม้ใบไม้ทั่วชมพูทวีปมาทำหลาวร้อยสัตว์ในมหาสมุทรก็ยังไม่พอสำหรับสัตว์ตัวเล็กจำนวนมหาศาล ฉันใด อบายภูมิก็ใหญ่โตฉันนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิย่อมพ้นจากอบายอันใหญ่โตนี้ได้ เพราะรู้อริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง แสดงคุณค่าอันมหาศาลของการเห็นธรรม
- 页 457–461 ทุติยสุริยูปมสูตร อินทขีลสูตร วาทีสูตร จบสีสปาปัณณวรรคที่ ๔ ทุติยสุริยูปมสูตรเปรียบการอุบัติของพระตถาคตเหมือนดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ที่ทำให้เกิดแสงสว่างในโลก ก่อนพุทธกาลมีแต่ความมืดมิดไม่รู้อริยสัจ ๔ ต่อด้วยอินทขีลสูตรเปรียบผู้ไม่รู้อริยสัจเหมือนปุยนุ่นปลิวไปตามลม ส่วนผู้รู้แจ้งมั่นคงดุจเสาหิน และวาทีสูตรภิกษุผู้รู้อริยสัจย่อมไม่หวั่นไหวต่อผู้มาโต้วาทะ จบวรรคที่ ๔ (สีสปาปัณณวรรค) พร้อมอรรถกถา
- 页 462–470 จินตสูตร ปปาตสูตร ปริฬาหสูตร กูฏสูตร (ปปาตวรรคที่ ๕ ตอนต้น) จินตสูตรเล่าเรื่องบุรุษผู้คิดเรื่องโลกจนเห็นภาพลวงตากองทัพอสูรหนีเข้าก้านบัว พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการครุ่นคิดปัญหาอภิปรัชญาเรื่องโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยงไม่มีประโยชน์ ควรคิดถึงอริยสัจ ๔ แทน ตามด้วยปปาตสูตรเปรียบการเกิดแก่ตายเป็นเหวลึก ปริฬาหสูตรเปรียบนรกเร่าร้อนที่สุด และกูฏสูตรเปรียบการตรัสรู้อริยสัจเป็นฐานรากของการดับทุกข์ เหมือนต้องสร้างชั้นล่างเรือนก่อนชั้นบน
- 页 471–480 วาลสูตร ฉิคคฬสูตร (เต่าตาบอด) สิเนรุสูตร จบปปาตวรรคที่ ๕ วาลสูตรเล่าเรื่องพระอานนท์เห็นเจ้าลิจฉวีกุมารยิงธนูแม่นยำ พระพุทธเจ้าตรัสว่าการแทงตลอดอริยสัจ ๔ ยากยิ่งกว่าการยิงแบ่งเส้นขนทรายเป็น ๗ ส่วน ตามด้วยอันธการีสูตรเปรียบความมืดในโลกันตนรก และฉิคคฬสูตร ๒ สูตรอุปมาเต่าตาบอดโผล่ขึ้นร้อยปีครั้งสอดคอเข้าแอก แสดงความยากยิ่งของการได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ปิดท้ายด้วยสิเนรุสูตร ๒ สูตร เปรียบทุกข์ที่เหลือของพระอริยะเท่าก้อนหิน ๗ เม็ดเทียบภูเขาสิเนรุ จบปปาตวรรคที่ ๕
- 页 481–488 อภิสมยวรรคที่ ๖ อุปมาทุกข์ที่เหลือน้อยของพระอริยะ อภิสมยวรรคที่ ๖ ทรงใช้อุปมาต่างๆ ทั้งฝุ่นปลายเล็บ สระน้ำ แม่น้ำใหญ่ ก้อนดิน มหาสมุทร และขุนเขาหิมวันต์ เพื่อแสดงว่าทุกข์ที่ยังเหลืออยู่ของพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาบันมีน้อยมากเมื่อเทียบกับทุกข์ที่ดับไปแล้วตลอดสังสารวัฏ ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของทุกข์เดิม สอนให้เพียรรู้อริยสัจ ๔ ต่อไปจนหมดสิ้น
