อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
ฉบับ มมร. · เล่ม ๓๓ · หน้า ๕๓ · ข้อ 150
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ

สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ.

มฤตยูย่อมพาเอานรชน ผู้มัวเมาในลูกและสัตว์

เลี้ยง ผู้มีใจข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ไป เหมือนห้วง

น้ำใหญ่พัดพาเอาชาวบ้านที่หลับไหลอยู่ไปฉะนั้น.

จบพระคาถานางทั้งที่ยืนอยู่นั่นเอง ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ทูลขอ

บรรพชาแล้ว. พระศาสดาทรงอนุญาตการบรรพชาให้. นางทำประทักษิณ

พระศาสดา ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้วไปยังสำนักภิกษุณี ได้บรรพชาและ อุปสมบทแล้ว ไม่นานนักการทำกรรมในโยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนา ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระคาถาพร้อมด้วยเปล่งโอภาส [รัศมี] แก่ นางว่า :-

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อมตํ ปทํ

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อมตํ ปทํ.

ก็ผู้ใดไม่เห็นอมตบท พึงมีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี

ชีวิตของผู้เห็นอมตบทเพียงวันเดียว ยังประเสริฐกว่า

ดังนี้.

จบพระคาถา นางก็บรรลุอรหัต เป็นผู้เคร่งครัดยิ่งในการใช้สอย บริขาร ห่มจีวรประกอบด้วยความปอน ๓ อย่างเที่ยวไป. ต่อมาพระศาสดา ประทับนั่งในพระเชตวัน เมื่อทรงสถาปนาเหล่าภิกษุณีไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระเถรีนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่า พวกภิกษุณีสาวิกา ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง แล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๒

หัวข้อ (สรุปโดย AI) ประวัติพระกีสาโคตมีเถรี ผู้เลิศด้านทรงจีวรเศร้าหมอง (เมล็ดพันธุ์ผักกาด)
เข้าสู่ระบบเพื่อบันทึกความคืบหน้า
เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๒๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้