- 页 489–493 อามกธัญญเปยยาล ปฐมวรรคที่ ๗ สัตว์เกิดเป็นมนุษย์และผู้มีคุณธรรมมีน้อย ทรงช้อนฝุ่นปลายพระนขาเปรียบกับแผ่นดินใหญ่ แสดงว่าสัตว์ที่ตายแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มีน้อยกว่าสัตว์ที่ไปเกิดในอบายมาก และแสดงว่าผู้มีปัญญาจักษุ ผู้เว้นสุราเมรัย เกื้อกูลบิดามารดาสมณพราหมณ์ นอบน้อมผู้เจริญในสกุล มีจำนวนน้อยกว่าผู้ไม่ประพฤติเช่นนั้นมาก ล้วนเป็นเพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔
- 页 494–501 อามกธัญญเปยยาล ทุติยวรรคที่ ๘ และตติยวรรคที่ ๙ ผู้มีศีลมีน้อย แสดงต่อเนื่องว่าสัตว์ผู้งดเว้นศีล ๕ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียดคำหยาบ และผู้งดเว้นสิ่งไม่สมควรแก่สมณะ เช่น ฟ้อนรำขับร้อง ที่นอนสูงใหญ่ รับเงินทอง ข้าวของดิบ สตรีทาส สัตว์เลี้ยง มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ไม่งดเว้น สะท้อนความหายากของผู้ประพฤติธรรม
- 页 502–505 อามกธัญญเปยยาล จตุตถวรรคที่ ๑๐ จบสัจจสังยุตและมหาวารวรรคสังยุต วรรคสุดท้ายแสดงว่าสัตว์ที่งดเว้นการค้าที่ดิน การซื้อขาย การโกงตาชั่ง การรับสินบน และการปล้นชิงมีน้อย จากนั้นทรงแสดงวัฏสงสารว่าสัตว์จุติจากมนุษย์ เทวดา นรก ดิรัจฉาน เปรตวิสัย แล้วกลับมาเกิดในสุคติมีน้อยกว่าไปอบายมาก เพราะไม่เห็นอริยสัจ ๔ จบสัจจสังยุตและจบมหาวารวรรคสังยุตทั้งหมด
- 页 506–512 อรรถกถาอามกธัญญเปยยาลวรรค (จบอรรถกถามหาวรรค) อรรถกถาอธิบายศัพท์ในอามกธัญญเปยยาลวรรค เช่น สุราเมรัย ๕ ชนิด ความหมายของผู้เกื้อกูลบิดามารดา ศีลข้อต่างๆ วิธีโกงตาชั่ง ๔ แบบและการโกงด้วยเครื่องตวงวัด พร้อมนิทานตัวอย่างเรื่องนักเลงหลอกนายพรานแลกเนื้อกับลูกเนื้อ แสดงกลอุบายการล่อลวง ปิดท้ายด้วยการจบอรรถกถาอามกธัญญเปยยาลวรรคและอรรถกถามหาวรรคทั้งหมด
- 页 513–514 นิคมกถา คำลงท้ายอรรถกถาสารัตถปกาสินี จบอรรถกถามหาวารสังยุต นิคมกถาคำลงท้ายของพระพุทธโฆสาจารย์ผู้รจนาอรรถกถาสารัตถปกาสินี กล่าวถึงที่มาและขนาดของอรรถกถา (๑๓๗ ภาณวาร) พร้อมคาถาอวยพรและสรรเสริญพระพุทธคุณ ปิดท้ายด้วย จบอรรถกถามหาวารสังยุต และรายชื่อสังยุตทั้ง ๑๒ ในมหาวรรค ได้แก่ มรรค โพชฌงค์ สติปัฏฐาน อินทรีย์ สัมมัปปธาน พละ อิทธิบาท อนุรุทธ ฌาน อานาปาน โสดาปัตติ และสัจจสังยุต
页 1–50
页 51–100
页 101–150
页 151–200
页 201–250
页 251–300
页 301–350
页 351–400
页 401–450
页 451–500